[x]ปิดหน้าต่าง
Start by Narongrit.net & Powered by เว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้กับครูประสงค์
..:: ยินดีต้อนรับเข้าสู่เว็บไซต์เพื่อการเรียนรู้ออนไลน์ กับ คุณครูประสงค์ โสมรัตนานนท์ ::..
หน้าล็อคอิน
:

:

          ล็อคอินแบบถาวร

      



<< ตุลาคม 2557 >>
อา. จ. อ. พ. พฤ. ศ. ส.
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  
 

สำหรับสมาชิกเท่านั้น

 

แหล่งเรียนรู้ครูภาษาไทย

ร้อยกรองไทย
wisdom Online ครูประสงค์
ร้อยรสพจนา
ชมรมศิลปวัฒนธรรมอีสาน

แนะนำจังหวัดสุรินทร์
ภาษาไทย ภาษาทอง
รักษ์ภาษาไทย


  Tag :

ให้คะแนนบทความนี้

บทความหมายเลข 24 | คะแนน Rating: 2.7/5 ดาว (จากจำนวนโหวต 14 votes)

 
- - 0 6384 การนิเทศการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ แฟ้มสะสมงาน พฤติกรรมการเรียนการสอน ปี2541 วงเดือน โปธิปัน ศึกษานิเทศก์ ระดับ 8
 
สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ปีที่ทำวิจัย 2541 งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคระกรรมการการวิจัยแห่งชาติ และสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ประจำปี 2541 สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ การนิเทศการศึกษา เป็นกระบวนการที่ผู้นิเทศใช้กระตุ้น ยั่วยุและท้าทาย โดยการริเริ่มการร่วมทำและการสนับสนุนข้อมูล เพื่อให้ครูมีการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนให้สูงขึ้นอยู่เสมอ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2538. หน้า คำนำ) และในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าการนิเทศการศึกษา มีความจำเป็นต่อการพัฒนาประสิทธิภาพทางการศึกษา แต่เท่าที่ผ่านมาสถานการณ์ทางการนิเทศการศึกษาเป็นไปในลักษณะของการเพิ่มพูนปัญหาแก่ครูผู้สอนมากกว่าจะเป็นการช่วยเหลือแก้ปัญหาด้านการเรียนการสอน เพราะการนิเทศเป็นไปในลักษณะที่เป็นการวัดผลการสอน การตรวจดูการสอนหรือการตรวจดูผลงานเสียมากกว่า (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2530. หน้า 6) สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ครูผู้สอนซึ่งเป็นผู้รับการนิเทศจะรู้สึกหวาดกลัว ประหม่า ขาดความเชื่อมั่น ไม่ชอบใจผู้นิเทศ เพราะเกิดความรู้สึกว่าผู้นิเทศจะมาจับผิด จะมาวัดผลการสอน ซึ่งอุทัย บุญประเสริฐ (2528, หน้า 178) กล่าวว่า การนิเทศไม่ใช่เครื่องมือวัดผลการทำงานหรือประเมินผลการปฏิบัติงานของครู ต้องรู้จักใช้เครื่องมือให้ดี ให้ถูกต้อง ให้ถูกกับประเภทของงาน มิฉะนั้นครูจะหวาดระแวงการนิเทศจุดมุ่งหมายที่ต้องการจากการนิเทศก็จะประสบความล้มเหลว
ดังนั้น การนิเทศการศึกษาจึงต้องส่งเสริมให้ครูได้มีการพัฒนาตนเพื่อพัฒนางาน ซึ่งเกิดได้จากการเรียนรู้ จากการลงมือปฏิบัติงานในภาวะปกติด้วยตนเอง ประเมินตนเอง ปรับปรุงและพัฒนาให้ผลงานมีคุณภาพสูงขึ้น ๆ อยู่เสมอด้วยตนเอง เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งนักเรียนมีพื้นฐานทางการเรียนแตกต่างกันและครูผู้สอนส่วนมากไม่ได้จบวิชาเอกคณิตศาสตร์ ขาดประสบการณ์ในการสอนให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและสภาพพื้นฐานของนักเรียนที่แตกต่างกัน
ผู้วิจัยเห็นว่าการนิเทศโดยใช้กระบวนการพัฒนาแฟ้มสะสมงานจะเป็นวิธีการหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้ครูมุ่งพัฒนางานการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพราะกระบวนการพัฒนาแฟ้มสะสมงานเป็นเครื่องมือประเมินที่สามารถบอกความสามารถที่แท้จริงและกระตุ้นชักนำให้ครูและนักเรียนประเมินผลการทำงานและค้นพบความก้าวหน้าของตนเอง โดยเน้นการประเมินความก้าวหน้าของตนเองมากกว่าจะเปรียบเทียบความสามารถของตนเองกับกลุ่ม (กรมวิชาการ, ม.ป.ป.)
1. การนิเทศการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์
2. การจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์
3. การประเมินผลตามสภาพจริง
1. เพื่อนำเสนอวัตกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการจัดการเรียนการสอน โดยใช้แฟ้มสะสมงานของนักเรียนและกระบวนการ ที่ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ใช้ในการส่งเสริมให้นักเรียนจัดทำแฟ้มสะสมงาน
3. เพื่อศึกษาผลการนิเทศและปัญหา อุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยม ศึกษาปีที่ 1
4. 1
การวิจัยและพัฒนา ประชากรที่ใช้ในการศึกษา เป็นครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่เรียนวิชาคณิตศาสตร์ตามหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้น พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) จำนวน 7 โรงเรียน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา เป็นครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่ริม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 จำนวน 2 โรงเรียน จาก 7 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้มาจากประชากรโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) ได้กลุ่มตัวอย่างครู 2 คน และนักเรียน 41 คน
ตัวแปรที่สนใจศึกษา ได้แก่
1. พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอน โดยใช้แฟ้มสะสมงานของนักเรียนและกระบวนการที่ครูผู้สอน คณิตศาสตร์ใช้ในการส่งเสริมให้นักเรียนจัดทำแฟ้มสะสมงาน
2. ผลการนิเทศและปัญหา อุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 3. ความก้าวหน้าทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
การนิเทศการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ หมายถึง กระบวนการที่ผู้นิเทศใช้กระตุ้นยั่วยุและท้าทายใน 3 ระดับ คือ การริเริ่ม การร่วมทำและการสนับสนุนข้อมูล เพื่อให้มีการพัฒนาคุณภาพของนักเรียนในวิชาคณิตศาสตร์ให้สูงขึ้นอยู่เสมอ หรือเพื่อให้ครูแสดงพฤติกรรมสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนรอบด้าน
แฟ้มสะสมงาน หมายถึง การรวบรวมชิ้นงานต่าง ๆ ที่แสดงถึงความสนใจและความสามารถของครูและนักเรียน เพื่อแสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เขาประสบความสำเร็จ ได้เรียนรู้หรือได้ผลิตออกมาเพื่อเป็นข้อมูลย้อนกลับในการพัฒนางานของตนเอง
พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอน หมายถึง การกระทำต่าง ๆ ของครูผู้สอนคณิตศาสตร์ที่แสดงออกใน 4 ด้าน คือ
1. การเตรียมการสอน หมายถึง พฤติกรรมการสอนของครูที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวก่อนที่จะสอน คือ การศึกษาหลักสูตร คู่มือครู การจัดทำตารางวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำแผนการสอน สื่อการสอนและเครื่องมือวัดผลประเมินผล
2. การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน หมายถึง การแสดงออกหรือวิธีการของครูในการดำเนินการสอน ตามขั้นตอนที่ระบุไว้ในแผนการสอน รวมทั้งเทคนิคในการสอน เช่น การใช้คำถาม การให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าด้วยตนเอง เป็นต้น
3. การจัดบรรยากาศการเรียนการสอน หมายถึง การแสดงออกหรือวิธีการที่ครูใช้เพื่อชักจูงให้ผู้เรียน สนใจในการเรียนหรือเกิดการเรียนรู้ได้ดีขึ้น เช่น การสร้างแรงจูงใจ การเสริมแรง การส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนและการประเมินผล
4. การวัดผลประเมินผล หมายถึง การแสดงออกหรือวิธีการของครูที่ใช้ในการตรวจสอบผลการเรียนรู้ ของผู้เรียน ทั้งในระหว่างเรียนและหลังเรียน เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การตรวจผลงาน การใช้บันทึกจากผู้ที่เกี่ยวข้อง การใช้แบบทดสอบที่เน้นการปฏิบัติจริง การใช้แฟ้มสะสมงาน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. แนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ 2 (ค 102) เป็นคู่มือการสอนวิชา คณิตศาสตร์ 2 (ค 102) ที่ครูคณิตศาสตร์เป็นผู้สร้างขึ้นเอง โดยการแนะนำช่วยเหลือของผู้วิจัย โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดเชียงใหม่ มีองค์ประกอบดังนี้ การวิเคราะห์หลักสูตร กำหนดการสอน และแผนการสอน จำนวน 19 แผน ซึ่งโครงสร้างของแผนการสอนประกอบด้วยสาระสำคัญ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อประกอบการเรียนการสอนและการวัดผลประเมินผล ส่วนขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นทบทวนความรู้พื้นฐาน ขั้นฝึกกระบวนการคิด และขั้นสรุปและนำไปประยุกต์ใช้
2. แบบนิเทศติดตามผลการจัดการเรียนการสอนของครูผู้สอนวิชาคณิตศาสตร์ มีลักษณะเป็นแบบ ตรวจสอบรายการ (check list) และเติมข้อความ จำนวน 26 ข้อความ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .80 ใช้สำหรับตรวจสอบเอกสารและสังเกตพฤติกรรมการสอนของครูผู้สอนคณิตศาสตร์ในด้านต่อไปนี้ คือ การจัดทำตารางวิเคราะห์หลักสูตร กำหนดการสอน แผนการสอน การเตรียมและการใช้สื่อ/เครื่องมือวัดผลประเมินผล กระบวนการจัดการเรียนการสอน การจัดบรรยากาศการเรียนการสอน และการกำกับติดตามการวัดผลประเมินผล
3. แบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง เป็นแบบสัมภาษณ์ที่ผู้วิจัยกำหนดหัวเรื่องกว้าง ๆ ไว้ และ เตรียมคำถามที่จะถามเอาไว้ล่วงหน้า แต่สามารถปรับคำถามได้ตามสถานการณ์ขณะสัมภาษณ์ ใช้สัมภาษณ์ครูผู้สอนคณิตศาสตร์ และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
4. แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วน ประมาณค่า (Rating Scale) จำนวน 25 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .85 ใช้ศึกษาความคิดเห็นของนักเรียนในด้านปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน ด้านกระบวนการในการัดทำแฟ้มสะสมงานและด้านการพัฒนาตนเอง
5. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 2 (ค 102) จำนวน 1 ฉบับ มีลักษณะเป็น แบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 14 ข้อ และแบบทดสอบชนิดเติมคำตอบ จำนวน 16 ข้อ รวมเป็น 30 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .82
1. ประชุมผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนคณิตศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่อชี้แจงกรอบแนวคิด วัตถุประสงค์ ขั้นตอนการดำเนินงานและการจัดทำแฟ้มสะสมงาน
2. ประชุมเชิงปฏิบัติการครูผู้สอนคณิตศาสตร์ เพื่อวางแผนการจัดการเรียนการสอน โดยการ วิเคราะห์สภาพปัญหา กำหนดเป้าหมายที่ต้องการพัฒนา และจัดทำแนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ 2 พร้อมทั้งจัดทำสื่อและเครื่องมือวัดผลประเมินผล
3. ครูผู้สอนดำเนินการสอนตามแนวการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่สร้างขึ้น ขณะที่ครูดำเนินการ สอน ผู้วิจัยได้สังเกตการสอนของครู และตรวจสอบเอกสาร ผลงาน หลักฐานการประเมินผล แฟ้มสะสมงานของนักเรียน ฯลฯ เป็นระยะ ๆ โดยใช้แบบนิเทศติดตามผลการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งสัมภาษณ์ครูผู้สอนคณิตศาสตร์
4. เมื่อครูดำเนินการสอนจบแต่ละเรื่อง ผู้วิจัยและครูผู้สอนได้ประชุมสรุปผลและวางแผนแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้น รวมทั้งปรับปรุงแนวการจัดกิจกรรมเรื่องต่อไปเพื่อลดข้อบกพร่องต่าง ๆ ให้เหลือน้อยที่สุด รวมทั้งสัมภาษณ์ครูผู้สอนและนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้แบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้น
5. เมื่อครูดำเนินการสอนทุกเรื่องเสร็จแล้ว ผู้วิจัยได้ส่งแบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ให้นัก เรียนตอบแบบสอบถาม รวมทั้งทดสอดวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
6. ผู้วิจัยและครูผู้สอน สรุปผลการดำเนินงานร่วมกัน และวางแผนพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียน การสอนสำหรับเนื้อหาที่ยังเป็นปัญหาสำหรับนักเรียน
1. วิเคราะห์รูปแบบของนวัตกรรมการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ 2 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
2. วิเคราะห์พฤติกรรมการสอนของครู จากการสังเกตการสอนและตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้อง โดย ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
3. วิเคราะห์ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จากการพิจารณา คะแนนทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผ่านเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 ของคะแนนเต็มและคะแนนจากการประเมินผลปลายภาคเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 2 โดยใช้ความถี่ ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ
4. วิเคราะห์สภาพปัญหา อุปสรรคในการนิเทศและการจัดการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์ 2 จาก การสัมภาษณ์ครูผู้สอน โดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
1. รูปแบบการสอนวิชาคณิตศาสตร์ เป็นรูปแบบการสอนที่กระบวนการเรียนการสอนและการวัดผล ประเมินผลดำเนินการไปพร้อม ๆ กัน โดยเน้นการพัฒนานักเรียนในลักษณะองค์รวมประกอบด้วยขั้นตอนการสอน คือ ขั้นทบทวนความรู้พื้นฐาน ขั้นฝึกกระบวนการคิดและนำไปประยุกต์ใช้
2. พฤติกรรมการจัดการเรียนการสอนของครู ครูผู้สอนได้เตรียมการสอน โดยศึกษาแนวคิด ทฤษฎีที่ เกี่ยวข้อง วิเคราะห์หลักสูตร จัดทำแผนการสอน เตรียมสื่อการสอน เครื่องมือวัดผล กิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้คือ การให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าด้วยระบบกลุ่ม บรรยากาศการเรียนเป็นกันเอง นักเรียนกล้าแสดงออก
3. กระบวนการในการพัฒนาแฟ้มสะสมงานนักเรียนที่ครูผู้ส่งเสริมให้นักเรียนจัดทำมี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นรวบรวมผลงาน ขั้นคัดเลือกผลงาน ขั้นประเมินผลงานและขั้นนำเสนอผลงาน
4. ผลการนิเทศและปัญหาอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอน โดยใช้กระบวนการพัฒนาแฟ้มสะสม งาน ครูและนักเรียนพอใจกับผลงานและเห็นว่าการจัดการเรียนการสอนรูปแบบนี้เป็นสิ่งที่ดี ควรได้รับการส่งเสริม เนื่องจากครูและนักเรียนสามารถทราบจุดเด่นและจุดด้อยของนักเรียนและสามารถหาแนวทางแก้ไขได้ตรงจุดและส่งผลให้นักเรียนมีความรับผิดชอบ รู้จักทำงานเป็นระบบ มีการวางแผนก่อนการทำงาน ส่วนปัญหาและอุปสรรคในการเรียนการสอนมีบ้าง แต่ก็สามารถแก้ไขได้
5. ผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ 2 ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
5.1 คะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 21.04 คิดเป็น ร้อยละ 70.16
5.2 จำนวนนักเรียนที่ทำคะแนนการทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนได้ผ่านเกณฑ์ ร้อยละ 60 มีจำนวน 35 คน คิดเป็นร้อยละ 85.36
5.3 จำนวนนักเรียนที่มีระดับผลการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2542 ใน ระดับ 3 จำนวน 19 คน คิดเป็นร้อยละ 46.34
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ด้านการเตรียมการสอน ครูมีภาระงานที่รับผิดชอบมาก จึงทำให้ไม่สามารถเขียนแผนการสอนได้ ทันครบทุกรายวิชา ดังนั้นควรจัดทำแผนการสอน ออกแบบชิ้นงานและเตรียมเอกสารต่าง ๆ ไว้ให้พร้อมก่อนเปิดภาคเรียน
2. ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูควรปรับกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้นักเรียนลงมือ ปฏิบัติให้เหมาะสมกับความสามารถของผู้เรียน โดยให้คำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล เพื่อช่วยให้นักเรียนที่เรียนก่อนประสบความสำเร็จเหมือนกับเด็กเก่ง
3. การจัดชั้นเรียน นอกจากจะเน้นเรื่องความสะอาด น่าอยู่แล้ว ยังมีการปรับเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่ใน ห้องเรียน เพื่อเร้าความสนใจ ส่วนมุมความรู้ที่จัดไว้อาจจะมีการหมุนเวียนหนังสือหรือสื่อต่าง ๆ กับชั้นเรียนอื่น หรือขอความร่วมมือกับผู้ปกครอง เพื่อให้ได้หนังสือหรือสื่อใหม่ ๆ
4. การจัดทำเกณฑ์ในการประเมินผลงาน น่าจะมีการรวมกลุ่มกันภายในกลุ่มโรงเรียนร่วมกันจัดทำ เกณฑ์การประเมินผลงานที่ชัดเจน มีความละเอียดมากขึ้น เพื่อให้ครูนำไปใช้และเปิดโอกาสให้ครูสามารถปรับเกณฑ์การประเมินให้เหมาะสมกับความสามารถของนักเรียนในโรงเรียนของตนได้
2541 y46tea245 อนุมัติ 1076 - 0 5063 Supervision in District Non-Formal Education Service Centres, Changwat Phra Nakhon Si Ayutthaya การนิเทศงาน คูนย์บริการการศึกษา พระนครศรีอยุธยา ปี2544 นางขนิษฐา มีรสสม Mrs.Kanitta Merotsom ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2544 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด วิทยาเขตบางเขน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญประการหนึ่งในการสร้างสรรค์สังคมให้มีความเจริญก้าวหน้าในการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าไปได้ในทุก ๆ ด้าน จะต้องอาศัยกระบวนการทางด้านการศึกษาเป็นองค์ประกอบทั้งสิ้น เพราะการศึกษาเป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาประชากรให้มีคุณภาพ ให้สามารถพัฒนาตนเองให้มีความรู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกให้เป็นผู้รู้จักคิด รู้จักทำ รู้จักแก้ปัญหา ตลอดจนรู้จักใช้ทรัพยากรวัตถุที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและสิ้นเปลืองน้อยที่สุด โดยจะต้องเน้นให้มีคุณธรรม จริยธรรม มีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์ สามารถพึ่งตนเองและดำรงชีพได้อย่างสมบูรณ์
จากความสำคัญของการศึกษาดังกล่าว กรมการศึกษานอกโรงเรียนเป็นหน่วยงานหนึ่งที่จัดการศึกษานอกโรงเรียน เพื่อให้ข้อมูลข่าวสาร ความรู้พื้นฐาน ทักษะและวิชาชีพแก่ประชาชนทั่วไปให้พึ่งพาตนเองได้สมบูรณ์ขึ้น หรือเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพยิ่งขึ้น อันจะเป็นฐานไปสู่การพัฒนาประเทศไม่ว่าในด้านเศรษฐกิจหรือสังคมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
ในการจัดการศึกษาให้ดีนั้นควรดำเนินการจัดตั้งในรูปองค์กรหรือโครงการ ซึ่งกรมการศึกษานอกโรงเรียนมีลักษณะเช่นนั้น ทั้งนี้การดำเนินงานในองค์กรหรือโครงการนั้น จะต้องมีระบบของการบริหารและการนิเทศเป็นสำคัญ ดังที่ เพ็ญพักตร์ ลิ้มสัมพันธ์ (2534 : 7-8) กล่าวไว้ว่า
…ในการที่จะให้งานสำเร็จและถูกต้องตามเป้าหมายที่วางไว้ การบริหารกับการนิเทศนั้น จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่ไปพร้อมกัน เพราะการนิเทศเป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร องค์ประกอบของการบริหารย่อมขึ้นอยู่กับ คน เงิน วัสดุ และการจัดการการบริหารคนให้มีประสิทธิภาพในการทำงานนั้น ผู้บริหารจะต้องมีเทคนิคที่เหมาะสม เทคนิคในการบริหารอย่างหนึ่ง คือ การนิเทศ ซึ่งเป็นไปเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรปฏิบัติงานอย่างมีคุณภาพ ซึ่งจะเห็นได้ว่าการบริหารมีจุดเน้นที่ความสำเร็จของงาน การวินิจฉัยสั่งงานให้ผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิบัติงานให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ ส่วนการนิเทศมีจุดเน้นที่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้รับการนิเทศ คือ เปลี่ยนจากความไม่รู้เป็นให้รู้ เปลี่ยนไม่ทำเป็นให้ทำ การบริหาร และการนิเทศนั้นจำเป้นต้องดำเนินการควบคู่พร้อมกันไปเพื่อให้ผู้ร่วมงานได้ทำงาน
กรมการศึกษานอกโรงเรียนได้ปรับปรุงอำนาจหน้าที่ในระดับกรม ภาค จังหวัด และอำเภอไว้ดังนี้ (กรมการศึกษานอกโรงเรียน, 2538 : 92) “…ระดับกรม กรมการศึกษานอกโรงเรียนมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมการศึกษาในระบบโรงเรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียน และการศึกษาตามอัธยาศัยโดยกำหนดนโยบายวางแผนจัดทำงบประมาณ กำหนดหลักสูตรและมาตรฐานการศึกษา
ระดับภาค ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาค เป็นการศึกษาในราชการส่วนกลาง มีหน้าที่พัฒนางานวิชาการ พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาและความต้องการของท้องถิ่น
ระดับจังหวัด ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด เป็นสถานศึกษาในราชการบริหารส่วนกลาง มีหน้าที่กำหนดนโยบาย วางแผนพัฒนาการศึกษาระดับจังหวัด สนับสนุนนิเทศติดตามประเมินผล การจัดกิจกรรมของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ
ระดับอำเภอ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ เป็นสถานศึกษาในราชการบริหารส่วนกลาง มีหน้าที่จัดและให้บริการการศึกษานอกโรงเรียนตามความต้องการและสภาพปัญหาของท้องถิ่น ประสานงานให้มีศูนย์การเรียน หน่วยจัดการศึกษานอกโรงเรียน ติดตาม กำกับ ดูแล การศึกษานอกโรงเรียนในอำเภอ…”
จากอำนาจหน้าที่ของกรมการศึกษานอกโรงเรียนดังกล่าว จะเห็นได้ว่ากรมการศึกษานอกโรงเรียนมีภารกิจรับผิดชอบการศึกษาในทุกระดับกว้างขวางทั่วประเทศ และเป็นผู้รับผิดชอบในการจัดการศึกษาให้แก่ผู้พลาดโอกาส และเสริมสร้างประสบการณ์ให้แก่ประชาชนทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มเขึ้นตามความต้องการ เป็นกระบวนการต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งมีหน่วยปฏิบัติการในการดำเนินการ คือ ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด และศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ/กิ่งอำเภอ และเครือข่าย แต่สภาพการบริหารและการจัดการ ยังพบปัญหาและอุปสรรคที่น่าสนใจ ดังที่ ทรงเดช โคตรสิน (2532) ได้ศึกษาพบว่า บุคลากรศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดมีปัญหาในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับปานกลาง สามด้าน คือ ด้านบริหารงานทั่วไป ด้านการประสานงานและปฏิบัติการและด้านวิชาการ และผลการวิจัยของ สมพิศ เหรียญทอง (2533 : 121-127) การปฏิบัติงานส่วนใหญ่ดำเนินงานโดยใช้แบบปกติแบบเดิม ยังไม่เปลี่ยนแปลงทางการดำเนินงานมีข้อมูลที่ไม่ทันสมัย
จะเห็นได้ว่าผู้บริหารการศึกษานอกโรงเรียนจังหวัดและอำเภอ/กิ่งอำเภอมีความสำคัญในการที่จะนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่วางไว้ หากยังมีวิธีการรูปแบบในการบริหารการศึกษาและการจัดการไม่มีประสิทธิภาพและจะส่งผลต่อการปฏิบัติงานราชการไม่มีคุณภาพตามไปด้วย ดังนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริหารการศึกษานอกโรงเรียนจำเป็นจะต้องได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพมากที่สุด โดยเฉพาะศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน อำเภอเป็นสถานศึกษา โดยมีหัวหน้าศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเป็นผู้บริหาร และกรมการศึกษานอกโรงเรียนได้แต่งตั้งข้าราชการครูไปดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ ๆ ละ 1 คน มีบุคลากรช่วยปฏิบัติงานอื่น ๆ เช่น เจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนครูอาสาสมัครจะเห็นได้ว่าบุคลากรที่มีอยู่มีน้อยมาก จากสภาพดังกล่าวทำให้ศุนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอประสบปัญหามาก โดยส่วนใหญ่จะประสบกับปัญหาการปฏิบัติการนิเทศ
ในปีงบประมาณ 2540 กรมการศึกษานอกโรงเรียนมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนการศึกษานอกโรงเรียนให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น จึงได้กำหนดนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษานอกโรงเรียนในข้อที่ 3 ว่า “ให้เร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษานอกโรงเรียนให้เป็นที่พึงพอใจของผู้รับบริการ เป็นที่ยอมรับของสังคมและได้มาตรฐาน” (กรมการศึกษานอกโรงเรียน, 2540 : 3)
ดังนั้นการนิเทศจะได้ผลดีจะต้องมีการวางแนวทางในการนิเทศ ติดตามผลให้มีประสิทธิภาพ โดยมีการนิเทศ ติดตาม กำกับ ดูแลและการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพทางการศึกษา จะช่วยให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติการนิเทศมีความรู้ความเข้าใจ สามารถปฏิบัติงานด้านการนิเทศได้อย่างถูกต้อง โดยกรมการศึกษานอกโรงเรียนได้จัดให้มีระบบการนิเทศกิจกรรมงานการศึกษานอกโรงเรียน มีทั้งระบบการนิเทศภายในและภายนอกจากหน่วยงานอื่นและสถานศึกษาเอง ในเชิงการปฏิบัติยังไม่ส่งผลต่อการปฏิบัติงานและไม่ครอบคลุมกิจกรรมที่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอปฏิบัติ อีกทั้งไม่สามารถนำผลของการนิเทศมาปรับปรุงและพัฒนาการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากขาดระบบและองค์ประกอบตามกระบวนการของการนิเทศที่ผู้วิจัยได้พยายามศึกษาเพื่อให้ผลการนิเทศนำไปสู่การปฏิบัติจริงจากสภาพดังกล่าว ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการปฏิบัติงานการนิเทศของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยาว่ามีปัญหาในการดำเนินงานและบุคลากรของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอได้นำรูปแบบแผนการนิเทศไปใช้หรือไม่อย่างไร หากพบข้อเท็จจริงในด้านต่าง ๆ จะได้นำไปใช้ในการวางแผนพัฒนางานของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ ให้เกิดประสิทธิภาพต่อไป
1. การนิเทศการศึกษา

2.กระบวนการนิเทศ
3.การบริหารศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ
4.ผลการดำเนินงานการจัดกิจกรรมประจำปีงบประมาณ 2542 ของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
1.เพื่อศึกษาสภาพการนิเทศงานของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2.เพื่อศึกษาปัญหาการนิเทศงานของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
การวิจัยเชิงทดลอง ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการศูนย์/หัวหน้าศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ รวม 16 คน และผู้รับการนิเทศ ได้แก่ เจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนอำเภอ จำนวน 16 คน ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน จำนวน 66 คน ครูประจำกลุ่มการศึกษาสายสามัญ 70 คน ครูสอนวิชาชีพระยะสั้น 20 คน และครูสอนกลุ่มสนใจ จำนวน 20 คน รวมเป็น 192 คน และจำนวนประชากรทั้งสิ้น 208 คน โดยแบบสอบถามที่ได้รับกลับคืนมีจำนวน 208 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย -
ตัวแปรอิสระ -
ตัวแปรตาม -
การนิเทศ หมายถึง การช่วยเหลือ ชี้แนะ การติดตามดูแลกำกับ ดูแลการดำเนินงานพัฒนาคุณภาพการศึกษานอกโรงเรียนที่รับผิดชอบในพื้นที่อำเภอ
การนิเทศการศึกษานอกโรงเรียน หมายถึง กระบวนการ 5 ขั้นตอน เพื่อให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษานอกโรงเรียนไปในทิศทางเดียวกัน โดยดำเนินการดังนี้
1.ขั้นวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของผู้รับการนิเทศ
2.ขั้นวางแผนและกำหนดแผนการนิเทศ
3.ขั้นจัดทำรายละเอียด เนื้อหา การนิเสนอเนื้อหา
4.การปฏิบัติการนิเทศตามแผนที่กำหนดไว้
5.การประเมินผลการนิเทศ
คุณภาพการศึกษานอกโรงเรียน หมายถึง ผลสำเร็จตามความประสงค์ของการศึกษานอกโรงเรียนที่มีปริมาณมากพอ คุณภาพดี ใช้แรงงานน้อยค่าใช้จ่ายน้อย และสำเร็จภายในเวลาที่กำหนด
สื่อการเรียนการสอน หมายถึง วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยให้การเรียนการสอน ตามระบบการศึกษานอกโรงเรียนบรรลุผลอย่างมีประสิทธิผล
ผู้อำนวยการศูนย์/หัวหน้าศูนย์ หมายถึง ผู้บริหารศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอทั้ง 16 อำเภอ
เจ้าหน้าที่ห้องสมุด หมายถึง เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติในการให้บริการการยืมหนังสือหรือบริการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในห้องสมุดประชาชนอำเภอ
ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ หมายถึง สถานศึกษาในราชการบริหารส่วนกลาง สังกัดกรมสามัญศึกษานอกโรงเรียน โดยมีผู้อำนวยการศูนย์/หัวหน้าศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ เป็นผู้บริหารและรับผิดชอบ
ผู้ให้การนิเทศ หมายถึง ผู้อำนวยการศูนย์/หัวหน้าศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ
ผู้รับการนิเทศ หมายถึง เจ้าหน้าที่ห้องสมุดประชาชนอำเภอ ครูอาสาสมัครการศึกษานอกโรงเรียน ครูประจำกลุ่มการศึกษาสายสามัญ ครูสอนวิชาชีพระยะสั้น ครูสอนกลุ่มสนใจ
กศน. หมายถึง กรมการศึกษานอกโรงเรียน
ศนจ. หมายถึง ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด
ศบอ. หมายถึง ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม ลักษณะคำถามเป็นแบบสำรวจรายการ (check list) โดยแบ่งออกเป็น 2 ชุด ดังนี้
ชุดที่ 1 ผู้ให้การนิเทศ มี 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาการนิเทศงานของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ
ชุดที่ 2 ผู้รับการนิเทศ มี 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการนิเทศงานของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ
ตอนที่ 3 แบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาการนิเทศงานของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ
ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามและเก็บแบบสอบถามด้วยตนเอง ตั้งแต่วันที่ 12 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 16 มีนาคม 2544 โดยส่งแบบสอบถามทั้งสิ้น 208 ฉบับ ได้รับแบบสอบถามที่สมบูรณ์คืน จำนวน 208 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 100 ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่เก็บรวบรวมได้มาตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนนำไปวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าร้อยละ นำเสนอเป็นรูปตารางประกอบความเรียง ผลการวิจัยพบว่า สภาพการดำเนินการนิเทศใน 5 กระบวนการมีดังนี้ 1) การวิเคราะห์ปัญหา มีการวิเคราะห์ปัญหาความต้องการของผู้ให้การนิเทศสอดคล้องกับนโยบายของกรมการศึกษานอกโรงเรียนหรือหน่วยงานต้นสังกัด และผู้รับการนิเทศวิเคราะห์ปัญหาตามสภาพของการจัดกิจกรรมแต่ละประเภท 2) การวางแผน มีการกำหนดแผนการนิเทศให้สอดคล้องกับงานศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ มากที่สุด เพื่อการพัฒนางาน และผู้รับการนิเทศส่วนใหญ่ต้องการมีส่วนร่วมในการวางแผน 3) การจัดทำรายละเอียดเนื้อหา การนำเสนอเนื้อหา ผู้ให้การนิเทศใช้วิธีการเก็บข้อมูลเพื่อประเมินผล และใช้วิธีบันทึกการปฏิบัติงาน ส่วนผู้รับการนิเทศได้รับการนิเทศตามขั้นตอนการรายงานที่ชัดเจน และตามเครื่องมือในการนิเทศที่กำหนด 4) การปฏิบัติการนิเทศตามแผนที่กำหนด ผู้ให้การนิเทศใช้ผู้นำชุมชนเป็นเครือข่ายการนิเทศ และผู้รับการนิเทศใช้เครื่องมือในการนิเทศ และผู้รับการนิเทศใช้เครื่องมือในการนิเทศที่กำหนด 5) การประเมินผลการนิเทศผู้ให้การนิเทศรายงานผลการนิเทศตามแบบการนิเทศ ส่วนในการกำกับติดตามนั้นใช้วิธีการตรวจเยี่ยม และผู้รับการนิเทศได้รับการจัดทำเอกสารการรายงานการนิเทศที่เป็นขั้นตอน
ส่วนปัญหาการนิเทศของศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า ผู้ให้การนิเทศไม่สามารถนิเทศงานต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง บุคลากรร่วมวิเคราะห์ปัญหาไม่เพียงพอ และผู้รับการนิเทศไม่ปฏิบัติตามแผนที่กำหนด ผู้รับการนิเทศมีส่วนร่วมในการวางแผนการนิเทศไม่มากเท่าที่ควร และวิธีการนิเทศไม่หลากหลาย
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.จากการวิจัย พบว่า งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการนิเทศ ไม่เพียงพอ ควรแก้ปัญหาด้วยการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม โดยสำรวจความต้องการและจัดซื้อตามความต้องการ ความจำเป็น มีหนทางเพิ่มงบประมาณจากรัฐ คือ อาจจัดตั้งกองทุนโดยคนในชุมชนที่ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอตั้งอยู่
2.จากการวิจัย พบว่า ไม่สามารถนิเทศงานต่าง ๆ ได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง ควรแก้ปัญหาโดยการใช้การนิเทศงานหลายรูปแบบ ไม่ควรใช้การนิเทศแบบตรวจเยี่ยมเพียงแบบเดียว ควรใช้การนิเทศแบบทางไกลสำหรับการให้ความรู้เพิ่มเติมในการปฏิบัติงาน การนิเทศ ประชุมเชิงปฏิบัติการสำหรับการพัฒนาบุคลากรให้เกิดทักษะในด้านต่าง ๆ ของการปฏิบัติงาน
3.จากการวิจัย พบว่า มีภาระมาก ไม่สามารถนิเทศได้ตามปฏิทิน ควรจัดลำดับความสำคัญให้พอเหมาะกับเวลาที่มีอยู่ โดยกำหนดปฏิทินร่วมกันของผู้ให้การนิเทศและผู้รับการนิเทศ
4.จากการวิจัย พบว่า ไม่มีการนำผลของการวิเคราะห์ไปแก้ปัญหาตามแนวทางที่ถูกต้อง ควรแจ้งผลการนิเทศให้ผู้รับการนิเทศและผู้เกี่ยวข้องทราบ และตั้งคณะทำงานหาแนวทางร่วมกันในการแก้ปัญหาและพัฒนางานโดยผู้ให้การนิเทศ ผู้รับการนิเทศ และผู้เกี่ยวข้อง
5.จากการวิจัย พบว่า บุคลากรน้อยเกินกว่าจะร่วมวิเคราะห์ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และการวิเคราะห์ปัญหาไม่ต่อเนื่อง กรมการศึกษานอกโรงเรียน ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนภาค ศูนย์การศึกษานอกโรงเรียนจังหวัด ควรกระจายบุคลากรลงไปปฏิบัติงานประจำศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอ เพื่อรองรับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ
6.จากการวิจัย พบว่า ผู้รับการนิเทศไม่เห็นความสำคัญของการนิเทศ ควรสร้างความตระหนักให้ผู้รับการนิเทศเห็นประโยชน์ของการนิเทศงาน เป็นกระบวนการในการพัฒนางานและพัฒนาผู้รับการนิเทศ ควรให้ผู้รับการนิเทศมีส่วนร่วมในกระบวนการนิเทศตั้งแต่การสำรวจความต้องการในการนิเทศ รูปแบบและวิธีการนิเทศที่ต้องการ รวมทั้งวางแผนงานและกำหนดปฏิทินการนิเทศร่วมกัน
7.จากการวิจัย พบว่า ควรเริ่มความสำคัญในการนิเทศจากสภาพและความต้องการของผู้รับการนิเทศก่อน เพื่อนำไปสร้างแผนและนโยบาย แทนที่จะรับนโยบายจากต้นสังกัดมากำหนดแผนการนิเทศอย่างที่พบในงานวิจัยนี้ เพื่อที่จะได้เข้าถึงปัญหาที่แท้จริง และเหมาะสมกับสภาพการณ์ที่แท้จริง
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1.ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับเทคนิคการนิเทศงาน เพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
2.ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับรูปแบบเครื่องมือการนิเทศงานทุกกิจกรรม
2544 y46ku046 อนุมัติ 847 - 0 4096 The Organized Internal Supervision for Developing as the Professional Teacher of Banwangsarn School Bangkratum District Phitsanulok Province การนิเทศภายในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ
ครูมืออาชีพ
ความพึงพอใจ
ปี2545 นางนวลจันทร์ จันทร์เจริญ Mrs. Nuanjan Jancharoen ผู้อำนวยการโรงเรียน ระดับ 8 ปริญญาโท สาขาจิตวิทยาการแนะแนว
โรงเรียนบ้านวังสาร อำเภอบางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก
ทำวิจัยเสร็จปี 2545 งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนอุดหนุนการวิจัยประเภททั่วไปจาก คณะกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนาและการวัฒนธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี 2544 ห้องสมุด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300 สำนักงานคระกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นของการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษา ดังจะเห็นจากการกำหนดเป็นนโยบายและมาตรการการดำเนินการอย่างชัดเจน ตั้งแต่แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ระดับก่อนประถมศึกษา ฉบับที่ 6 (พ.ศ. 2530-2534) เป็นต้นมา จนถึงแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ ฉบับที่ 7 (พ.ศ. 2535-2539) นอกจากนี้เป็นการประกาศนโยบายปีทองแห่งการพัฒนาคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2537 ของกระทรวงศึกษาธิการและ สปช. และนโยบายการปฏิรูปการศึกษา (พ.ศ. 2539) ของกระทรวงศึกษาธิการและสปช. ก็ได้กำหนดให้ใช้การพัฒนาระบบนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษาอย่างถาวรเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา
การดำเนินการพัฒนาระบบนิเทศภายในโรงเรียนนี้ สปช. ได้มอบหมายให้หน่วยศึกษานิเทศ สปช. เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการ เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 เป็นต้นมา จากการดำเนินการและศึกษาสภาพการดำเนินงานตลอดเวลาที่ผ่านมา ได้รับทราบถึงปัญหาและอุปสรรคต่างๆ จากการสำรวจปัญหาการดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัด สปช. ในปี พ.ศ. 2533 จากการสอบถามผู้บริหารโรงเรียนที่เข้ารับการอบรมเพื่อเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น และจากการสำรวจปัญหาในการดำเนินการของจังหวัดต่างๆ ในปี พ.ศ. 2537-2539 พบว่ามีลักษณะใกล้เคียงกัน ปัญหานี้ ได้แก่ การขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านการนิเทศการศึกษา การขาดงบประมาณดำเนินการ ขาดวัสดุอุปกรณ์ สื่อ เครื่องมือในการนิเทศครูไม่เห็นความสำคัญและความจำเป็นของการนิเทศ ครูไม่ยอมรับ ไม่ศรัทธาผู้นิเทศ ขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานภายนอก และจากการนิเทศติดตามผลการดำเนินการในระดับโรงเรียน พบว่า ปัญหาที่ส่งผลต่อการพัฒนาระบบนิเทศของโรงเรียน คือ ความตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นที่โรงเรียนจะต้องพัฒนาตนเองให้ดียิ่งขึ้น และมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมทั้งการสร้างความตระหนักให้ครูผู้สอนเห็นความสำคัญและความจำเป็นที่จะต้องพัฒนานักเรียนให้มีพัฒนาการทุกด้าน ตามวัยและเต็มศักยภาพ ตามกรอบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของหลักสูตร (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2541 : 60)
ในศาสตร์แห่งชาติการนิเทศ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ กระบวนการ เทคนิควิธีมีอยู่อย่างมากมายหลายหลาก ซึ่งบุคลากรต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอาจเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม แต่ในแนวทางปฏิรูปการศึกษามุ่งหมายให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่โรงเรียนเป็นลำดับแรก การจะเกิดการเปลี่ยนแปลงที่โรงเรียนได้ องค์ประกอบที่สำคัญ คือ ครูผู้สอนต้องเปลี่ยนแปลงแนวคิดและการจัดกระบวนการเรียนการสอน โดยการเปลี่ยนพฤติกรรมในการบอกความรู้ให้นักเรียนมาเป็นการเรียนการสอนให้นักเรียนรู้จักคิด รู้จักแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้ที่สามารถจะดำเนินการปฏิรูปเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ไปให้ถึงจุดหมายตามแนวทางการนิเทศ เพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรในโรงเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือ ผู้บริหารโรงเรียน (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2539 : 2) ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดการศึกษาของโรงเรียนให้ครบถ้วนในภารกิจทุกๆด้าน ภารกิจหลักที่สำคัญในโรงเรียนประถมศึกษา คือ การดำเนินการให้มีการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนสามารถสร้างเสริมนักเรียนให้มีพัมนาการทุกด้าน เต็มตามวัยและตามศักยภาพ บุคลากรสำคัญที่จะเป็นผู้ปฏิบัติภารกิจหลักนี้ให้บรรลุ คือ ครูผู้สอน ครูเหล่านี้มีความแตกต่างกันทั้งในด้านความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน เจตคติต่อวิชาชีพ บุคลิกภาพและความต้องการ ผู้บริหารโรงเรียนจะต้องรวมพลังของครูที่มีความแตกต่างกันนี้ให้สามารถปฏิบัติภารกิจของตน คือการสอนจนประสบความสำเร็จตามต้องการของหน่วยงาน ในขณะเดียวกันก็มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ในการทำงานให้แก่ครูทุกคนในโรงเรียน เพื่อสร้างเสริมขวัญและกำลังใจให้ครูสามารถปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเองให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ และตรงตามความต้องการพัฒนาของนักเรียน ด้วยเทคนิควิธีที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น หรือเป็นที่เรียกกันว่า ครูมืออาชีพ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2540 : 50) การนิเทศที่จัดขึ้นภายในโรงเรียนโดยความร่วมมือของครูทุกคนในโรงเรียนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งของผู้บริหารโรงเรียน ที่จะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการรวมพลังครูและการพัฒนาครู ให้มีความภาคภูมิใจแล้ว ก็จะปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนของตนเองให้มีดียิ่งขึ้นอยู่เสมอจนเป็นนิสัย ทำให้เกิดการพัฒนาที่ถาวร ดังคำกล่าวว่า การจัดการที่ดีเป็นกุญแจนำไปสู่ความสำเร็จขององค์การ การนิเทศที่ดีนำไปสู่การจัดการที่ดี
สภาพความสำเร็จของการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษา คือครูมีความตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นในการพัฒนานักเรียนให้ตรงตามความต้องการพัฒนา ครูสามารถปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของตนเองให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ และตรงตามความพัฒนาของนักเรียนด้วยเทคนิค วิธีที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นสมกับคำว่า เป็นครูมืออาชีพ และครูมีความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน 1. การนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษา
2. ความหมายของการนิเทศภายใน
3. ความสำคัญของการนิเทศภายในโรงเรียน
4. จุดมุ่งหมายของการนิเทศภายในโรงเรียน
5. ขอบข่ายของการนิเทศภายในโรงเรียน
6. หลักการนิเทศภายในโรงเรียน
7. กระบวนการนิเทศภายในโรงเรียน
8. กิจกรรมการนิเทศภายในโรงเรียน
9. รูปแบบการนิเทศภายในโรงเรียน 1. เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษาอย่างมีระบบพร้อมปัญหาและ อุปสรรคที่เกิดขึ้น
2. เพื่อศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมการสอนของครูให้มีลักษณะเป็นครูมืออาชีพมากขึ้น
3. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศภายในโรงเรียนอย่างมีระบบ 1. การนิเทศภายในอย่างเป็นระบบ สามารถพัฒนาพฤติกรรมการสอนของครูให้มีลักษณะเป็นครูมืออาชีพได้
2. ผู้รับการนิเทศมีความพึงพอใจต่อการนิเทศภายในอย่างเป็นระบบ การวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ คณะครูในโรงเรียนบ้างวังสาร อำเภอบางกระทุ่ม จังหวัดพิษณุโลก ทั้งหมด 9 คน แยกเป็นชาย 4 คน หญิง 5 คน ตัวแปรที่สนใจศึกษา คือ จำนวนของครูมืออาชีพที่เกิดขึ้นภายในโรงเรียน และสภาพความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศ การนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษาอย่างเป็นระบบ หมายถึง การจัดกระบวนการนิเทศภายในตามชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่องการนิเทศภายในโรงเรียนประถมศึกษาอย่างเป็นระบบของหน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักนิเทศและพัฒนามาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ
ครูมืออาชีพ หมายถึง ครูที่สามารถปรับปรุงการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของตนเองให้ดียิ่งขึ้นอยู่เสมอ ตรงตามมาตรฐานการเรียนการสอนของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ตั้งแต่ข้อ 1-10 มีเกณฑ์ระดับคุณภาพตั้งแต่ 0-3 ระดับคุณภาพ 3 ถือว่ามีพฤติกรรมเป็นครูมืออาชีพ
ความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศ หมายถึง ความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศ โดยดู 3 ด้าน คือ ด้านกิจกรรมการนิเทศ ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านผลงานและผลที่เกิดกับตนเอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้มี 2 ชนิด คือ
1. ชุดฝึกอบรมด้วยตนเอง เรื่องการนิเทศภายในโรงเรียนอย่างเป็นระบบ เป็นชุดฝึกปฏิบัติที่ประกอบด้วยกิจกรรม 18 กิจกรรม ตั้งแต่
1.1 กิจกรรมเพื่อการศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนของครู
1.2 องค์ประกอบที่มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากร
1.3 การพิจารณาวิธีการหรือกิจกรรมนิเทศ
1.4 การเขียนแผนการนิเทศ
2. เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่
2.1 แบบบันทึกพฤติกรรมครูมืออาชีพ
2.2 แบบประเมินความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศ ผู้วิจัยได้แต่งตั้งคณะครูภายในโรงเรียน เป็นคณะเก็บรวบรวมข้อมูลการประเมินมาตรฐานการเรียนการสอนขึ้น 2 กลุ่ม คือ กลุ่ม A ประกอบด้วยคณะครู 4 คน กลุ่ม B ประกอบด้วยคณะครู 5 คน ทำหน้าที่ประเมินและรายงานผลการประเมินในลักษณะของทีมงาน โดยปฏิบัติตามขั้นตอนและตรวจสอบเอกสารหลักฐาน ร่องรอยตามคำสั่งของเครื่องมือการประเมินทุกอย่าง ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีทั้งหมด 3 ระยะ คือ
ระยะที่ 1 เก็บข้อมูลจำนวนครูมืออาชีพก่อนทำการทดลอง
ระยะที่ 2 เก็บข้อมูลจำนวนครูมืออาชีพหลังการทดลอง ครั้งที่ 1
ระยะที่ 3 เก็บข้อมูลจำนวนครูมืออาชีพหลังการทดลองครั้งที่ 2 เพื่อสรุปผลการวิจัยพร้อมทั้งประเมินความพึงพอใจของผู้รับการนิเทศด้วย 1. หาค่าร้อยละของจำนวนครูมืออาชีพก่อนทำการวิจัยและหลังวิจัย
2. หาค่าร้อยละความพึงพอใจของครูผู้รับการนิเทศทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านกิจกรรมการนิเทศ ด้านกิจ กรรมการเรียนการสอน ด้านผลงานและผลที่เกิดกับตนเอง 1. ก่อนทำการทดลอง คณะครูโรงเรียนบ้างวังสาร จำนวน 9 คน ได้รับการประเมินมาตรฐานการเรียนการสอน เพื่อหาลักษณะพฤติกรรมความเป็นครูมืออาชีพ ปรากฏว่า ไม่มีใครมีพฤติกรรมเป็นครูมืออาชีพเลย และโดยภาพรวมของดรงเรียนมีมาตรฐานการเรียนการสอนอยู่ในเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 โดยมีคะแนนเฉลี่ย 1.87
เมื่อทำการทดลองโดยผ่านกระบวนการนิเทศภายในอย่างเป็นระบบ ตามแผนนิเทศภายในของโรงเรียน และกิจกรรมตามขอบข่ายงานนิเทศทั้ง 5 งาน คือ การให้ความช่วยเหลือแก่ครูโดยตรง การเสริมสร้างประสบการณ์ทางวิชาชีพ การพัฒนาทักษะการทำงานกลุ่ม การพัฒนาหลักสูตรและการวิจัยในห้องเรียนแล้ว ปรากฏว่าในการเก็บรวบรวมข้อมูลหลังการทดลองครั้งที่ 1 ยังไม่มีใครมีพฤติกรรมเป็นครูมืออาชีพ แต่โดยภาพรวมของโรงเรียนมีมาตรฐานการเรียนการสอน เป็นคะแนนเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น คือ ค่าคะแนนเท่ากับ 2.06 ยังอยู่ในเกณฑ์ระดับมาตรฐานระดับคุณภาพ 2 เช่นเดิม
ในการเก็บรวบรวมข้อมูล หลังการทดลองครั้งที่ 2 ปรากฏว่า จำนวนครูมืออาชีพเพิ่มขึ้นจาก 0 เป็น 3 คน และโดยภาพรวมของดรงเรียนมีมาตรฐานการเรียนการสอนเป็นคะแนนเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น คือ มีค่าคะแนนเท่ากับ 2.42 และยังอยู่ในเกณฑ์ระดับคุณภาพ 2 เช่นเดิม
จากผลคะแนนเฉลี่ยระดับคุณภาพ และจำนวนครูมืออาชีพที่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่านิเทศภายในอย่างเป็นระบบมีผลต่อการพัฒนาลักษณะพฤติกรรมครูมืออาชีพของดรงเรียนบ้านวังสารได้ โดยมีค่าร้อยละของครูมืออาชีพเพิ่มขึ้น 33.33 %
2. ครูผู้รับการนิเทศภายในโรงเรียนมีความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ ดังนี้
ก. ด้านกิจกรรมการนิเทศ มาก
ข. ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน มาก
ค. ด้านผลงานและผลที่เกิดกับตนเอง มาก ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. โรงเรียนที่จะจัดระบบนิเทศภายในให้มีประสิทธิภาพ ควรสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในโรงเรียนก่อน เพื่อเป็นพื้นฐานในการบริหารงานนิเทศให้ประสบความสำเร็จได้โดยง่าย
2. บุคลากรในสถานที่ทำงานมักแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ ประเภทกระตุ้นได้ สามารถกระตุ้นได้ และไม่มีส่วนร่วม ผู้บริหารไม่ควรละทิ้งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ควรพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน ตามลักษณะปัญหาของแต่ละคน อีกทั้งควรใช้ลักษณะการทำงานเป็นทีม เพื่อลดความเครียด และเป็นวิธีแบ่งปันถ่ายทอดความรู้ความสามารถให้แก่กันและกันได้ เป็นการพัฒนาบุคลากรทางอ้อมอีกวิธีหนึ่ง
3. ควรให้ชุมชนมีส่วนรับรู้ และแสดงความชื่นชมต่อคณะครูที่มีการพัฒนาดีขึ้นตามควรแก่วาระโอกาส และสถานที่ เพื่อให้เกิดกำลังใจและคงพฤติกรรมที่ดีต่อไป
4. ผู้บริหารมีส่วนสำคัญที่สุดในงานนิเทศภายในอย่างเป็นระบบ เพราะเป็นผู้วิจัยและตัดสินใจขั้นตอนสุดท้าย จึงควรพัฒนาตนเองให้รอบรู้ในงานวิชาการ เร่งสร้างภาวะผู้นำ ตามระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้เกิดความศรัทธาแก่ผู้ร่วมงาน อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลให้การนิเทศภายในโรงเรียนดำเนินได้อย่างราบรื่น พัฒนาองค์การได้ตามที่ต้องการ
5. โรงเรียนขนาดใหญ่ที่ต้องการพัฒนาการนิเทศภายในอย่างเป็นระบบ ต้องอาศัยการสร้างทีมงานให้เป็นผู้ที่เข้าใจหลักการนิเทศ และนำไปใช้ได้อย่างถูกต้อง โดยผู้บริหารต้องเอาใจใส่ ติดตามกำกับดูแลไปตามขั้นตอน ด้วยวิธีการหลาย ๆ รูปแบบ เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจต่อบุคลากรอย่างทั่วถึงกัน 2545 46nec007 อนุมัติ 923 - 0 2106 Collegial Supervision of Educational Opportunity Expansion Schools Affiliated to the Office of Muang Chiang Rai District Primary Education, Chiang Rai Province การนิเทศภายใน กระบวนการนิเทศภายใน ปี2542 นางรุ่งศิริน ไตรโยธี Mrs. Rungsiri Triyotee ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โรงเรียนบ้านร่องขุ่น อ.เมือง จ.เชียงราย
- ทำวิจัยเสร็จปี 2542 การค้นคว้าแบบอิสระ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การนิเทศภายในมีความสำคัญมากเพราะช่วยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาสู่การพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นต่อไปและสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ได้กำหนดกระบวนนิเทศภายในไว้สำหรับโรงเรียนในสังกัดมี 4 ขั้นตอนคือ การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการการวางแผนและกำหนดตัวเลือก การปฏิบัติการนิเทศภายใน การประเมินผลและรายงานผล กระบวนการนิเทศภายในเป็นการดำเนินงานอย่างมีระบบใช้เหตุผลในการแก้ปัญหาอย่างมีจุดหมายเป็นการวางแผนการทำงานทางวิทยาศาสตร์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ศึกษาหาสาเหุของปัญหามากำหนดแนวทางการแก้ไขการนิเทศภายใน เมื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการ 4 ขั้นตอนนี้จะสามารถยกระดับการศึกษาให้สูงขึ้น เป็นที่น่าพอใจก่อเกิดการพัฒนาคุณภาพการประถมศึกษาตามต้องการ และที่ผ่านมาสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองเชียงรายที่ยังไม่ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ คือคุณภาพนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ยังไม่น่าพอใจเท่าที่ควร จากเหตุผลและความสำคัญของการนิเทศภายใน ผู้ศึกษาในฐานะเป็นผู้มีส่วนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองเชียงราย ได้ตระหนักถึงความสำคัญของการนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา การนิเทสภายในของโรงเรียนมีการนำกระบวนการนิเทศไปปฏิบัติมากน้อยเพียงใด ได้รับผลอย่างไร มีอุปสรรคปัญหาอย่างไรบ้าง ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะได้ศึกษาสภาพที่แท้จริงของการนิเทศภายในตามกระบวนการนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองเชียงราย ซึ่งมีการจัดการศึกษาทั้ง 3 ระดับ เพื่อให้ทราบถึงสภาพและปัญหาการจัดการนิเทศภายในของโรงเรียน ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการพัฒนา ปรับปรุง ส่งเสริม สนับสนุน งานนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และเห็นว่ารัฐบาลมีแผนปรับปรุงคุณภาพโดยการพัฒนามาตรฐานของโรงเรียนโดยทำ 3 เกณฑ์มาตรฐาน คือ มาตรฐานคุณภาพนักเรียน มาตรฐานคุณภาพการจัดการเรียนการสอนและมาตรฐานการบริหารโรงเรียนโดยเน้นการนิเทศ 100% ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา และการศึกษาครั้งนี้จะทราบสภาพปัจจุบัน ปัญหาของกระบวนการนิเทศภายในเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพต่อไป 1. การดำเนินงานโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 2. การนิเทศภายใน 1. เพื่อศึกษาสภาพการเตรียมการและดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองเชียงราย 2. เพื่อศึกษาปัญหาและข้อเสนอแนะการดำเนินงานนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาสทางการ ศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองเชียงราย - วิจัยเชิงบรรยาย ประชากรในการวิจัยประกอบด้วยบุคคล 3 กลุ่มดังนี้ 1. ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมือง เชียงราย จำนวน 13 คน 2. ครูวิชาการในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมือง เชียงราย 3 ระดับ คือ ครูวิชาการระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา จำนวน 13 โรงเรียน รวมทั้งหมดจำนวน 39 คน 3. ครูปฏิบัติการสอนในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ เมืองเชียงราย 215 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 13 คน ครูวิชาการจำนวน 39 คน และครูปฏิบัติการสอน จำนวน 136 คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Radom Sampling) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ของ Darwin Hendel จากครูปฏิบัติการสอนทั้งหมด 216 คน รวมจำนวนกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ทั้งหมด 188 คน ตัวแปรที่สนใจศึกษา ได้แก่ สภาพการเตรียมการและดำเนินการนิเทศภายในปัญหาและข้อเสนอแนะการดำเนินงานนิเทศภายในของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองเชียงราย การนิเทศภายใน หมายถึง การปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างผู้บริหารกับครูในโรงเรียนในการที่จะแก้ไขปรับปรุง พัฒนาการทำงานของครูให้มีประสิทธิภาพและส่งผลต่อคุณภาพของนักเรียน การเตรียมการก่อนการนิเทศภายในโรงเรียน หมายถึง การสร้างความเข้าใจและวางแผนเตรียมความพร้อมของบุคลากรในหน่วยงานก่อนที่จะดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียน กระบวนการนิเทศภายใน หมายถึง กิจกรรมที่ปฏิบัติตามขั้นตอนของกระบวนการนิเทศภายในที่สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติกำหนดไว้ 4 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การศึกษาสภาพปัจจุบันปัญหาและความต้องการ หมายถึง การศึกษาสภาพที่เป็นจริงตามตัวบ่งชี้ด้านต่าง ๆ ของโรงเรียนในขณะนั้น รวบรวมปัญหาและความต้องการคาดหวังที่จะพัฒนางานให้ดีขึ้น 2. การวางแผนการนิเทศ หมายถึง การนำข้อมูลผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน ปัญหา สาเหตุของปัญหาและความต้องการมากำหนดกิจกรรมและแนวทางการปฏิบัติงานนิเทศ 3. การปฏิบัติการนิเทศ หมายถึง การดำเนินการตามกิจกรรมที่กำหนดในโครงการนิเทศภายในโรงเรียน 4. การประเมินผล หมายถึง การตรวจสอบความสำเร็จของโครงการกับวัตถุประสงค์และเป้าหมายที่กำหนดไว้ เครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามที่สร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 3 ตอนคือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะแบบตรวจสอบรายการ (Check List) ตอนที่ 2 เป็นคำถามเกี่ยวกับการจัดดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียน การเตรียมการก่อนการนิเทศภายในโรงเรียนและกระบวนการภายใน 4 ขั้นตอน มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับและไม่ได้ปฏิบัติอีก 1 รายการ ตอนที่ 3 แบบสอบถามตรวจสอบรายการและปลายเปิด (Check List, Open Ended) เกี่ยวกับปัญหาและข้อเสนอแนะในกระบวนการนิเทศภายใน ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามให้ผู้บริหารและครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ทางไปรษณีย์และนัดหมายวัดเวลาในการส่งแบบสอบกลับคืนมายังผู้วิจัยที่สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย ในส่วนของแบบสอบถามที่ได้ไม่ครบผู้วิจัยดำเนินการติดตามกลับคืนด้วยตนเอง ข้อมูลจากแบบสอบถามตอนที่ 1 วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ และนำเสนอเป็นตารางประกอบการบรรยาย ข้อมูลจากแบบสอบถามตอนที่ 2 วิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ หาค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนเป็นมาตรฐานแล้วสรุปอภิปรายผลในรูปตารางประกอบการบรรยาย ข้อมูลจากแบบสอบถามตอนที่ 3 วิเคราะห์ โดยใช้ความถี่และหาค่าร้อยละ เสนอในรูปตารางและการบรรยาย เพื่อสรุปแนวทางการพัฒนาการดำเนินการนิเทศภายในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 1. การเตรียมการนิเทศภายในมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก คือ การแต่งตั้งคณะกรรมการการนิเทศ ภายในเพื่อรับผิดชอบและมอบหมายงาน สำหรับกระบวนการนิเทศภายในที่มีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับได้ดังนี้ การวางแผนนิเทศภายใน การศึกษาสภาพ ปัจจุบันปัญหาและความต้องการการปฏิบัติการนิเทศภายใน และการประเมินผลการนิเทศภายใน 2. ปัญหาและข้อเสนอแนะของการนิเทศภายใน พบปัญหาในเรื่องผู้นิเทศมีงานที่รับผิดชอบมากไม่มี เวลาดำเนินการนิเทศ นิเทศไม่ต่อเนื่อง ขาดการประเมินผล ผู้รับการนิเทศไม่มีส่วนร่วมในการวางแผนการนิเทศ ข้อเสนอแนะคือ ควรจัดอบรมสัมมนาในเรื่องการนิเทศภายในให้แก่ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศให้เข้าใจ มีการระดมความคิดวางแผนร่วมกัน ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. ควรมีการประชุมชี้แจงให้บุคลากรในโรงเรียนมีความรู้ เข้าใจโครงการนิเทศภายใน 2. ควรมีการโครงการการนิเทศภายใน มีกิจกรรมชัดเจนและปฏิบัติอย่างต่อเนื่องครบกระบวนการ ทั้ง 4 ขั้นตอน 3. ควรให้บุคลากรมีส่วนร่วมในด้านระดมความคิดเห็นร่วมวางแผนการดำเนินการและมีงบประมาณ สนับสนุนมีบุคลากรเพียงพอในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 4. ควรมีการสำรวจสภาพปัจจุบันปัญหา ความต้องการในหน่วยงานและมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็น ระบบ เน้นการระดมความคิดเห็นบุคลากรในโรงเรียนร่วมวางแผนแก้ไขปัญหา 5. ควรลดภาระงานรับผิดชอบลงเพื่อจะมีเวลาดำเนินการนิเทศภายใน ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. การศึกษารูปแบบการมีส่วนร่วมของบุคลากร การนิเทศภายในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 2. การศึกษารูปแบบการนิเทศภายในที่เหมาะสมในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 3. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติการสอนเกี่ยวกับเรื่องการ นิเทศภายในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา 2542 y45cm067.doc อนุมัติ 1017 - 0 6364 มาตรฐานการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การประกันคุณภาพภายนอก การนิเทศเพื่อพัฒนากระบวนการประกันคุณภาพการศึกษา ปี2543 หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1
 
หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 ปีที่ทำวิจัย 2543 งานวิจัยของหน่วยงาน ศูนย์บรรณสารสนเทศทางการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในยุคโลกาภิวัฒน์ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีการสื่อสารส่งผลถึงแนวคิดในการบริหารจัดการแบบใหม่ที่เน้นการพัฒนาและยกระดับคุณภาพการดำเนินงานขององค์กรให้เป็นที่ยอมรับในประสิทธิภาดและความโปร่งใสเพื่อให้สอดคล้องและทันต่อความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้น ยุคนี้เป็นยุคที่มีการแข่งขันสูงทั้งในระดับประเทศและนานาประเทศ ดังนั้นคุณภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญและเป็นเป้าหมายที่สำคัญในทุกองค์กร ซึ่ง Josepth Joran (อ้างในพิไลเรข วงศ์แสงอนันต์, 2539) ได้เรียกศตวรรษที่ 21 นี้ว่า ศตวรรษแห่งคุณภาพ สิ่งที่ควบคู่กับคุณภาพคือ การประเมินผลการดำเนินงาน เพราะเป็นตัวบ่งชี้สภาพปัจจุบันขององค์การว่าต้องมีการปรับปรุง และพัฒนาในด้านใด ในทุกองค์กร ทั้งธุรกิจการค้า และสถานบันการศึกษา
จากแนวคิดในการจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ได้กำหนดสาระสำคัญ 3 ประการ คือ ประการที่ 1 การจัดการศึกษามุ่งพัฒนาคนไทยเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย จิตใจ สติปัญญา ความรู้ และคุณธรรม ประการที่สอง การจัดการศึกษายึดหลักการศึกษาตลอดชีวิตและให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ประการที่สาม กำหนดสิทธิและหน้าที่การศึกษาของบุคคล ครอบครัว องค์กรเอกชน สถาบันทางศาสนา และสถานประกอบการ นอกจากนี้ในหมวด 6 ได้กำหนดมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษาว่า ให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาถือว่าคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษา ให้มีสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2542)
จากการประเมินผลคุณภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษาโรงเรียนมีคุณภาพมาตรฐานต่างกัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนย้ายของนักเรียน (กรมสามัญศึกษา 2539 : 43) ทำให้เกิดปัญหาบางโรงเรียนไม่สามารถรับนักเรียนได้ในขณะที่ บางโรงเรียนมีที่ว่างสำหรับนักเรียนจำนวนมาก สะท้อนให้เห็นคุณภาพทางวิชาการที่ต่ำกว่าหรือ ยังไม่ได้รับการยอมรับ โดยมีสาเหตุจากหลายองค์ประกอบ อาทิเช่น การบริหารบุคลากร งบประมาณ อาคารสถานที่และชุมชน
สำหรับแนวคิดในการจัดการศึกษาสำหรับศตวรรษที่ 21 ที่สำคัญประการหนึ่งคือ การศึกษาต้องเป็นกระบวนการพัฒนาคนให้เต็มศักยภาพ การศึกษาต้องเป็นกระบวนการที่ทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้และสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง การจัดการเรียนรู้จึงเน้นวิธีการเรียนรู้หรือวิธีการแสวงหาความรู้ด้วยรูปแบบและวิธีการที่หลากหลายจากแหล่งและสื่อต่าง ๆ อันจะนำไปสู่การเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ รักการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต การจัดการศึกษาต้องเป็นการจัดเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนด้วยการเสริมสร้างพลังความสามารถด้านต่าง ๆ ที่มีอยู่ในตัวผู้เรียนให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่ เนื่องจากผู้เรียนแต่ละคนมีความสามารถแตกต่างกัน มีวิธีเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน
กรมสามัญศึกษาได้เตรียมการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2539 จนถึงวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2542 จึงได้ประกาศแนวทางการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาให้สถานศึกษานำไปปฏิบัติ โดยการจัดประชุมชี้แจงผู้บริหารโรงเรียนทั่วประเทศพร้อมทั้งเอกสารชุดการประเมินคุณภาพการศึกษา จำนวน 4 เล่ม สำหรับปีงบประมาณ 2543 กรมสามัญศึกษาได้จัดสรรงบประมาณให้ทุกจังหวัดดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษา ขณะนี้การดำเนินการได้ผ่านช่วงระยะเวลาหนึ่ง ปรากฏว่าการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษามีความแตกต่างกันมากหลายโรงเรียน มีความก้าวหน้า แต่หลายโรงเรียนอยู่ในขั้นของการเริ่มต้นและยังประสบปัญหาหลายประการ
ด้วยเหตุผลและหลักการดังกล่าว หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 ซึ่งมีบทบาทและหน้าที่ในการจัดอบรม สนับสนุนทางวิชาการ ตลอดจนทำการวิจัย ประเมินผลติดตามผล จึงพิจารณาเห็นความจำเป็นให้มีการนิเทศเพื่อพัฒนากระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 เพื่อให้สอดคล้องกับสังคมในยุคโลกาภิวัตน์ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และนโยบายการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของกรมสามัญศึกษาต่อไป
1. ความเป็นมาและความสำคัญของการประกันคุณภาพ
2. นิยามและความหมายของการประกันคุณภาพ
3. การประกันคุณภาพในระดับมัธยมศึกษา
4. หน่วยศึกษานิเทศก์ กับการประกันคุณภาพการศึกษา
5. การประกันคุณภาพในต่างประเทศ
1. สำรวจรูปแบบกระบวนการการดำเนินงานในการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนมัธยม ศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา ในเขตการศึกษา 1
2. ศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู – อาจารย์ และชุมชน เกี่ยวกับการดำเนินการในการประกัน คุณภาพของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1
3. ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการประกันคุณภาพของโรงเรียนมัธยมศึกษาสังกัดกรม สามัญศึกษา เขตการศึกษา 1
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร ได้แก่ บุคลากรของโรงเรียนกรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 จำนวน 98 โรงเรียนของพื้นที่ 5 จังหวัด ได้แก่ นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร ประกอบด้วย 1) ผู้บริหาร หรือผู้ช่วยผู้บริหาร 2) ผู้รับผิดชอบโครงการประกันคุณภาพการศึกษา 3) ครู – อาจารย์ และ 4) ผู้แทนชุมชน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร และผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวนโรงเรียนละ 1 คน ส่วนครู – อาจารย์ และผู้แทนชุมชน จำนวนโรงเรียนละ 3 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง ดังนี้ 1) ผู้บริหาร จำนวน 98 คน 2) ผู้รับผิดชอบโครงการ จำนวน 98 คน 3) ครู – อาจารย์ จำนวน 294 คน และ 4) ผู้แทนชุมชน จำนวน 294 คน
ตัวแปรที่สนใจศึกษา ได้แก่
1. รูปแบบกระบวนการการดำเนินงานในการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนมัธยมศึกษา
2. ความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู – อาจารย์ และชุมชน เกี่ยวกับการดำเนินการในการประกันคุณภาพ ของโรงเรียนมัธยมศึกษา
3. ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการประกันคุณภาพของโรงเรียนมัธยมศึกษา
มาตรฐานการศึกษา หมายถึง ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณลักษณะ คุณภาพที่พึงประสงค์และมาตรฐานที่ต้องการให้เกิดขึ้นในสถานศึกษาทุกแห่ง และเพื่อใช้เป็นหลักในการเทียบเคียงสำหรับการส่งเสริมและกำกับดูแล การตรวจสอบ การประเมินผลและการประกันคุณภาพทางการศึกษา
การประกันคุณภาพการศึกษา หมายถึง กรอบความคิดในด้านหลักการโครงสร้าง การบริหาร วิธีดำเนินการและเกณฑ์ต่าง ๆ ของระบบประกันคุณภาพการศึกษาที่สามารถยึดถือเป็นมาตรฐานในการดำเนินการ ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 การควบคุมคุณภาพ (Quality Control) หมายถึง กลไกในการสอดส่องดูแลคุณภาพด้านต่าง ๆ ภายในแต่ละสถานศึกษา ได้แก่ การกำหนดมาตรฐานและการพัฒนาเข้าสู่มาตรฐาน
ส่วนที่ 2 การตรวจสอบคุณภาพ (Quality Auditing) หมายถึง การวิพากษ์วิจารณ์และให้ข้อเสนอแนะ ได้แก่ การประเมินความก้าวหน้าและรายงานของสถานศึกษาการติดตามตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและการแทรกแซงเพื่อปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ส่วนที่ 3 การประเมินคุณภาพการศึกษา (Quality Assessment) หมายถึง การตัดสินคุณภาพการศึกษา และมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา โดยหน่วยงานภายใน ภายนอก
การประกันคุณภาพภายใน หมายถึง การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบภายในโดยบุคลากรของสถานศึกษานั้นเอง หรือโดยหน่วยงานต้นสังกัดที่มีหน้าที่กำกับ ดูแล สถานศึกษานั้น
การประกันคุณภาพภายนอก หมายถึง การประเมินผลและการติดตามตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาจากภายนอก โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพจากภายนอก โดยสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษาหรือบุคคล หรือหน่วยงานภายนอกที่สำนักงานดังกล่าวรับรอง เพื่อเป็นการประกันคุณภาพและให้มีการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา
การนิเทศเพื่อพัฒนากระบวนการการประกันคุณภาพการศึกษา หมายถึง การให้ความช่วยเหลือ แนะนำ ติดตามในแต่ละขั้นตอนของการประกันคุณภาพการศึกษา
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
1. แบบสำรวจแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน เป็นคำถามปลายเปิด และเลือกตอบจำนวน 7 ข้อ
ส่วนที่ 2 ขั้นตอนของการสร้างระบบคุณภาพและโครงการประกันคุณภาพโรงเรียน ปี 2540 – 2543 มี 2 ตอน กล่าวคือ
ตอนที่ 1 เป็นขั้นตอนการสร้างระบบคุณภาพ เป็นแบบเลือกตอบจำนวน 12 ข้อ
ตอนที่ 2 เกี่ยวกับการจัดทำโครงการที่เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมประกันคุณภาพการศึกษา ในปี 2540 – 2543
ส่วนที่ 3 ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นแบบมาตรฐานส่วน ประมาณค่า (Rating Scales) จำนวน 13 ข้อ และแบบปลายเปิด
ผู้ให้ข้อมูลในแบบสำรวจ ได้แก่ ผู้รับผิดชอบการดำเนินงานประกันคุณภาพของโรงเรียน
2. แบบสอบถามความคิดเห็นผู้บริหาร ครู – อาจารย์ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบด้านการประกันคุณภาพเป็นคำถามปลายเปิดและเลือกตอบ จำนวน 3 ข้อ
ส่วนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความคิดเห็นที่มีต่อกระบวนการประกันคุณภาพ มี 4 ตอน คือ
ตอนที่ 1 ข้อมูลการดำเนินการภายในสถานศึกษาเป็นแบบปลายเปิด มีจำนวน 5 ข้อ
ตอนที่ 2 ความคิดเห็นเกี่ยวกับการนำนโยบายการประกันคุณภาพการศึกษาสู่แนวปฏิบัติใน โรงเรียนเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 9 ข้อ
ตอนที่ 3 ปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาเป็นแบบมาตรฐาน ส่วนประมาณค่า (Rating Scales) จำนวน 13 ข้อ และแบบปลายเปิด
3. แบบสอบถามความคิดเห็นของชุมชนเป็นแบบเลือกตอบ และปลายเปิด จำนวน 6 ข้อ ผู้ให้ข้อมูลในแบบสอบถาม ได้แก่ ตัวแทนของชุมชน
การดำเนินการทั้งลักษณะที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ ทั้งในลักษณะที่เป็นองค์กรต่อองค์กร และลักษณะบุคคล ในลักษณะแรกดำเนินการโดยส่งหนังสือราชการจากหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 ให้โรงเรียนเพื่อขอความร่วมมือในการตอบแบบสำรวจ และแบบสอบถาม ในลักษณะที่ 2 โดยขอความร่วมมือจากศึกษานิเทศก์ ประสานงานโรงเรียนของหน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขตการศึกษา 1 ช่วยติดตามเพื่อให้ได้ข้อมูลมากที่สุด ผลการเก็บรวบรวมข้อมูลปรากฏว่า ผู้วิจัยได้รับแบบสอบถามคืนที่มีความสมบูรณ์ดังนี้ ได้รับกลับคืนของผู้บริหารและผู้รับผิดชอบโครงการจำนวนอย่างละ 70 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 68.6 ครู – อาจารย์ จำนวน 210 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 71.43 และผู้แทนชุมชน จำนวน 211 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 71.77 1. ข้อมูลจากเอกสาร วิเคราะห์โดยการวิเคราะห์เนื้อหา
2. ข้อมูลจากแบบสำรวจและแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยใช้สถิติเบื้องต้น ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อย ละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
1. หน่วยงานที่ให้การสนับสนุนการประกันคุณภาพ ได้แก่ หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา เขต การศึกษา 1 และหน่วยศึกษานิเทศก์จังหวัด กิจกรรมที่ได้รับการสนับสนุน ได้แก่ การเป็นวิทยากรการจัดทำเอกสารเผยแพร่ และการนิเทศติดตามผล เป็นต้น
2. ขั้นตอนของการสร้างระบบคุณภาพของโรงเรียน และการดำเนินโครงการประกันคุณภาพการ ศึกษาของโรงเรียน ปี พ.ศ. 2540 – 2543
2.1 ขั้นตอนของการสร้างระบบคุณภาพบองโรงเรียน ได้แก่ การกำหนดนโยบาย การยอมรับของ ผู้บริหารและการกำหนดผู้รับผิดชอบ มีการดำเนินการแล้วมากกว่าร้อยละ 70.00 ส่วนที่เหลือกำลังดำเนินการ การกำหนดผู้รับผิดชอบมีจำนวนสูงสุดคือ ร้อยละ 92.86 ในขั้นตอนของการกำหนดเป้าหมาย การกำหนดมาตรฐานตัวชี้วัด การประชุมชี้แจงและวิธีดำเนินการมีการดำเนินการแล้วมากกว่าร้อยละ 50.00 ส่วนที่เหลือกำลังดำเนินการ มีเพียงส่วนน้อยที่ยังไม่ได้ดำเนินการ ขั้นตอนที่ดำเนินการแล้วต่ำกว่าร้อยละ 50.00 ได้แก่ การประสานงานขอความร่วมมือการจัดทำคู่มือ การดำเนินการตามแผนที่กำหนด การติดตามความก้าวหน้า และการประเมินผล ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างดำเนินการ ขั้นตอนที่ยังไม่ได้ดำเนินการมากถึงร้อยละ 70.00 ได้แก่ การประเมินผลการประกันคุณภาพการศึกษา และการนำผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษา
2.2 โรงเรียนมีโครงการที่เกี่ยวข้องหรือส่งเสริมการประกันคุณภาพการศึกษาในด้านการพัฒนา บุคลากร พัฒนางานวิชาการ และข้อมูลสารสนเทศ ซึ่งดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ปกติ เช่น การวัดประเมินผล การผลิตสื่อประกอบการเรียนการสอน มีการเน้นโครงการบางลักษณะของกรมสามัญศึกษา อาทิ ปี 2540 โครงการด้านการวัดผลประเมินผล การประเมินผลตามสภาพจริง ปี 2541 – 2543 เป็นโครงการที่รองรับพระราชบัญญัติการศึกษา 2542 ได้แก่ การจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การพัฒนาวิชาชีพครู การจัดทำแผน / ธรรมนูญโรงเรียน การสร้างเครือข่ายและระบบสารสนเทศ
3. ความคิดเห็นของผู้บริหาร ครู – อาจารย์ ต่อกระบวนการประกันคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน
3.1 ผู้บริหารจำนวน 70 คน และ ครู – อาจารย์ จำนวน 210 คน มีความคิดเห็นสอดคล้องกันต่อ กระบวนการการประกันคุณภาพการศึกษา พบว่า มีจุดเริ่มต้นจากนโยบายของกระทรวง / กรม ทั้งหมด ประโยชน์ของการประกันคุณภาพ คือ ช่วยสร้างความเข้าใจถึงภาระหน้าที่ และกระตือรือร้นที่จะพัฒนาทักษะมากที่สุด ส่วนกระบวนการประกันคุณภาพในขั้นของการศึกษาและการเตรียมการ การวางแผนการประกันคุณภาพการศึกษา การนำแผนการประกันคุณภาพการศึกษา การตรวจและทบทวนคุณภาพการศึกษา การพัฒนาและปรับปรุงมีการดำเนินการส่วนใหญ่มากกว่าร้อยละ 50.00
3.2 ความคิดเห็นของผู้บริหาร และ ครู – อาจารย์ เกี่ยวกับการนำนโยบายการประกันคุณภาพ การศึกษาสู่แนวปฏิบัติ พบว่า อยู่ในระดับมากในภาพรวมและเกือบทุกรายข้อย่อย
3.3 ความคิดเห็นของผู้บริหารการดำเนินการควบคุมคุณภาพในโรงเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับ มาก ส่วนครู – อาจารย์ มีความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณารายข้อย่อยพบว่า ส่วนใหญ่ผู้บริหารมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ส่วนครู – อาจารย์ อยู่ในระดับปานกลางเช่นกัน
3.4 ผู้แทนชุมชน จำนวน 211 คน มีความคิดเห็นต่อการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษา เกี่ยวกับความเข้าใจในนโยบายและการปฏิบัติของการประกันคุณภาพเป็นส่วนใหญ่ และพบว่า องค์กรให้การสนับสนุนการดำเนินการร่วมกันระหว่างโรงเรียนและชุมชน ชุมชนมีบทบาทในการมีส่วนร่วมและรับผิดชอบการศึกษามากกว่าครึ่งหนึ่ง
4. สภาพปัญหาและข้อเสนอแนะ
สภาพปัญหาและอุปสรรคการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษา พบวา ผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบ และ ครู – อาจารย์ มีความคิดเห็นสอดคล้องในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาในรายข้อย่อยทั้งผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบ และครู – อาจารย์ มีความคิดเห็นสอดคล้องเช่นเดียวกัน โดยส่วนใหญ่เห็นว่า มีบางปัญหาอยู่ในระดับปานกลางทุกรายข้อ ยกเว้นการยอมรับในการประกันคุณภาพของผู้บริหาร ครู – อาจารย์ เท่านั้น มีอยู่ในระดับมาก
ลำดับที่ของปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษาของผู้บริหาร ผู้รับผิดชอบ ครู-อาจารย์ และชุมชน พบปัญหาที่สำคัญดังนี้
4.1 ด้านบุคลากรได้แก่ ความรู้ ความเข้าใจของบุคลากร การขาดผู้เชี่ยวชาญในการให้ความรู้ การยอมรับของครู-อาจารย์ ประชาชน ความตื่นตัวของผู้บริหาร ครู-อาจารย์

4.2 ด้านการบริหารจัดการ และการประสานงาน ได้แก่ การประสานงานระหว่างภายใน และ ภายนอกสถานศึกษา การทำงานเป็นทีม ระบบสารสนเทศ การประชาสัมพันธ์การมีส่วนร่วมในการดำเนินการ และระยะเวลาในการดำเนินการ
4.3 ด้านงบประมาณ ได้แก่ เงินที่สนับสนุนการดำเนินการประกันคุณภาพมิได้มีการกำหนดและ สนับสนุน
4.4 ด้านวัสดุ-อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก เช่น สื่อ และเทคโนโลยีต่างๆ
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาวิจัยระยะยาว (Longitudinal) เพื่อติดตามการดำเนินงานประกันคุณภาพของ สถานศึกษาเป็นระยะๆ
2. การศึกษาเฉพาะกรณีโรงเรียนที่มีความพร้อมและโรงเรียนที่ขาดความพร้อมโดยวิธีวิจัยและ พัฒนา (R&D)
3. ควรศึกษา บทบาท การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดำเนินการประกันคุณภาพการศึกษา
2543 y46tea225 อนุมัติ 888 - 0 2171 Incooperating Clinical Supervision to the Developmental Supervision in Science for the Education Opportunity Expansion Schools, Hang Chat District, Lampang Province การนิเทศแบบคลินิค การนิเทศแบบพัฒนาการ พฤติกรรมการสอน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ปี2541 นายสงวน จันทร์สุวรรณ Mr. Sanguan Jansuwan ศึกษานิเทศก์ ระดับ 6 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์ศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(ที่บ้าน) 181/1 ถนนลำปาง-เชียงใหม่ หมู่ 6 บ้านขามแดง ต.ห้างฉัตร อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง 52190 (ที่ทำงาน) สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอห้างฉัตร อ.ห้างฉัตร จ.ลำปาง 52190 โทร (054)269171
- ทำวิจัยเสร็จปี 2541 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการ สามารถทำให้ครูและผู้นิเทสเลือกการดำเนินการนิเทศได้เหมาะสมกับสภาพการเรียนการสอน ซึ่งการนิเทศแบบคลินิคเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของวัฏจักรระหว่างผู้นิเทศร่วมกับครู ส่วนการนิเทศแบบพัฒนาการทำให้ผู้นิเทศใช้พฤติกรรมการนิเทศได้เหมาะสมกับระดับการพัฒนาวิฃาชีพของครูทั้งสองวิธีกระบวนการนิเนศเฉพาะตัวของแต่ละวิธีท่ำม่เหมือนกัน แต่บ่อยครั้งที่สามารถนำมาใช้ร่วมกันได้ และไม่ได้ทำให้คุณลักษณะของการนิเทศแบบคลินิคเสียไป แม้ว่าจะถูกประยุกต์นำเอาลีลาหรือพฤติกรรมการนิเทศทางตรงมาร่วมใช้ด้วย แต่กลับจะทำให้การนิเทศแบบคลินิคและการนิเทศแบบพัฒนาการสมบูรณ์ในตัวมันเองยิ่งขึ้น และเป็นผลดีต่อผู้นิเทศมากขึ้น (Beach and Reinhartz, 1982 : 166-167) ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการสอนของครูและผลสัมฤทธิ์ทาง การเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ และศึกษาความคิดเห็นของครูต่อการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง ผลการวิจัยที่นำเอารูปแบบการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์จะได้ผลเหมาะสมกับสภาพและความต้องการของครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง หรือไม่ อย่างไร จะได้นำเป็นข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาการนิเทศการสอนวิทยาศาสตร์และคุณภาพการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น 1. การนิเทศแบบคลินิค 2. การนิเทศแบบพัฒนาการ 3. การใช้การนิเทศแบบคลินิคและการนิเทศแบบพัฒนาการร่วมกัน 1. เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการสอนของครูก่อนและหลังการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศ แบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการสอนโดยครูที่ได้รับการ นิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ 3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของครูต่อการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการ สอนวิชาวิทยาศาสตร์ 1. ครูที่ได้รับการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ มีพฤติกรรมการสอนดีขึ้น 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยครูที่ได้รับการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น 3. ครูมีความคิดเห็นที่ดีต่อการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ วิจัยกึ่งทดลอง ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์ และนักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2539 ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน อำเภอห้างฉัตร จังหวัดลำปาง กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive) ครู 4 คน นักเรียน 98 คน จาก 4 โรงเรียน สำหรับเป็นกลุ่มทดลองในการวิจัย ตัวแปรที่สนใจศึกษา ได้แก่ พฤติกรรมการสอนของครู ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน และความคิดเห็นของครูต่อการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ การนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการ หมายถึง รูปแบบการนิเทศที่ผู้นิเทศเลือกพฤติกรรมการนิเทศ 3 รูปแบบ คือ พฤติกรรมการนิเทศทางตรง พฤติกรรมการนิเทศแบบมีส่วนร่วม และพฤติกรรมการนิเทศทางอ้อม รูปแบบใดรูปแบบหนึ่งไปใช้ในกระบวนการนิเทศในวัฏจักรการนิเทศแบบคลินิคตามรูปแบบของโกลด์แฮมเมอร์ 5 ขั้นตอน ได้แก่ขั้นการประชุมปรึกษาก่อนการสังเกตการสอน การสังเกตการสอน การวิเคราะห์ข้อมูลและกำหนดวิธีการประชุม การประชุมนิเทศและการประชุมวิเคราะห์พฤติกรรมการนิเทศในการนิเทศแต่ละครั้ง โดยพิจารณาจากระดับพัฒนาวิฃาชีพของครูและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือเรื่องที่จะนิเทศในครั้งนั้น ๆ พฤติกรรมการสอน หมายถึง การกระทำหรือการจัดกิจกรรมทุกประการที่เกี่ยวข้องกับการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ระดับมัธยาศึกษาตอนต้น เล่ม 4 (ว 204) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้แก่ การเตรียมการสอน การดำเนินการสอน การวัดผลและประเมินผล ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สังเกตได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความสามารถในการเรียนรู้วิชาวิทยาศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เล่ม 4 (ว 204) ของสถาบันส่งเสริมการสอยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งวัดได้จากการตอบแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ความคิดเห็นของครูต่อการนิเทศ หมายถึง ระดับความพึงพอใจของครูต่อพฤติกรรมและขั้นตอนในกระบวนการนิเทศแต่ละขั้นตอนของการนิเทศ วัดได้จากแบบสอบถามความคิดเห็นของครูที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1. เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลสำหรับการวิจัย คือ 1.1 แบบประเมินพฤติกรรมการสอนวิทยาศาสตร์ 1.2 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ว 204 1.3 แบบสอบถามความคิดเห็นของครู ต่อการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศ แบบพัฒนาการวิชาวิทยาศาสตร์ 2. เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองนิเทศการสอนสำหรับการวิจัย คือ 2.1 แบบสังเกตพฤติกรรมการสอนวิทยาศาสตร์ 2.2 แบบประเมินพฤติกรรมการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการ วิชาวิทยาศาสตร์ 1. ผู้วิจัยดำเนินการประชุมผู้ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อขอความร่วมมือและชี้แจงให้ทราบถึง วัตถุประสงค์ ตลอดจนแนวปฏิบัติในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล 2. ผู้วิจัยดำเนินการประชุมครูกลุ่มทดลองเพื่อขอความร่วมมือในการดำเนินการทดลองนิเทศการ สอน และชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับการนิเทศแบบคลินิคและการนิเทศแบบพัฒนาการ 3. ผู้วิจัยและศึกษานิเทศก์อำเภอ 3 คน รวมจำนวน 4 คน ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของ นักเรียนที่ได้รับการสอนจากครู ก่อนที่ครูจะได้รับการนิเทศ ตามกำหนดการพร้อมกันในโรงเรียนกลุ่มทดลองทั้ง 4 โรง 4. ผู้วิจัยและผู้ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือศึกษานิเทศก์อำเภอ 3 คน และผู้บริหารหรือผู้ช่วยผู้ บริหารโรงเรียนกลุ่มทดลองโรงเรียนละ 1 คน รวมจำนวน 5 คน ประเมินพฤติกรรมการสอนของครูก่อนได้รับการนิเทศการสอน โดยผู้ประเมินทำการประเมินครูกลุ่มทดลอง จำนวน 2 ครั้งต่อครูกลุ่มทดลอง 1 คน 5. ผู้วิจัยดำเนินการนิเทศการสอนวิทยาศาสตร์ ว 204 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนกลุ่มทดลอง โรงเรียนละ 10 ครั้ง ๆ ละ 1 วัน ตามกำหนดการ และหลังการนิเทศการสอนแต่ละครั้งให้ครูกลุ่มทดลองประเมินพฤติกรรมในการดำเนินการนิเทศแต่ละขั้นตอนของผู้นิเทศโดยใช้แบบประเมินพฤติกรรมการนิเทศ 6. หลังจากเสร็จสิ้นการทดลองนิเทศการสอนนั้นหมดแล้ว ผู้วิจัยและผู้ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประเมินพฤติกรรมการสอนของครู ทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และนำแบบสอบถามความคิดเห็นของครูต่อพฤติกรรมการนิเทศการสอนวิทยาศาสตร์ ไปให้ครูกลุ่มทดลองเป็นผู้ตอบแบบสอบถาม 1. ศึกษาเปรียบเทียบพฤติกรรมการสอนของครูก่อนและหลังการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศ แบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าเฉลี่ยร้อยละ 2. ศึกษาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการสอนโดยครูที่ได้รับการ นิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าเฉลี่ยร้อยละ 3. ศึกษาความคิดเห็นของครูต่อการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอน วิชาวิทยาศาสตร์ โดยใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1. ครูที่ได้รับการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ มี พฤติกรรมการสอนดีขึ้น โดยมีร้อยละค่าระดับคะแนนเฉลี่ยจากการประเมินพฤติกรรมการสอนหลังได้รับการนิเทศสูงกว่าก่อนได้รับการนิเทศเท่ากับ 21.60 2. นักเรียนที่ได้รับการสอนโดยครูที่ได้รับการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการใน การสอนวิชาวิทยาศาสตร์ มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น โดยมีร้อยละค่าคะแนนเฉลี่ยจากการทดสอบหลังการสอนที่ได้รับการนิเทศสูงกว่าก่อนได้รับการนิเทศเท่ากับ 14.02 3. ครูมีความคิดเห็นต่อการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการในการสอนวิชาวิทยา ศาสตร์ อยู่ในระดับดี ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้ 1. ในการนิเทศแบบคลินิคร่วมกาบการนิเทศแบบพัฒนาการ ผู้นิเทศควรศึกษากระบวนการหรือขั้น ตอนและรายละเอียดของวิธีการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนของวัฏจักรการนิเทศแบบคลินิค และศึกษาพฤติกรรมการนิเทศแต่ละแบบในการนิเทศแบบพัฒนาการให้เข้าใจอย่างละเอียด ถ่องแท้ ตลอดจนการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับตัวครูผู้รับการนิเทศ เพื่อสามารถพิจารณาเลือกพฤติกรรมกการนิเทศแบบพัฒนาการ นำไปใช้ในขั้นตอนการนิเทศแบบคลินิคได้เหมาะสม และดำเนินการตามขั้นตอนให้ถูกต้อง รัดกุม 2. ควรศึกษาเทคนิคสำคัญจำเป็นต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการนิเทศ เช่น เทคนิคและศิลปะในการฟัง เทคนิคการให้ข้อมูลป้อนกลับในการประชุมนิเทศ และเทคนิคการประชุมก่อนการสังเกตการสอน และฝึกปฏิบัติให้เกิดความชำนาญสามารถนำไปใช้ได้เหมาะสมถูกต้อง ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป ควรมีการทดลองนำเอาการนิเทศแบบคลินิคร่วมกับการนิเทศแบบพัฒนาการไปใช้ในการนิเทศการสอนสาขาวิชาอื่น ๆ เพื่อเป็นการพัฒนาการนิเทศการศึกษาต่อไป 2541 y45cm106.doc อนุมัติ 918 - 0 3039 The Instructional Supervision and Methods as Needed by the Primary School Teachers’ under the Jurisdiction of the office of Chainat Provincial Primary Education ความต้องการการนิเทศการสอน ความต้องการวิธีการนิเทศการสอน ปี2538 นางสาวสมหมาย อุบลพงษ์ Miss Sommai Ubolphong ผู้อำนวยการโรงเรียน การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาเอกการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยนเรศวร
(ที่ทำงาน) โรงเรียนบ้านหมอ “พัฒนราษฎร์” อ.บ้านหม้อ จ.สระบุรี 18130
(ที่บ้าน) 27 หมู่ 2 ต.ย่านมัทรี อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2538 วิทยานิพนธ์ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยนเรศวร การดำเนินงานจัดการศึกษาที่ผ่านมาสำนกงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาทตระหนักถึงเรื่องคุณภาพการศึกษาเป็นสำคัญ จึงดำเนินการปรับปรุงคุณภาพการศึกษาโดยพัฒนาคุณภาพครูผู้สอนและผู้บริหารโรงเรียน แต่ผลการดำเนินงานยังไม่ส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างเด่นชัด ซึ่งเห็นได้จากข้อมูลรายงานการประเมินผลปลายปี ปีการศึกษา 2535 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2, 4, 6 และการประเมินผลปลายภาคเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1, 3, 5 คะแนนเฉลี่ยทุกระดับชั้น ยกเว้นชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 เพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2534 คิดเป็นร้อยละ 0.31 ส่วนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 คะแนนเฉลี่ยทุกกลุ่มประสบการณ์ลดลงร้อยละ 0.93 (สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท, 2536 ค : 8-9) และจากการรายงานผลการปฏิบัติงานประจำปีงบประมาณ 2535 พบข้อสังเกต คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – 6 ต่ำกว่าเป้าหมายที่สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาทกำหนดไว้ จึงจำเป็นต้องหาวิธีการเร่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นพิเศษ (สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท, 2535)
สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท ได้กำหนดมาตรการในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาไว้ในแผนปฏิบัติการประจำปีงบประมาณ 2536 ให้ผู้บริหารการศึกษาและศึกษานิเทศก์ นิเทศติดตามกำกับให้โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท, 2536 ข : 29) ซึ่งมาตรการดังกล่าวสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท มีเจตนาที่จะให้ผู้บริหารการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับโรงเรียนถึงระดับจังหวัด กล่าวคือผู้บริหารสถานศึกษา หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ ผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัด ศึกษานิเทศก์อำเภอ และศึกษานิเทศก์จังหวัด นิเทศการศึกษาและนิเทศการสอนให้ครูสามารถจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพส่งผลต่อการพัฒนาคุณภาพนักเรียนตามจุดมุ่งหมายของหลักสูตร เพราะการพัฒนาคุณภาพการศึกษาหรือคุณภาพของนักเรียนนั้นจะต้องอาศัยกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาให้สอดคล้องสัมพันธ์กันทั้ง 3 กระบวนการคือ กระบวนการบริหาร กระบวนการเรียนการสอน และกระบวนการนิเทศการศึกษา
หลักการสำคัญของการนิเทศการศึกษาในปัจจุบันถือว่าการนิเทศการศึกษาเป็นกระบวนการร่วมมือกันระหว่างผู้บริหาร ผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ เพื่อพัฒนาคนและพัฒนางานให้มีคุณภาพ จึงจำเป็นต้องมีหลักในการดำเนินงาน มีการวางแผนร่วมกัน ยอมรับซึ่งกันและกัน ใช้การประสานสัมพันธ์ ส่งเสริมขวัญและกำลังใจ และหลักที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ จะต้องทราบปัญหาและความต้องการที่แท้จริงของผู้รับการนิเทศ
ที่ผ่านมาการนิเทศการศึกษาและการนิเทศการสอนของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท บุคลากรผู้มีหน้าที่นิเทศจะทำแผนปฏิบัติการนิเทศ โดยกำหนดโรงเรียนเป้าหมาย และจำนวนครั้งในการนิเทศไว้เป็นรายภาคเรียนตามความต้องการและวิธีการของผู้นิเทศเป็นหลักการสอบถามเพื่อประเมิน หรือสำรวจความต้องการของครูมีน้อย จึงทำให้การปฏิบัติงานด้านการนิเทศการศึกษาและการนิเทศการสอนไม่สอดคล้องกับสภาพที่เป็นจริง คือ ปัญหาและความต้องการของครู แม้ว่าในระหว่างปฏิบัติการนิเทศจะมีการสอบถามปัญหาและความต้องการ ข้อมูลที่ได้รับทราบก็เพียงส่วนน้อย เพราะครูมักจะไม่เปิดเผยปัญหาและความต้องการอย่างจริงใจด้วยเหตุผลต่าง ๆ กันไป สำหรับวิธีการหรือกิจกรรมที่ใช้ในการนิเทศ จะปฏิบัติตามความถนัดและความต้องการของผู้นิเทศเองเป็นหลัก ผู้วิจัยมีความประสงค์ที่จะให้การนิเทศการสอนของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท ช่วยแก้ปัญหาและส่งเสริมให้ครูพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดผลต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง จึงทำการวิจัยเพื่อสำรวจความต้องการการนิเทศการสอนของครูผู้สอน สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาทขึ้น
1. การนิเทศการศึกษา และการนิเทศการสอน
2. ความจำเป็นของการนิเทศการสอน
3. จุดมุ่งหมายของการนิเทศการสอน
4. หลักการนิเทศการสอน
5. บุคลากรทางการนิเทศการสอน
6. วิธีการนิเทศการสอน
7. หลักสูตรและการสอน
8. สาระสำคัญในหลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ. 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)
1. เพื่อศึกษาความต้องการการนิเทศการสอนของครูโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการ ประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท 4 ด้าน คือ ด้านหลักสูตร ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านวิธีสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียน
2. เพื่อเปรียบเทียบความต้องการ การนิเทศการสอนของครูโรงเรียนประถมศึกษาทั้ง 4 ด้าน จำแนก ตามวุฒิการศึกษาและประสบการณ์การสอน
3. เพื่อศึกษาความต้องการวิธีการนิเทศการสอนของครูประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถม ศึกษาจังหวัดชัยนาท
วิจัย
1. ครูผู้สอนที่มีวุฒิทางการศึกษาต่างกัน มีความต้องการการนิเทศการสอนต่างกัน
2. ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ในการสอนต่างกันมีความต้องการการนิเทศการสอนแตกต่างกัน
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัย ได้แก่ ครูโรงเรียนประถมศึกษา ที่ปฏิบัติการสอนในโรงเรียน จำนวน 2,322 คน ประกอบด้วย ครูผู้สอน วุฒิปริญญาตรีขึ้นไป 1,681 คน และครูผู้สอน วุฒิต่ำกว่าปริญญาตรี 641 คน
กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) ตามตัวแปรวุฒิการศึกษา แล้วเลือกครูที่มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรีขึ้นไปมาร้อยละ 12 จำนวน 202 คน ครูที่มีวุฒิทางการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรีร้อยละ 14 จำนวน 96 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบง่าย ได้กลุ่มตัวอย่างรวม 298 คน
ตัวแปรอิสระ คือ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการสอน
ตัวแปรตาม คือ ความต้องการในการนิเทศการสอนของครูทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ หลักสูตร ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านวิธีสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน
ความต้องการการนิเทศการสอน หมายถึง ความประสงค์ที่จะได้รับการช่วยเหลือแนะนำจากผู้นิเทศ 4 ด้าน คือ ด้านหลักสูตร ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านวิธีสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านการวัดและประเมินผลการเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ
ความต้องการวิธีการนิเทศการสอน หมายถึง ความประสงค์ที่ได้รับวิธีการอันเหมาะสม เพื่อนำไปสู่การชี้แนะ แนะนำกระตุ้น และประสานงาน เพื่อให้ครูสามารถดำเนินการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้เสนอวิธีการนิเทศไว้ 11 วิธี คือ การฝึกอบรม การสาธิตการสอน การสังเกตการสอนในชั้นเรียน การให้คำปรึกษา การเยี่ยมห้องเรียนและสังเกตการสอน การศึกษาจากตำราหรือเอกสาร การสนทนาทางวิชาการ การศึกษานอกสถานที่ การบรรยาย การประชุมสัมมนา และการประชุมเชิงปฏิบัติการ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 ถามข้อมูลเกี่ยวกับผู้ตอบแบบสอบถาม จำแนกตามตัวแปรคือ วุฒิทางการศึกษา และประสบการณ์การสอน
ตอนที่ 2 ถามความต้องการ 2 เรื่อง เรื่องแรกถามความต้องการการนิเทศการสอน 4 ด้าน คือ ด้านหลักสูตร ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านวิธีสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และด้านการวัดและประเมินผลการเรียน มีคำถามจำนวน 31 ข้อ เรื่องที่สองถามความต้องการวิธีการนิเทศการสอน มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
1. ผู้วิจัยขอหนังสือจากคณบดีบัณฑิตวิทยาลัยถึงผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท เพื่อ ขอความร่วมมือนำแบบสอบถามไปยังสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอในสังกัด
2. นำหนังสือส่งแบบสอบถามจากสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดไปยังหัวหน้าการประถมศึกษา อำเภอ ขอความร่วมมือนำส่งแบบสอบถามถึงครูผู้สอนในสังกัด กำหนดส่งคืนแบบสอบถามที่สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ ภายใน 10 วัน
3. ผู้วิจัยหรือตัวแทนรับแบบสอบถามคืนจากสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแต่ละแห่ง ได้แบบ สอบถามคืน 292 ฉบับ จากที่ส่งไปทั้งหมด 298 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 97.98 เป็นแบบสอบถามที่มีความสมบูรณ์ สามารถนำมาใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้ จำนวน 262 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 87.91
1. วิเคราะห์ระดับความต้องการการนิเทศการสอน โดยหาค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน
2. วิเคราะห์เปรียบเทียบความต้องการการนิเทศการสอนระหว่างครูที่มีวุฒิทางการศึกษาต่างกัน และครูที่มีประสบการณ์การสอนต่างกันโดยใช้ t-test
3. วิเคราะห์ความต้องการวิธีการนิเทศการสอน โดยหาค่าความถี่และร้อยละ
1. ครูประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดชัยนาท มีความต้องการการนิเทศการ สอนด้านหลักสูตร ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านวิธีสอนและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และด้านการวัดและประเมินผลการเรียนอยู่ในระดับมากทุดด้าน
2. ผลการเปรียบเทียบความต้องการการนิเทศการสอนของครู พบว่า
2.1 ครูประถมศึกษา ที่มีวุฒิทางการศึกษาต่างกันมีความต้องการการนิเทศการสอนแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านหลักสูตรและด้านการวัดและประเมินผลการเรียน
2.2 ครูประถมศึกษาที่มีประสบการณ์การสอนต่างกันมีความต้องการการนิเทศการสอนแตกต่าง กันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ
3. ความต้องการวิธีการนิเทศการสอนของครู พบว่า
3.1 การประชุมเชิงปฏิบัติการ เป็นวิธีการที่ครูต้องการได้รับการนิเทศเรื่องการวิเคราะห์หลักสูตร การจัดทำโครงสร้างกำหนดการสอน การจัดทำตารางสอน การจัดทำแผนการสอน ขั้นตอนการใช้หลักสูตรให้บรรลุผลสำเร็จ การจัดทำหลักสูตรท้องถิ่น การผลิตและการจัดหาสื่อการเรียนการสอน การผลิตสื่อจากเศษวัสดุ หรือวัสดุท้องถิ่น การสร้างแบบทดสอบแบบต่าง ๆ การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือวัดผล และการจัดทำเอกสารประเมินผลการเรียน
3.2 การสาธิตการสอน เป็นวิธีการที่ครูต้องการได้รับการนิเทศ เรื่องประเภทของสื่อต่าง ๆ ที่นำ มาใช้ในการเรียนการสอน การใช้สื่อให้เหมาะสมกับการเรียนการสอน การใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีช่วยในการเรียนการสอน การสอนให้ผู้เรียนมีนิสัยในการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การสอนให้ผู้เรียนรู้จักคิดวิจารณ์และกล้าแสดงออกอย่างมีเหตุผล การสอนให้เกิดทัศนคติและความซาบซึ้ง การสอนแบบยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง การจัดลำดับขั้นตอนของการสอน และดำเนินการสอนตามขั้นตอนและการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เกมและเพลง
3.3 การฝึกอบรม เป็นวิธีการที่ครูต้องการได้รับการนิเทศเรื่อง การทำความเข้าใจเกี่ยวกับหลัก การ จุดหมาย โครงสร้างของหลักสูตร การหาคุณภาพสื่อการเรียนการสอน การทำความเข้าใจถึงความสำคัญ จุดมุ่งหมายของการวัดและประเมินผลการเรียนตามแนวทางของหลักสูตร และการใช้เทคนิคเพื่อวัดคุณลักษณะต่าง ๆ ของนักเรียน
3.4 การเยี่ยมห้องเรียนและสังเกตการสอน เป็นวิธีการที่ครูต้องการได้รับการนิเทศเรื่อง หลักการ สอนทั่วไปตามแนวทางของหลักสูตร การประเมินผลการเรียน และการนำผลการวัดและประเมินผลการเรียนมาปรับปรุงการเรียนการสอน
3.5 การประชุมสัมมนา เป็นวิธีการที่ครูต้องการได้รับการนิเทศเรื่อง การใช้เอกสารหลักสูตรและ การจัดกิจกรรมเสริมการเรียน
3.6 การให้คำปรึกษาเป็นวิธีการที่ครูต้องการได้รับการนิเทศเรื่อง การเก็บบำรุงรักษาสื่อการเรียน การสอน และหลักและวิธีการสอนซ่อมเสริม
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรจะมีการวิจัยทำนองนี้อีกเพื่อศึกษาความต้องการการนิเทศการสอนของครูประถมศึกษาใน จังหวัด อำเภอ หรือในกลุ่มโรงเรียนอื่น
2. ควรจะมีการศึกษาเปรียบเทียบครูประถมศึกษาโดยใช้ระดับชั้นที่สอน หรือกลุ่มวิชาที่สอนเป็นตัว แปรต้น เพื่อศึกษาว่า ครูกลุ่มดังกล่าวมีความต้องการการนิเทศการสอน และวิธีการนิเทศการสอนในด้านต่าง ๆ และรายการต่าง ๆ แตกต่างกันหรือไม่
3. ควรจะพิจารณานำเอาวิธีการนิเทศการสอนที่ครูต้องการสูงสุดในแต่ละรายการหรือแต่ละด้านไป ทดลองใช้เพื่อเป็นการศึกษานำร่อง (Pilot Study) ในการปฏิบัติการนิเทศในแต่ละประเด็นย่อย เพื่อนำผลการทดลองมาพิจารณาและสรุปว่า การปฏิบัติการนิเทศด้วยวิธีการที่ครูต้องการสูงสุดนั้นบรรลุวัตถุประสงค์ของการนิเทศหรือไม่เพียงใด
2538 y45ns187.doc อนุมัติ 821 - 0 6429 School – Based Supervision การนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน บริบทความต้องการของโรงเรียน ปัจจัยป้อนเข้า กระบวนการจัดการเรียนการสอน คุณภาพในการปฏิบัติงาน ปี2546 นิธิดา อดิภัทรนันท์
 
คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำวิจัยเสร็จปี 2546 งานวิจัยส่วนบุคคล ห้องสมุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300 คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นสถาบันผลิตครูในเขตพัฒนาภาคเหนือที่มีอายุนานกว่า 30 ปี จึงเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในการผลิตครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาที่เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาการศึกษาของประเทศ คณะศึกษาศาสตร์ได้มีการปรับปรุงการเรียนการสอน เพื่อให้สอดคล้องกับความมุ่งหวังของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 และความคาดหวังของสังคมที่มีต่อครู โดยกำหนดสาระที่จำเป็นต่างๆ ในหลักสูตร สาระที่จำเป็นเช่นเดียวกับสาระอื่นๆ คือ การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจของการผลิตครู การฝึกประสบการณ์วิชาชีพเป็นกระบวนวิชาหนึ่งในหลายๆ กระบวนวิชาที่เตรียมความพร้อมของนักศึกษาก่อนที่จะจบออกไปประกอบอาชีพครู ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ นักศึกษามีโอกาสนำความรู้ต่างๆ ไปปฏิบัติการสอนในโรงเรียน โดยมีอาจารย์นิเทศก์อาจารย์พี่เลี้ยง และผู้บริหารโรงเรียนเป็นผู้ให้คำปรึกษา แนะนำ ช่วยเหลือ และประเมินผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา เมื่อพิจารณาบทบาทของอาจารย์นิเทศก์ อาจารย์พี่เลี้ยงและผู้บริหารโรงเรียน พบว่า อาจารย์พี่เลี้ยงและผู้บริหารนิเทศและประเมินผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาจึงน่าจะก่อประโยชน์ต่อนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในการช่วยแนะนำให้คำปรึกษาช่วยเหลือให้การปฏิบัติงานสอนมีประสิทธิภาพตามความต้องการของโรงเรียนการให้อาจารย์พี่เลี้ยงและผู้บริหารโรงเรียนซึ่งถือว่าเป็นบุคลากรในชุมชนเป็นผู้นิเทศการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษา เป็นการปฏิบัติที่สอดคล้องกับหลักการของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 ที่ให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการผลิตครู และสอดคล้องกับความต้องการของชุมชนนั้น
นอกจากนี้ การที่นักศึกษาที่ทำการฝึกประสบการณ์วิชาชีพตามโรงเรียนต่างๆ ได้รับการนิเทศจากอาจารย์พี่เลี้ยงและผู้บริหารโรงเรียน ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับระบบการนิเทศภายในของโรงเรียนนั้นๆ กล่าวคือ ผู้บริหาร หัวหน้าหมวดวิชา และอาจารย์ มีการนิเทศภายในโรงเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพตามแนวปฏิรูปการศึกษา ซึ่งการนิเทศภายในดังกล่าวเป็นการนิเทศที่อยู่ภายใต้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Management) โดยยึดโรงเรียนเป็นศูนย์กลางในการบริหาร เป็นการกระจายอำนาจจากส่วนกลางหรือเขตการศึกษาไปยังสถานศึกษาโดยตรง ให้สถานศึกษามีอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบ มีความเป็นอิสระและคล่องตัวในการตัดสินใจ ในการบริหารจัดการโรงเรียนทั้งด้านการบริหารบุคลากรและการบริหารทั่วไป การเงินและด้านหลักสูตร โดยมีคณะกรรมการของโรงเรียน ซึ่งประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ตัวแทนผู้ปกครองและชุมชนร่วมกันบริหารโรงเรียนให้สอดคล้องและเป็นไปตามความต้องการของผู้เรียน ของผู้ปกครองและชุมชนมากที่สุด (อุทัย บุญประเสริฐ, 2542) ดังนั้นการที่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพได้รับการนิเทศจากอาจารย์พี่เลี้ยง และผู้บริหารของโรงเรียนนั้นๆ เป็นหลักแทนการนิเทศจากอาจารย์นิเทศก์จากสถาบันการศึกษาที่นักศึกษาสังกัดอยู่ ถือได้ว่าเป็นการนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based Supervision) เป็นการนิเทศที่สอดคล้องกับรูปแบบการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน นักศึกษาที่กำลังฝึกประสบการณ์วิชาชีพจะได้รับคำแนะนำช่วยเหลือจากอาจารย์พี่เลี้ยงและผู้บริหารโรยเรียน ทั้งในด้านการวางแผนการสอนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การใช้สื่อการสอน การประเมินผล และการวางตนและปฏิบัติตนในด้านต่างๆ อาจารย์พี่เลี้ยงและผู้บริหารโรงเรียนยังมีบทบาทในการประเมินผลการฝึกประสบการณ์วิชาชีพของนักศึกษาอีกด้วย เพื่อให้นักศึกษาครูมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ทั้งในด้านวิชาการ และคุณลักษณะความเป็นครูสอดคล้องกับความต้องการของสังคม
สำหรับในส่วนของสถาบันการศึกษาที่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพสังกัดอยู่ ได้มีการช่วยเหลือให้บริการทางวิชาการแก่โรงเรียนต่างๆ ที่นักศึกษาทำการฝึกประสบการณ์ โดยจัดบริการทางวิชาการให้แก่อาจารย์พี่เลี้ยงและผู้บริหารโรงเรียนในรูปของการสัมมนาและการประชุมเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับเทคนิคการนิเทศ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ฯลฯ ซึ่งจะก่อประโยชน์ต่ออาจารย์พี่เลี้ยงและผู้บริหารโรงเรียนเองในการนำไปใช้พัฒนาการเรียนการสอน การนิเทศภายในของโรงเรียน และการนิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ การช่วยเหลือเกื้อหนุนระหว่างสถาบันการศึกษาที่นักศึกษาสังกัดกับโรงเรียนต่างๆ ที่นักศึกษาทำการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เป็นการจัดการศึกษาที่สอดคล้องกับความมุ่งหวังของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 ที่ต้องการให้ชุมชนมามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา ทำให้นักศึกษาครูมีคุณลักษณะสอดคล้องกับความต้องการของชุมชน สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ภาควิชามัธยมศึกษาคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้ทดลองโครงการนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเพื่อหาแนวทางปรับปรุงและพัฒนาการฝึกประสบการณ์วิชาชีพให้มีประสิทธิภาพยิ่งๆ ขึ้นต่อไป
1. การฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
2. การนิเทศการสอน
3. การบริหารและการนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
4. การประเมินโครงการ
เพื่อประเมินโครงการนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน สาขาวิชาภาษาอังกฤษคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะดังนี้
1. เพื่อประเมินองค์ประกอบที่เป็นบริบทด้านความต้องการของโรงเรียนเกี่ยวกับคุณลักษณะของนัก ศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
2. เพื่อประเมินองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยป้อนเข้าที่นักศึกษานำมาใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
3. เพื่อประเมินกระบวนการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
4. เพื่อประเมินคุณภาพในการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
การวิจัยเชิงประเมิน โดยใช้รูปแบบการประเมิน CIPP ของ Stufflebeam กลุ่มเป้าหมายประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 5 คน อาจารย์พี่เลี้ยงจำนวน 23 คน และนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน 16 คน ที่ทำการฝึกสอนในโรงเรียน 5 โรงเรียน ได้แก่ โรงเรียนนวมินทราชูทิศพายัพ โรงเรียนยุพราชวิทยาลัย โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ และโรงเรียนหางดงรัฐราษฎร์อุปถัมภ์ ในภาคการศึกษาที่ 1 ปีการศึกษา 2545 ตัวแปรที่สนใจศึกษา คือ ผลการประเมินโรงเรียนในด้านต่อไปนี้
1. บริบทด้านความต้องการของโรงเรียนเกี่ยวกับคุณลักษณะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
2. ปัจจัยป้อนเข้าที่นักศึกษานำมาใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
3. กระบวนการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
4. คุณภาพในการปฏิบัติงานและคุณลักษณะของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
การประเมิน หมายถึง การรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อใช้ประกอบในการตัดสินใจ
การนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน หมายถึง รูปแบบการนิเทศที่มอบบทบาทหน้าที่ในการนิเทศให้แก่อาจารย์พี่เลี้ยงและผู้บริหารโรงเรียน ในการให้คำแนะนำช่วยเหลือแก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพทั้งในด้านวิชาการ ด้านการประพฤติและการปฏิบัติงาน
บริบทความต้องการของโรงเรียน หมายถึง ความคาดหวังของผู้บริหารโรงเรียนที่มีต่อนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในด้านความรู้ ความสามารถในการจัดการเรียนการสอนซึ่งประกอบด้วย ด้านเนื้อหา การเตรียมและการวางแผนการสอน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน การประเมินผล ความประพฤติ คุณธรรม จริยธรรม และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียน ซึ่งประเมินจากแบบสอบถามความต้องการของโรงเรียนเกี่ยวกับคุณลักษณะนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
ปัจจัยป้อนเข้า หมายถึง ความรู้ที่ได้จากกระบวนวิชาเอกของหลักสูตรที่นักศึกษาต้องเรียนก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และการนิเทศของอาจารย์พี่เลี้ยง เป็นปัจจัยที่ทำให้นักศึกษานำไปใช้ในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ซึ่งประเมินจากแบบสอบถามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของนักศึกษาเกี่ยวกับกระบวนวิชาเอกของหลักสูตรที่ต้องเรียนก่อนออกฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และแบบสอบถามนักศึกษาเกี่ยวกับการนิเทศของอาจารย์พี่เลี้ยง
กระบวนการจัดการเรียนการสอน หมายถึง พฤติกรรมด้านงานสอนและคุณลักษณะความเป็นครูของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพในด้านการเตรียมการสอน การดำเนินการสอนคุณลักษณะและพฤติกรรมความเป็นครู ซึ่งประเมินจากแบบบันทึกการตรวจแผนการสอนและแบบบันทึกการนิเทศการฝึกประสบการณ์วิชาชีพโดยอาจารย์พี่เลี้ยง
คุณภาพในการปฏิบัติงานของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ หมายถึง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของโรงเรียนในด้านการปฏิบัติงานสอน และด้านคุณลักษณะความเป็นครู ประเมินจากแบบประเมินคุณภาพในการปฏิบัติงานสอนของตนเองและแบบประเมินคุณภาพนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพโดยผู้บริหารโรงเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยโครงการการนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ประกอบด้วย
1. แบบสอบถามความต้องการของโรงเรียนเกี่ยวกับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่ออกไปปฏิบัติ งานสอนตามโรงเรียนต่างๆ โดยให้ทางฝ่ายบริหารของโรงเรียนเป็นผู้ตอบแบบสอบถามนี้
2. แบบประเมินกระบวนวิชาเอกของหลักสูตร โดยให้นักศึกษาเป็นผู้ประเมินในด้านประโยชน์ที่ได้รับ จากการเรียนกระบวนวิชาเหล่านั้น ในการนำไปใช้ในการสอน
3. แบบประเมินเกี่ยวกับวิธีการนิเทศของอาจารย์พี่เลี้ยงในด้านความถี่และประโยชน์ที่ได้รับ โดยให้ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพเป็นผู้ประเมิน
4. แบบประเมินคุณภาพแผนการสอนและการจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์ วิชาชีพ โดยให้อาจารย์พี่เลี้ยงของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพเป็นผู้ประเมิน
5. แบบบันทึกการนิเทศ โดยให้อาจารย์พี่เลี้ยงของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพเป็นผู้ประเมิน
6. แบบประเมินคุณภาพในการปฏิบัติงานของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพโดยผู้บริหารโรงเรียน เป็นผู้ประเมิน
7. แบบประเมินตนเองของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพเกี่ยวกับคุณภาพในการปฏิบัติงานสอน
ในเบื้องต้นก่อนการเก็บรวบรวมข้อมูล ทางคณะศึกษาศาสตร์ได้เรียนเชิญผู้บริหารโรงเรียน 5 โรงเรียนมารับฟังนโยบาย วัตถุประสงค์ของโครงการการนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน หลังจากนั้นได้เชิญหัวหน้าหมวดและอาจารย์พี่เลี้ยงของสายภาษาอังกฤษของแต่ละโรงเรียนมาร่วมประชุมรับฟังนโยบายและวัตถุประสงค์ นอกจากนี้ทางคณะศึกษาศาสตร์ยังได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ 3 ครั้ง ในหัวข้อเกี่ยวกับการนิเทศอย่างมีประสิทธิภาพและเทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ
การเก็บรวบรวมข้อมูลแยกเป็น 2 ส่วน คือ การเก็บรวบรวมข้อมูลจากฝ่ายโรงเรียนและการเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
1. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากฝ่ายโรงเรียน ประกอบด้วย ข้อมูลที่เกี่ยวกับความต้องการและความ คาดหวังของโรงเรียนที่มีต่อนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ นอกจากนี้ก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับคุณภาพแผนการสอน การจัดการเรียนการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่ได้รับการประเมินจากอาจารย์พี่เลี้ยง และสุดท้ายหลังจากเสร็จสิ้นการเรียน
2. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ซึ่งประกอบด้วยความเห็นของนัก ศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการเรียนกระบวนวิชาต่างๆ ที่ทางสำนักฝึกประสบการณ์วิชาชีพ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กำหนดให้เรียนก่อนออกไปปฏิบัติการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ นอกจากนั้นก็เป็นข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการนิเทศของอาจารย์พี่เลี้ยงในด้านความถี่ของการนิเทศ และประโยชน์ที่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพได้รับจากการนิเทศของอาจารย์พี่เลี้ยงและหลังจากการนิเทศเสร็จสิ้นแล้ว นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพได้ทำการประเมินตนเองในด้านคุณภาพในการปฏิบัติงานสอน การรวบรวมข้อมูลและจัดกลุ่มข้อมูลใช้วิธีการจัดตามรูปแบบการประเมิน คือ CIPP เป็นหลัก โดยองค์ประกอบที่เป็นบริบท และองค์ประกอบที่เป็นกระบวนการ และองค์ประกอบที่เป็นผลผลิตจากความเห็นของผู้บริหารจะเป็นข้อมูลของฝ่ายบริหารโรงเรียน ส่วนองค์ประกอบที่เป็นปัจจัยป้อนเข้าและองค์ประกอบที่เป็นผลผลิตจากความเห็นในการประเมินตนเองของนักศึกษาจะเป็นข้อมูลของฝ่ายนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1. ความต้องการของโรงเรียน โรงเรียนต้องการนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่มีความรู้ ความ แม่นยำในเนื้อหา มีความสามารถในการเขียนแผนการสอน และนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการจัดกิจกรรมที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และมีความหลากหลาย มีความรู้ในด้านการวัดผลและประเมินผล ใช้วิธีการวัดผลที่เหมาะสมและสอดคล้องกับวัตถุประสงค์มีความประพฤติดีมีคุณธรรม สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียน และมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมของโรงเรียน 2. ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อวิชาเอกของหลักสูตร 12 วิชา ที่ต้องเรียนก่อนออกฝึกประสบ การณ์วิชาชีพ และความคิดเห็นที่มีต่อการนิเทศของอาจารย์พี่เลี้ยง นักศึกษาให้ความเห็นว่ากระบวนวิชาดังกล่าวนั้นมีประโยชน์ในการนำไปใช้สอนอยู่ในระดับดีถึงดีมากส่วนประโยชน์ที่นักศึกษาได้รับจากการนิเทศของอาจารย์พี่เลี้ยงอยู่ในระดับดีมาก
3. คุณภาพแผนการสอนและการจัดการเรียนการสอนของนักศึกฝึกประสบการณ์วิชาชีพประเมินโดย อาจารย์พี่เลี้ยงอยู่ในระดับดี
4. คุณภาพในการปฏิบัติงานของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพจากการประเมินของผู้บริหารโรง เรียนอยู่ในระดับดีมาก และจากการประเมินตนเองของนักศึกษาอยู่ในระดับดีมากเช่นกัน
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. อาจารย์พี่เลี้ยงควรอุทิศเวลา ให้ความช่วยเหลือ แนะนำและดูแลนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชา ชีพอย่างใกล้ชิดและจริงจัง ให้เป็นไปตามข้อตกลงระหว่างคณะศึกษาศาสตร์และโรงเรียนในการนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
2. ทางคณะศึกษาศาสตร์และโรงเรียนควรมีการประสานงานกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องในการที่จะ พัฒนารูปแบบการนิเทศการฝึกประสบการณ์วิชาชีพ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพและนักเรียนได้อย่างแท้จริง
3. ทางคณะศึกษาศาสตร์ ควรมีการจัดอบรมให้แก่อาจารย์พี่เลี้ยงในด้านการนิเทศและเทคนิควิธีการ สอนต่างๆ เพื่อให้อาจารย์พี่เลี้ยงสามารถนำเอาความรู้ด้านเนื้อหาและเทคนิควิธีการต่างๆ ไปแนะนำให้แก่นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ
4. โรงเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพควรจะตระหนักและให้ความสำคัญกับภาระงานที่อาจารย์พี่เลี้ยง ได้ทำอยู่
5. คณะศึกษาศาสตร์และโรงเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพควรร่วมมือกันวางแผนหาแนวทางในการ ช่วยเหลือเกื้อหนุนในการจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนนั้นๆ
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการทำวิจัยการนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในสาขาวิชาอื่นๆ
2. ควรมีการทำวิจัยการนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในระยะเวลาที่ต่อเนื่องมากกว่าหนึ่งภาคการ ศึกษา
3. ควรมีการศึกษาถึงประโยชน์ที่ทั้งนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพ โรงเรียนและอาจารย์พี่เลี้ยงได้ รับจากการนิเทศโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน
2546 y46tea295 เธ�เธฑเธ�เธ—เธดเธขเธฒ เน�เธชเธ�เธชเธดเธ�
เธงเธ�เธดเธ”เธฒ เน€เธ�เน�เธ�เธ�เธดเน�เธ�เธ�เธฒเธ�เธ อนุมัติ 930 - 0 5034 Administration of Mainstreaming for Autistic Students in Ordinary Schools, Bangkok Metropolis การบริหาร การจัดการเรียนร่วม เด็กออทิสติก ปี2545 นางสาวอุไรวรรณ เจริญถาวรพานิช Ms.Uraiwan Chrontawonpanit ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2545 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด วิทยาเขตบางเขน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เนื่องจากการบริหารงานการเรียนการสอนระหว่างเด็กปกติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษเป็นส่วนหนึ่งของการบริหารการศึกษา ทั้งนี้เป็นเพราะการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นควบคุมทิศทางและการจัดการทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับกิจกรรมทางการศึกษา ดังนั้นการบริหารงานการเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กพิเศษจึงมีลักษณะโดยทั่ว ๆ ไปที่เกี่ยวกับกระบวนการเรียนการสอน โดยบุคคลหลาย ๆ คนร่วมมือกันเพื่อพัฒนาเด็กในทุก ๆ ด้าน ให้มีความสามารถ ทัศนคติ พฤติกรรม ค่านิยม หรือคุณธรรมเพื่อการเป็นสมาชิกที่ดีและมีประสิทธิภาพของสังคม โดยมีกระบวนการตาง ๆ ที่เป็นระเบียบแบบแผน (สุรินทร์, 2542 : 154) แต่จากผลการวิจัย (ระริน, 2542 : 80) พบว่า ผู้บริหารโรงเรียน ร้อยละ 61.4 ไม่ทราบว่ามีเด็กออทิสติกในโรงเรียนและยังไม่มีการจัดประเภทว่าเป็นเด็กออทิสติก ร้อยละ 77.2 ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงานเกี่ยวกับเด็กออทิสติก และไม่เคยมีประสบการณ์ทางด้านวิชาการ ด้านสัมมนาอบรม และดูงานเกี่ยวกับเด็กออทิสติกมาก่อน แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารโรงเรียนอีกเป็นจำนวนมากยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กออทิสติก แม้ว่าจะมีเด็กออทิสติกเรียนอยู่ในโรงเรียนแล้วก็ตาม ซึ่งการขาดความรู้ความเข้าใจของผู้บริหารนี้อาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติก
สำหรับข้อมูลรายงานการจัดการศึกษาพิเศษเรียนร่วมของสำนักงานการประถมศึกษากรุงเทพมหานคร กระทรวงศึกษาธิการ ปี 2542 พบว่า มีจำนวนโรงเรียนปกติที่มีเด็กออทิสติกเรียนร่วม จำนวน 14 โรง จากทั้งหมด 32 โรง และมีนักเรียนที่เป็นเด็กออทิสติกเรียนร่วม 71 คน จากจำนวนเด็กพิเศษทั้งหมด 838 คน (อุบล, 2542 : 75) ข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า ปัจจุบันโรงเรียนปกติจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกเป็นจำนวนมากขึ้น แต่หากการบริหารการเรียนร่วม ผู้บริหารขาดความรู้ความเข้าใจต่อเด็กออทิสติก อาจทำให้การจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกขาดคุณภาพ
จากข้อมูลต่าง ๆ ที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าเด็กออทิสติกเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษลักษณะหนึ่ง ซึ่งด้วยลักษณะความผิดปกติทางพฤติกรรมที่หลากหลาย และการขาดความรู้ความเข้าใจต่อเด็กออทิสติก อาจส่งผลให้การจัดการศึกษาเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกที่รัฐบาลพยายามขยายการศึกษาในปัจจุบันขาดประสิทธิภาพในการบริหาร ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาถึงสภาพและปัญหาการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติ เขตกรุงเทพมหานคร ทั้งในส่วนของด้านการบริหารโรงเรียน ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านสถานที่ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก และบริการสนับสนุน และด้านบุคลากร ซึ่งมีความสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่พยายามปฏิรูปการศึกษาเพื่อผู้ที่มีความต้องการการศึกษาพิเศษ โดยการขยายการบริการการศึกษาแบบเรียนร่วมจะสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารโรงเรียนปกติ ทั้งที่มีการจัดการศึกษาและการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกแล้ว หรือสำหรับโรงเรียนที่ยังไม่มีการจัดการศึกษาเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติก แต่มีความสนใจสามารถนำไปปรับให้เหมาะสมกับสภาพของโรงเรียน นับเป็นการขยายจำนวนโรงเรียนที่จัดการศึกษาเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกเพื่อให้ได้รับความเท่าเทียมทางการศึกษา เพราะการศึกษาควรจัดให้สำหรับเด็กทุกคนอย่างเสมอภาค
1. นโยบายการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ
2. เด็กออทิสติก
3. การจัดการเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กออทิสติก
4. การบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติก
1. สภาพการบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติเขตกรุงเทพมหานคร
2. ปัญหาการบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติเขตกรุงเทพมหานคร
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหาร ผู้บริหารการจัดการเรียนร่วม และครูในการจัดการเรียนร่วมที่มีเด็กออทิสติกระดับอนุบาล และระดับประถมศึกษา เขตกรุงเทพมหานคร 4 สังกัด ได้แก่ สังกัดสำนักงานประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย จำนวน 27 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 222 คน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ สภาพและปัญหาการบริหารจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติ เขตกรุงเทพมหานคร
ตัวแปรตาม
การเรียนร่วม หมายถึง การเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติ และเด็กออทิสติก ซึ่งอาจจัดให้เรียนร่วมเป็นบางเวลา และมีการจัดชั้นเรียนพิเศษ เรียนร่วมในชั้นเรียนปกติเต็มเวลา รวมไปถึงการเรียนร่วมโดยไม่แบ่งแยกเด็กตามระดับชั้นอีกด้วย
เด็กออทิสติก หมายถึง เด็กที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีพฤติกรรมที่ผิดปกติและมีปัญหาทางอารมณ์อย่างชัดเจน มักแยกตัวตามลำพัง ไม่พูดคุยกับใคร เนื่องจากมีปัญหาด้านการรับรู้ การพัฒนาการ การแสดงออกทางพฤติกรรม และการติดต่อสื่อสาร
สภาพ หมายถึง การบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติทั้งด้านการบริหารโรงเรียนที่จัดการเรียนร่วม ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านสถานที่ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก และบริการสนับสนุน รวมทั้งด้านบุคลากรที่ดำเนินการอยู่ในโรงเรียน
ปัญหา หมายถึง การบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติ ทั้งด้านการบริหารโรงเรียนที่จัดการเรียนร่วม ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านสถานที่ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก และบริการสนับสนุน รวมทั้งด้านบุคลากรที่เบี่ยงเบนไปจากสภาพปกติ
โรงเรียนปกติ หมายถึง โรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กออทิสติก 4 สังกัด ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สังกัดสำนักงานประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร สังกัดกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย จำนวน 27 โรง
ผู้บริหาร หมายถึง ผู้บริหารโรงเรียนที่จัดการเรียนการสอนแบบเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กออทิสติก 4 สังกัด ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สังกัดสำนักงานประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร สังกัดกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย จำนวน 27 โรง
ผู้บริหารการจัดการเรียนร่วม หมายถึง ผู้บริหารหรือครูผู้สอน ที่เป็นผู้บริหารในการจัดการเรียนการสอนแบบเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กออทิสติก 4 สังกัด ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สังกัดสำนักงานประถมศึกษากรุงเทพมหานคร สังกัดกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย จำนวน 27 โรง
ครู หมายถึง ครูที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนแบบเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กออทิสติก 4 สังกัด ในเขตกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สังกัดสำนักงานประถมศึกษา กรุงเทพมหานคร สังกัดกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย จำนวน 27 โรง
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพและปัญหาต่าง ๆ ในการบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติ ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการบริหารโรงเรียน ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านสถานที่ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวก และบริการสนับสนุน และด้านบุคลากร โดยแบ่งคำถามออกเป็น 3 ตอน ซึ่งเป็นแบบตรวจสอบรายการทุกตอนดังนี้
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม โดยมีเนื้อหาข้อมูลเกี่ยวกับ เพศ อายุ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง สังกัด จำนวนเด็กออทิสติกในโรงเรียน ระยะเวลาในการปฏิบัติการในตำแหน่ง และประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเด็กออทิสติก
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติ โดยแบ่งการบริหารงานออกเป็น 5 ด้าน
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาการบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติ โดยแบ่งการบริหารงานออกเป็น 5 ด้าน
ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลโดยส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ และส่งกลับทางไปรษณีย์เป็นบางส่วน บางส่วนไปขอรับแบบสอบถามด้วยตนเอง จำนวน 222 ฉบับ เป็นฉบับที่สมบูรณ์ จำนวน 213 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 95.95 ผู้วิจัยแจกแจงข้อมูลและวิเคราะห์ด้วยค่าร้อยละ พร้อมทั้งเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง 1. สถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม
สถานภาพของผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 51-60 ปี ระดับการศึกษาสูงสุด สูงกว่าปริญญาตรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ปฏิบัติงานในตำแหน่งมาเป็นเวลา 11 ปีขึ้นไป และเคยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กออทิสติกมาก่อนปฏิบัติงาน
สถานภาพของผู้บริหารการจัดการเรียนร่วมส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 41-50 ปี ระดับการศึกษาสูงสุดปริญญาตรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ปฏิบัติงานในตำแหน่งมาเป็นเวลา 11 ปีขึ้นไป และเคยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กออทิสติกมาก่อนปฏิบัติงาน
สภานภาพของครูผู้สอนส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุเฉลี่ย 41-50 ปี ระดับการศึกษาสูงสุด ปริญญาตรี สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ปฏิบัติงานในตำแหน่งมาเป็นเวลา 11 ปีขึ้นไป และเคยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กออทิสติกมาก่อนปฏิบัติงาน
2. สภาพการบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติ สรุปได้ดังนี้ ด้านการบริหาร พบว่า โรงเรียนนำนโยบายจากกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับเด็กออทิสติกมาวางแผนการจัดการเรียนร่วมมากที่สุด พบว่า รองลงมาคือ จากสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร ส่วนที่น้อยที่สุด คือ จากกรมการศึกษานอกโรงเรียน รองลงมาคือ จากทบวงมหาวิทยาลัย
ด้านหลักสูตร พบว่า ลักษณะหลักสูตรสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนที่พบมากที่สุด คือ เปิดโอกาสให้เรียนร่วมกับเด็กปกติ มากรองลงมาคือ การใช้หลักสูตรปกติของโรงเรียน ส่วนที่น้อยที่สุด คือ การใช้หลักสูตรเฉพาะสำหรับเด็กออทิสติก รองลงมาคือ การเน้นเอกัตบุคคล
ด้านการจัดการเรียนการสอน พบว่า โรงเรียนมีรูปแบบการจัดการเรียนร่วมในชั้นปกติเต็มเวลามากที่สุด มากรองลงมาคือ รูปแบบการจัดการเรียนในชั้นพิเศษและเรียนร่วมเป็นบางเวลา ส่วนที่น้อยที่สุด คือ เรียนร่วมในชั้นปกติโดยได้รับบริการสอนเพิ่มเติมจากครูสอนเสริมจากภายในโรงเรียน
ด้านสถานที่ สื่อสิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสนับสนุน พบว่า โรงเรียนจัดสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับการจัดการเรียนร่วมมากที่สุด เครื่องคอมพิวเตอร์ มากรองลงมา คือ ห้องปรับพฤติกรรม ส่วนที่น้อยที่สุด คือ โต๊ะเรียนแบบเดียวกับคนหูหนวก รองลงมาคือ เครื่องป้องกันศรีษะกระแทก
ด้านบุคลากร พบว่า โรงเรียนพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องระหว่างการปฏิบัติงานด้วยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ และสัมมนามากที่สุด มากรองลงมา คือ การศึกษาดูงานนอกสถานที่ ส่วนที่น้อยที่สุด คือ การศึกษาจากอินเตอร์เน็ต รองลงมา คือ การศึกษาต่อ
3. ปัญหาการบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียน พบว่า ขาดแผนการดำเนินงานการบริหารการจัดการเรียนร่วมที่ชัดเจนมากที่สุด รองลงมาคือ ขาดการประชาสัมพันธ์และประสานงานกับหน่วยงานชุมชน
ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. จากผลการวิจัย พบว่า ปัญหามากรองลงมาด้านการบริหารของผู้บริหารโรงเรียนและผู้บริหารการจัดการเรียนร่วม คือ งบประมาณที่นำมาบริหารจัดการเรียนร่วมไม่เพียงพอ ดังนั้นต้นสังกัดจึงควรจัดสรรงบประมาณเพื่อการเรียนร่วมเพิ่มเติมสำหรับโรงเรียนที่มีเด็กออทิสติก 2. จากผลการวิจัย พบว่า ปัญหามากรองลงมาด้านหลักสูตร คือ ไม่มีการปรับปรุงหลักสูตรให้เหมาะสมกับเด็กออทิสติกแต่ละคน ดังนั้นต้นสังกัดจึงควรเป็นผู้นำสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาหลักสูตรการเรียนร่วมของโรงเรียน 3. จากผลการวิจัย พบว่า ปัญหามากรองลงมาด้านการจัดการเรียนการสอน คือ รูปแบบการเรียนร่วมไม่เหมาะสมกับเด็กออทิสติกในโรงเรียน ดังนั้น ต้นสังกัดควรกำหนดรูปแบบการเรียนร่วมที่เหมาะสมสำหรับเด็กออทิสติกในระดับต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับโรงเรียนของสังกัดตนเอง 4. จากผลการวิจัย พบว่า ปัญหามากรองลงมาด้านสถานที่ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสนับสนุนไม่เพียงพอ ในขณะที่โรงเรียนจัดสื่อสำหรับการจัดการเรียนร่วมแบบสื่อการสอนทั่วไปมากที่สุด แสดงให้เห็นว่า สื่อการสอนทั่วไปยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงเรียนในการจัดการเรียนร่วม ดังนั้นต้นสังกัดจึงควรสนับสนุนและจัดสรรสถานที่ สื่อ สิ่งอำนวยความสะดวกและบริการสนับสนุนต่าง ๆ ให้เหมาะสมตามความต้องการของโรงเรียนที่มีเด็กออทิสติกเรียนร่วมด้วย 5. จากผลการวิจัย พบว่า ปัญหามากรองลงมาของด้านบุคลากร คือ บุคลากรที่เกี่ยวข้องขาดความรู้ความเข้าใจเด็กออทิสติกและการจัดการเรียนร่วม ในขณะที่โรงเรียนใช้การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการและสัมมนามากที่สุด เพื่อพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องระหว่างการปฏิบัติงาน แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาบุคลากรด้วยการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ สัมมนาอาจไม่เพียงพอต่อการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในปัจจุบัน เพราะจากปัญหามากที่สุดด้านหลักสูตร คือ ขาดผู้นิเทศให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเด็กออทิสติก แสดงให้เห็นว่า โรงเรียนต้องการพัฒนาบุคลากรโดยการมีผู้มานิเทศให้ความรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนเด็กออทิสติก ดังนั้นต้นสังกัดจึงควรประสานงานผู้เชี่ยวชาญพิเศษของต้นสังกัด เพื่อให้ความช่วยเหลือในการพัฒนาบุคลากรด้านการจัดการเรียนการสอนเด็กออทิสติกของโรงเรียนในสังกัด ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. เนื่องจากงานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งประกอบไปด้วยโรงเรียน 4 สังกัด คือ สังกัด สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ จำนวน 14 โรง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จำนวน 8 โรง สังกัดสำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 3 โรง สังกัดทบวงมหาวิทยาลัย จำนวน 2 โรง จากผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่และผู้บริหารการจัดการเรียนร่วมส่วนใหญ่ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ แต่ครูผู้สอนส่วนใหญ่ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาเอกชน ผู้วิจัยจึงได้เห็นว่า ควรมีการแยกวิจัยเปรียบเทียบการบริหารการจัดการเรียนร่วมสำหรับเด็กออทิสติกในโรงเรียนปกติ โดยแยกตามสังกัดต่าง ๆ 2. จากผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหารโรงเรียน ผู้บริหารการจัดการเรียนร่วม และครูผู้สอน ซึ่งเป็นผู้ที่เคยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กออทิสติกมาก่อนปฏิบัติงาน และไม่เคยมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเด็กออทิสติกมาก่อนปฏิบัติงาน ซึ่งมีจำนวนที่ใกล้เคียงกันมาก ผู้วิจัยเห็นว่าควรมีการวิจัยองค์ประกอบที่สำคัญของการบริหารการจัดการเรียนร่วมที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการเลือกโรงเรียนสำหรับเด็กออทิสติก 2545 y46ku017 อนุมัติ 946 - 0 6168 The Management of the Activities Promoting Democracy in Model Primary Schools under the Jurisdiction of Yasothorn Provincial Office of Primary Education กิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย ปี2544 นายธงชัย แสงทอง Mr. Thongchai Sangthong ศึกษานิเทศก์ ระดับ 7 ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏราชอุบลราชธานี
38 หมู่ 7 บ้านดอนมะฮวน ต.แคนน้อย อ.คำเขื่อนแก้ว จ.ยโสธร 35110
สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอไทยเจริญ อ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร ทำวิจัยเสร็จ ปี 2544 วิทยานิพนธ์ สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี ห้องสมุด บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี จากการที่เห็นความสำคัญของการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย สำนักงานการคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติจึงได้กำหนดนโยบายให้โรงเรียนในสังกัดทุกโรงเรียนจัดกิจกรรมการสอนเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยของนักเรียน โดยจัดตั้งโครงการสนับสนุนกิจกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติอย่างชัดเจนทั้งระดับจังหวัด ระดับอำเภอ และระดับโรงเรียน (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2534 :1-2 )
สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร เป็นองค์กรหนึ่งที่ให้มีการสนับสนุน และส่งเสริมให้ทุกโรงเรียนในสังกัดจัดกิจกรรมตามโครงการเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนกลุ่มละ 1โรง ผลจากการดำเนินงานตามโครงการดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อมูลของหน่วยศึกษานิเทศน์ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร พบว่าผู้บริหารโรงเรียน และครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการหรือครูผู้ที่รับผิดชอบโครงการ ยังมีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินงาน อย่างเช่นผู้บริหาร และครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการในโรงเรียนที่เป็นต้นแบบ ขาดความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียน เหตุเนื่องจากขาดคู่มือในการดำเนินการเพื่อใช้ในการศึกษาค้นคว้า และยังขาดสื่อวัสดุ อุปกรณ์ สนับสนุนส่งเสริมในการจัดกิจกรรม ขาดงบประมาณในการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังพบว่า ขาดการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง
จากปัญหาต่าง ๆ ที่ได้พบ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร ได้ดำเนินการแก้ไขโดยได้เน้นกิจกรรมที่สามารถจัดทำเป็นรูปธรรมและปฏิบัติได้ง่าย โดยเฉพาะในส่วนของการนิเทศน์ติดตามและประเมินผล ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการ และครูผู้สอนนั้นได้จัดทำคู่มือการประเมินผลที่เข้าใจง่ายและให้รายงานผลการดำเนินงานตามลำดับทุกขั้นตอนทุกภาคเรียน จากการรายงานของโรงเรียนต้นแบบทั้งหมด ปรากฏว่าทุกโรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนได้ดี อยู่ในระดับน่าพอใจยิ่ง เห็นควรให้มีการศึกษารูปแบบของการจัดเพื่อนำไปเป็นแบบอย่างให้กับสถานศึกษาอื่น ๆ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยในโรงเรียนในสังกัดต่อไป
จากเหตุผลดังกล่าว ประกอบกับผู้วิจัยในฐานะศึกษานิเทศน์ ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการส่งเสริมสนับสนุนและเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรม เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร จึงมีความสนใจที่จะศึกษาเรื่องนี้เพื่อนำผลการวิจัยไปใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาทุกโรงในสังกัด ตามแนวนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติต่อไป
ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมุ่งที่จะศึกษา สภาพความเป็นจริงของการดำเนินงานด้านการบริหารกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิไตยในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร ซึ่งศึกษาจากโรงเรียนประถมศึกษาที่บริหารกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยเป็นต้นแบบของสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียนครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการ และครูผู้สอน โดยในการวิจัยนั้นผู้วิจัยจะศึกษา การบริหาร ซึ่งจะยึดคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2540) จากกิจกรรมหลัก 6 กิจกรรม คือ กิจกรรมการเรียนการสอนใช้กระบวนการกลุ่ม กิจกรรมคณะกรรมการนักเรียน กิจกรรมอาหารกลางวัน กิจกรรมการสอนข่าวและเหตุการณ์ กิจกรรมสหกรณ์นักเรียน กิจกรรมการทำความสะอาดสถานที่ และอีก 1 บทบาท คือ บทบาทของโรงเรียนในการสร้างเสริมประชาธิปไตยชุมชน 1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการ และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร
2. เพื่อศึกษาเปรียบเทียบสภาพการบริหารการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประฃาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการและครูผู้สอน สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร
ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการ และครูผู้สอนมีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธรแตกต่างกัน การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ประชากรที่ใช้ในการวิจัย เป็นผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 63 คน ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการประชาธิปไตยในโรงเรียน จำนวน 63 คน และครูผู้สอน จำนวน 668 คน รวม 794 คน ในโรงเรียนประถมศึกษาที่จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยต้นแบบ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร ปีการศึกษา 2543 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียน จำนวน 62 คน ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการประชาธิปไตย จำนวน 62 คน และครูผู้สอน จำนวน 248 คน จำนวนรวมทั้งสิ้น 372 คน โดยการสุ่มตัวอย่าง แบบแบ่งชั้น ( Stratified Random Sampling) ซึ่งในส่วนของผู้บริหารโรงเรียนและครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการ กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากการใช้สูตร ส่วนครูผู้สอนกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie และ Morgan ตัวแปรต้น ได้แก่ สถานภาพผู้ตอบแบบสอบถาม ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการ และครูผู้สอนในโรงเรียนประถมศึกษาที่จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนต้นแบบ สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร ปีการศึกษา 2543
ตัวแปรตาม ได้แก่ สภาพของการบริหารกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนต้นแบบ 6 กิจกรรม และอีก 1 บทบาท ในการวิจัยครั้งนี้ กำหนดกิจกรรมทั้ง 6 กิจกรรม และอีก 1 บทบาทเป็นรายด้าน 7 ด้าน
1. ด้านการบริหารกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม
2. ด้านการบริหารกิจกรรมคณะกรรมการนักเรียน
3. ด้านการบริหารกิจกรรมการสอนข่าวและเหตุการณ์
4. ด้านการบริหารกิจกรรมอาหารกลางวัน
5. ด้านการบริหารกิจกรรมสหกรณ์ของนักเรียน
6. ด้านการบริหารกิจกรรมการทำความสะอาดและอาคารสถานที่
7. ด้านบทบาทของโรงเรียนในการสร้างเสริมประชาธิปไตยในชุมขน
การบริหาร หมายถึง การดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้โดยอาศัย คน เงิน วัสดุ สิ่งของเป็นปัจจัยในการปฏิบัติงาน
กิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตย หมายถึง กิจกรรมที่กำหนดไว้ในคู่มือการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ประกอบด้วย
1. กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยแบ่งกลุ่มนักเรียนเพื่อปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยช่วยกันคิด ช่วยกันทำเพื่อให้ได้ผลงานที่ดีมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
2. กิจกรรมคณะกรรมการนักเรียน หมายถึง ตัวแทนของนักเรียนที่ได้รับการเลือกตั้งจากนักเรียนภายในโรงเรียน เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนของนักเรียนในโรงเรียนทั้งหมดในการดำเนินงานตามวิถีทางการปกครองแบบประชาธิปไตย
3. กิจกรรมการสอนข่าวและเหตุการณ์ หมายถึง การจัดกิจกรรมให้นักเรียนมีความรู้จากการค้นคว้าตามสื่อต่าง ๆ ในเรื่องของข่าวและเหตุการณ์
4. กิจกรรมอาหารกลางวัน หมายถึง การดำเนินการกิจกรรมอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนที่ทุพโภชนาการและนักเรียนยากจน มีคณะกรรมการนักเรียนและครูร่วมกันดำเนินการ
5. กิจกรรมสหกรณ์นักเรียน หมายถึง การดำเนินการในรูปแบบของสหกรณ์ในโรงเรียนโดยมีคณะกรรมการนักเรียนเป็นผู้กระทำ ครูเป็นเพียงที่ปรึกษากิจกรรม
6. กิจกรรมทำความสะอาดอาคารสถานที่ หมายถึง กิจกรรมทำความสะอาดอาคารสถานที่ บริเวณทั่วไปในโรงเรียน โดยคณะกรรมการนักเรียน
7. บทบาทของโรงเรียนในการสร้างเสริมประชาธิปไตยในชุมชน หมายถึง การส่งเสริมสนับสนุน กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตยในชุมชนของโรงเรียน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ตอนดังนี้
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถาม และขนาดของโรงเรียนที่ผู้ตอบแบบสอบถามปฏิบัติงานอยู่มีลักษณะเป็นแบบสำรวจรายการจำนวน 5 ข้อ
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพของการบริหารการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาที่เป็นต้นแบบ สังกัดสำนักงานกรประถมศึกษาจังหวัดยโสธร ปีการศึกษา 2543 ตามกรอบแนวคิดการบริหารการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ จำนวน 6 กิจกรรม และอีก 1 บทบาท จำนวน 75 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ
ตอนที่ 3 แบบสอบถามปลายเปิดเพื่อสอบถามเกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นกับการปฏิบัติงานและข้อเสนอแนะที่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้เป็นลักษณะเติมคำหรือข้อความให้สมบูรณ์จำนวน 3 ข้อ
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ แบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity)จากผู้เชี่ยวชาญ ทำการปรับปรุงและนำไปทดลองใช้วิเคราะห์หาความเชื่อมั่นโดยใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient)ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .976
1. ขอหนังสือรับรอง และแนะนำตัวจากบัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี เพื่อขอความร่วมมือออกหนังสือแนะนำตัวผู้วิจัยส่งไปยังผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร เพื่อขอความร่วมมือไปยังหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอทุกอำเภอและเพื่อขอความร่วมมือไปยังผู้บริหารโรงเรียนทุกโรงเรียนที่จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนเป็นต้นแบบในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
2. ผู้วิจัยส่งแบบสอบถามไปยังกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหาร ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการประชาธิปไตยในโรงเรียน และครูผู้สอน 372 ฉบับ เพื่อขอความร่วมมือตอบแบบสอบถาม ดังกล่าว
3. ผู้วิจัยเข้าหาพบปะและเรียนชี้แจงการตอบแบบสอบถาม เพื่อการวิจัยกับกลุ่มตัวอย่างทั้งเป็นกลุ่มและรายบุคคล
4. ผู้วิจัยเก็บรวบรวมแบบสอบถามคืน หลังจากที่กลุ่มตัวอย่างตอบแบบสอบถามเรียบร้อยแล้วด้วยตนเอง และดำเนินการจัดกระทำข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลต่อไป
ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS / FW เพื่อหาค่าสถิติดังนี้
1. คำนวณค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าเฉลี่ยสภาพการบริหารการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการ และครูผู้สอนมาแปลความหมายตามเกณฑ์ที่กำหนด
2. เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยสภาพการบริหารการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบตามความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการ และครูผู้สอน สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร โดยใช้การทดสอบค่า F (F- test) หรือ ANOVA
1. โรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบมีการบริหารกิจกรรมเพื่อพัฒนาประชาธิปไตรในภาพรวมและรายด้าน 6 ด้าน คือ
ด้านการบริหารกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม ด้านการบริหารกิจกรรมคณะกรรมการนักเรียน ด้านการบริการกิจกรรมการสอนข่าวและเหตุการณ์ ด้านการบริหารกิจกรรมอาหารกลางวัน ด้านการบริการกิจกรรมการทำความสะอาดอาคารสถานที่ และด้านบทบาทของโรงเรียนในการสร้างเสริมประชาธิปไตยในชุมชน อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านการบริหารกิจกรรมสหกรณ์นักเรียน โรงเรียนมีการบริหารกิจกรรมอยู่ในระดับปานกลาง
2. ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้เป็นหัวหน้าโรงการ และครูผู้สอน มีความคิดเห็นต่อการบริหารกิจกรรมเพื่อประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบ ในภาพรวมและรายด้าน คือ ด้านการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการกลุ่ม ด้านคณะกรรมการนักเรียน ด้านการสอนข่าวและเหตุการณ์ ด้านอาหารกลางวัน ด้านสหกรณ์นักเรียน และด้านบทบาทของโรงเรียนในการสร้างเสริมประชาธิปไตยในชุมชนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และเมื่อทดสอบแบบ Sheffe พบว่า ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความคิดเห็นแตกต่างกัน ส่วนด้านการบริหารกิจกรรมการทำความสะอาดอาคารสถานที่ ผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้เป็นหัวหน้าโครงการและครูผู้สอนมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน
1. ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงโรงเรียน
1.1 จากผลการวิจัยที่พบว่า โรงเรียนประถมศึกษาต้นแบบในจังหวัดยโสธรสามารถจัดกิจกรรมเ พื่อพัฒนาประชาธิปไตยในโรงเรียนได้ในระดับมาก แสดงให้เห็นว่า โรงเรียนเหล่านี้สามารถจัดกิจกรรมได้ดี สมควรที่โรงเรียนอื่น ๆ จะยึดถือเอาเป็นแบบอย่างได้ ดังนั้นสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร ควรขยายผลการจัดกิจกรรมประชาธิปไตยไปยังโรงเรียนประถมศึกษาอื่น ๆ หรือใช้โรงเรียนต้นแบบเหล่านี้เป็นโรงเรียนตัวอย่างสำหรับโรงเรียนอื่นในจังหวัดยโสธรต่อไป
1.2 ถึงแม้ว่าผลการวิจัยจะพบว่าโรงเรียนมีการจัดกิจกรรมในระดับมากเกือบทุกกิจกรรมแต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดก็พบว่าทั้ง 3 กลุ่มมีความคิดเห็นในเรื่องนี้แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 เกือบทุกด้าน แสดงให้เห็นว่าทั้ง 3 กลุ่มยังมีความรู้ความเข้าใจเรื่องกิจกรรมประชาธิปไตยแตกต่างกันไป สมควรที่สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร ควรจัดสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่บุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียนต้นแบบเหล่านี้ด้วย
1.3 เมื่อพิจารณาในรายละเอียด พบว่า มีบางประเด็นย่อยที่ทางโรงเรียนยังสามารถจัดได้น้อย จึงสมควรที่สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดยโสธร จะมีการให้ความรู้หรือส่งเสริมในกิจกรรมเหล่านี้แก่โรงเรียนให้มากขึ้นด้วย
2. ข้อเสนอแนะในการวิจัยต่อไป
2.1 ควรจะมีการวิจัยในเรื่องนี้โดยใช้ข้อมูลตัวอย่างในจังหวัดอื่นๆ เพื่อเปรียบเทียบผลการวิจัยว่าสอดคล้องกันหรือไม่
2.2 ควรจะมีการศึกษากิจกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนประถมศึกษาทั่ว ๆ ไปในจังหวัดยโสธรว่าสามารถจัดได้มากน้อยเพียงใด
2.3 ควรมีการศึกษาบทบาทของผู้เกี่ยวข้องทั้งหลาย ได้แก่ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัด สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ หรือองค์กรอื่นๆ ว่ามีส่วนส่งเสริมกิจกรรมประชาธิปไตยในโรงเรียนมากน้อยเพียงใด
2.4 ควรจะมีการศึกษาว่าโรงเรียนที่จัดกิจกรรมประชาธิปไตยได้ดีเด่น สามารถส่งผลต่อคุณภาพชีวิตหรือวิถีชีวิตประชาธิปไตยของประชาชนในชุมชนมากน้อยเพียงใด
2544 y46ri461 อนุมัติ 1046 - 0 6710 Student Affairs Administration of Department of Vocational Education in the Eastern Area การบริหารงานกิจการนักเรียนนักศึกษา สถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ปี2546 สุวิทย์ โกศล Suwit Kosol ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ระดับ 7 ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารอาชีวศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
159/12 ถนนสุขุมวิท ต.บางทราย อ.เมือง จ.ชลบุรี
วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ทำวิจัยเสร็จปี 2546 วิทยานิพนธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ห้องสมุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300 โทร. 0 2668 7123 การพัฒนาทรัพยากรบุคคล จำเป็นจะต้องจัดการศึกษาให้ประชากรในชาติอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ได้ประชากรที่มีคุณภาพ มีอาชีพการงานที่มีรายได้เพียงพอ สำหรับตนเองและครอบครัว สามารถอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างมีความสุข การศึกษาจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรบุคคล ให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ และเป็นพื้นฐานที่จะช่วยเสริมสร้างต่อการพัฒนาประเทศนโยบายภาครัฐได้ขยายโอกาสทางการศึกษาทุกระดับ ทุกประเภทได้อย่างหลากหลาย เช่นการศึกษาด้านอาชีวศึกษา มีการขยายตัวทั้งด้านการจัดหลักสูตร เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าศึกษาได้อย่างกว้างขวาง สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในทุกๆ ด้าน การจัดการศึกษาด้านการอาชีวศึกษากรมอาชีวศึกษาได้เน้นหลักการสำคัญของการผลิตผู้สำเร็จอาชีวศึกษา ไว้ในพันธกิจการอาชีวศึกษาตามแผนพัฒนาการอาชีวศึกษาระยะที่ 9 (2545 – 2549) เป็นการจัดการศึกษาและอบรมวิชาชีพ เพื่อผลิตและพัฒนาคนในระดับกึ่งฝีมือ ระดับฝีมือ ระดับเทคนิค และระดับเทคโนโลยีในทุกสาขาวิชาชีพ อย่างมีคุณภาพและมาตรฐานให้มีความสอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมสิ่งแวดล้อม และความก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี สามารถสนองความต้องการของตลาดแรงงานและประกอบอาชีพอิสระ (การปฏิรูปการอาชีวศึกษา. 2544 : 3)
การจัดการศึกษาโดยการเสริมสร้างคุณธรรม จริยธรรมเอาไว้อย่างชัดเจนเป็นระบบและครบถ้วนตามกระบวนการด้านการจัดการเรียนการสอน จึงเป็นภาระของบุคลากรทางการศึกษาทุกคนที่จะต้องสนองเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษา ในการสร้างสรรค์ทรัพยากรบุคคลให้มีความรู้คู่คุณธรรม คือ เป็นบุคคลที่ถึงพร้อมด้วยคุณลักษณะที่สังคมพึ่งประสงค์ อัน ได้แก่ “เก่ง ดี และมีความสุข”
กรมอาชีวศึกษา มีหน้าที่จัดการศึกษาและฝึกอบรมด้านวิชาชีพ โดยเน้นการดำเนินการให้ยืดหยุ่นหลากหลายเพื่อให้สามารถสนองความต้องการกำลังคนของประเทศ สังคมและผู้เรียนที่มีความแตกต่างกัน โดยเน้นให้ผู้เรียนมีความสามารถที่จะปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้อย่างรวดเร็ว ผลิตกำลังคนในระดับช่างกึ่งฝีมือ ช่างฝีมือ ช่างเทคนิคให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สนองความต้องการของตลาดแรงงานรวมทั้งการประกอบอาชีพอิสระ โดยการจัดการศึกษาและฝึกอบรมใน 5 ประเภทวิชา คือ ประเภทวิชาช่างอุตสาหกรรมเกษตรกรรม พาณิชยกรรม คหกรรมศาสตร์ และศิลปกรรม สถานศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษากระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่จัดการศึกษาด้านวิชาชีพ ดำเนินการสอนเป็น 3 ระดับ คือ ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หลักสูตร 3 ปี รับจากนักเรียนที่จบจากชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นเข้าศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หลักสูตร 2 ปี รับนักศึกษาที่จบหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิคชั้นสูง (ปทส.) หลักสูตร 2 ปี รับนักศึกษาที่จบหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เข้าศึกษาต่อ สถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา แบ่งการบริหารราชการระเบียบกรมอาชีวศึกษาว่าด้วยการบริหารสถานศึกษา พ.ศ. 2529 ออกเป็น 4 ฝ่าย คือ ฝ่ายวิชาการ ฝ่ายส่งเสริมการศึกษา ฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษา และฝ่ายวางแผนและพัฒนา มีผู้รับผิดชอบดำเนินงาน วางแผนการปฏิบัติการ คือ ผู้อำนวยการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ หัวหน้าคณะวิชาและหัวหน้าแผนกวิชา
ฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษามีภารกิจควบคุมดูแลงาน 5 งาน คือ งานแนะแนวอาชีพ และจัดหางาน งานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา งานโครงการพิเศษ งานปกครอง งานสวัสดิการพยาบาลและหอพัก ดังนั้นหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักเรียนนักศึกษามากที่สุด ได้แก่ ฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษา มีหน้าที่ที่สำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง ในการเสริมสร้างพัฒนาบุคลิกภาพ ลักษณะนิสัย ตลอดจนสรรถภาพด้านต่างๆ ของนักเรียนนักศึกษา โดยเฉพาะในส่วนการเรียนการสอนในหลักสูตรที่ไม่สามารถจัดให้ได้ครบถ้วนตามจุดมุ่งหมาย ทั้งนี้เพื่อพัฒนาให้เรียนนักศึกษาเป็นผู้พร้อมในด้านความรู้ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม มีพลานามัยสมบูรณ์ และสามารถประกอบอาชีพ อันเป็นหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศให้เจริญ โดยเฉพาะเด็กในวัยนี้นับว่าเป็นช่วงวันที่สำคัญ เพราะเป็นระยะหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต มีการเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้านร่างกายอารมณ์ สังคม และสติปัญญา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ใหญ่ต้องเอาใจใส่พัฒนาให้มีชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ก้าวไปสู่การเป็นผู้ใหญ่และพลเมืองดีของประเทศชาติต่อไป
การบริหารงานของฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษาในสถานศึกษา ทั้งด้านการปกครอง ให้นักเรียนนักศึกษาอยู่ในระเบียบวินัย ปลอดจากยาเสพติดให้โทษ การแนะแนวปัญหาส่วนตัวปัญหาด้านการเรียน การประกอบอาชีพ การฝึกงาน และการเข้าสู่ตำแหน่งงาน ตลอดจนจัดกิจกรรมที่เหมาะสม ฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษาจึงมีหน้าที่ที่สำคัญไม่น้อยไปวก่าฝ่ายบริหารการอาชีวศึกษาด้านอื่นๆ การบริหารงานกิจการนักเรียน นักศึกษา ซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษาโดยตรง มีภาระหน้าที่ความรับผิดชอบในการควบคุมดูแล งานแนะแนวอาชีพและจัดหางาน งานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา จัดกิจกรรม เพื่อพัฒนานักเรียนนักศึกษา ตามแนวปฏิบัติขององค์การช่างเทคนิคในอนาคตแห่งประเทศไทย งานสวัสดิการพยาบาลและหอพัก ดูแลสุขภาพอนามัยของนักเรียน นักศึกษา สถานศึกษาประสบปัญหามากมายบางสถานศึกษาปฏิบัติหน้าที่หลากหลาย ตามแต่ศักยภาพของสถานศึกษา และบุคลากร
ผู้วิจัยในฐานะที่รับผิดชอบงานกิจการนักเรียนนักศึกษาของสถานศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา จึงมีความสนใจที่จะศึกษา เกี่ยวกับการปฏิบัติของผู้บริหารกับอาจารย์ สังกัดกองวิทยาลัยเทคนิคและกองการศึกษาอาชีพ ในการบริหารงานกิจการนักเรียนนักศึกษา เพื่อจะได้เป็นข้อมูลในการปฏิบัติงานต่างๆ ของงานกิจการนักเรียนนักศึกษาและเพื่อเป็นการช่วยให้ผู้บริหารสถานศึกษาในระดับต่างๆ ของสถานศึกษา นำผลการวิจัยได้ไปใช้เป็นแนวทางในการวางแผนและปรับปรุงแก้ไขการบริหารงานกาจการนักเรียนนักศึกษาต่อไป
ในการดำเนินงานฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษา ของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตภาคตะวันออก ผู้วิจัยได้วางกรอบแนวคิดให้ครอบคลุมในงานกิจการนักเรียนนักศึกษา ตามระเบียบกรมอาชีวศึกษา พ.ศ.2529 (กรมอาชีวศึกษา. 2534 : 138 – 142) ได้แก่
1. งานแนะแนวอาชีพและจัดหางาน
2. งานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา
3. งานโครงการพิเศษ
4. งานปกครอง
5. งานสวัสดิการพยาบาลและหอพัก
1. เพื่อศึกษาการบริหารงานกิจการนักเรียนนักศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตภาคตะวันออก 5 งาน คือ งานแนะแนวอาชีพและจัดหางาน งานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา งานโครงการพิเศษ งานปกครอง และงานสวัสดิการพยาบาลและหอพัก
2. เพื่อเปรียบเทียบการบริหารกิจการนักเรียนนักศึกษา โดยจำแนกตามตำแหน่งและสังกัดสถานศึกษา
1. ผู้บริหาร กับอาจารย์ มีการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารงานกิจการนักเรียนนักศึกษาแตกต่างกัน
2. ผู้บริหาร กับอาจารย์ ที่สังกัดสถานศึกษาต่างกัน มีการปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารงานกิจการนัก เรียนนักศึกษาแตกต่างกัน
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร ที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหาร และอาจารย์ สังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตภาคตะวันออก จำนวน 12 สถานศึกษา ผู้บริหาร จำนวน 87 คน และอาจารย์ จำนวน 413 คนรวมทั้งสิ้น 500 คน
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย
กลุ่มที่ 1 ผู้บริหาร ได้แก่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมการศึกษา ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและพัฒนาและหัวหน้าคณะวิชาในสถานศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตภาคตะวันออก จำนวน 87 คน ใช้ประชากรเป็นกลุ่มตัวอย่างทั้งหมด
กลุ่มที่ 2 อาจารย์ผู้ที่ทำหน้าที่สอนในสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตภาคตะวันออก ได้กำหนดขนาดโดยตารางของ Krejcie and Morgan ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 201 คน แล้วเทียบบัญญัติไตรยางค์ ของแต่ละวิทยาลัย
ตัวแปรต้น ได้แก่ ตำแหน่ง และสังกัดสถานศึกษา
ตัวแปรตาม ได้แก่ การปฏิบัติของผู้บริหารและอาจารย์ สังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตภาคตะวันออก เกี่ยวกับการบริหารงานกิจการนักเรียนนักศึกษา ใน 5 ด้าน ดังนี้
1. งานแนะแนวอาชีพและจัดหางาน
2. งานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา
3. งานโครงการพิเศษ
4. งานปกครอง
5. งานสวัสดิการพยาบาลและหอพัก
การบริหารงานกิจการนักเรียนนักศึกษา หมายถึง การดำเนินงานตามภารกิจของบุคลากรในฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษา ในสถานศึกษาตามที่ระบุไว้ในระเบียบกรมอาชีวศึกษาว่าด้วยการบริหารสถานศึกษา พ.ศ. 2529 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2537 ครอบคลุมในฝ่ายกิจการนักเรียน นักศึกษา 5 งาน คือ
1. งานแนะแนวอาชีพและจัดหางาน หมายถึง งานที่ดำเนินการเกี่ยวกับการให้คำปรึกษาแนะแนว อาชีพแก่นักเรียนนักศึกษาและผู้ปกครองด้านต่างๆ เช่น วางแผนการจัดหางานติดต่อประสานงานสถานประกอบการเพื่อการฝึกงาน จัดสรรทุนเพื่อการศึกษาและการประกอบอาชีพการให้คำปรึกษาและแนวศึกษาต่อและประกอบอาชีพของผู้สำเร็จการศึกษา
2. งานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา หมายถึง งานที่ดำเนินเกี่ยวกับการจัดตั้งชมรมและองค์การต่างๆ ขึ้นในสถานศึกษา จัดดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่สถานศึกษาและท้องถิ่น ดำเนินการเกี่ยวกับกิจกรรมนักศึกษาวิชาทหาร ลูกเสือและเนตรนารี ส่งเสริมการกีฬาในสถานศึกษา ให้สำเร็จตามวัตดุประสงค์
3. งานโครงการพิเศษ หมายถึง งานที่ดำเนินการเกี่ยวกับการรณรงค์และป้องกันยาเสพติด รณรงค์ ต่อต้านโรคเอดส์ ดำเนินโครงการอาชีวศึกษาพัฒนา งานโครงการพระราชดำริงานป้องกันและแก้ปัญหาการก่อความไม่สงบในสถานศึกษา
4. งานปกครอง หมายถึง งานที่ดำเนินการเกี่ยวกับ การปกครองดูแลนักเรียนนักศึกษาให้อยู่ใน ระเบียบวินัยของกรมอาชีวศึกษาและของกระทรวงศึกษาธิการแก้ปัญหาความประพฤติของนักเรียนนักศึกษา ลงโทษหรือเสนอลงโทษ
5. งานสวัสดิการพยาบาลและหอพัก หมายถึง งานที่ดำเนินการเกี่ยวกับสวัสดิการภายในสถาน ศึกษา การรักษาพยาบาล และการตรวจสุขภาพนักเรียนนักศึกษาประจำปี ส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษา มีความรู้เรื่องป้องกันโรคติดต่อตลอดจนดูแลความประพฤติ และความสะดวกแก่นักเรียนนักศึกษาในการเข้าพักในหอพัก
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถาม (Questionnaires) มี 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ลักษณะแบบสอบถามแบบเลือกตอบ (Check List) มีจำนวน 4 ข้อ
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถาม การปฏิบัติของผู้บริหารและอาจารย์ สังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตภาคตะวันออก เกี่ยวกับการบริหารงานกิจการนักเรียนนักศึกษา จำนวน 5 งาน คือ งานแนะแนวอาชีพและจัดหางาน งานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา งานโครงการพิเศษ งานปกครอง งานสวัสดิการพยาบาลและหอพัก จำนวน 57 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นโดยวิธีของ Cronbach โดยการหาค่าประสิทธิ์อัลฟา เท่ากับ 0.96
ผู้วิจัยนำหนังสือขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม พร้อมทั้งแบบสอบถามโดยผู้วิจัยได้นำส่งด้วยตนเองให้กับงานสารบรรณของแต่ละสถานศึกษา และผู้วิจัยได้โทรศัพท์นัดหมายพร้อมทั้งชี้แจงเกี่ยวกับการแจกแบบสอบถามกับหัวหน้างานวิจัยและพัฒนาของแต่ละสถานศึกษาการเก็บรวบรวมแบบสอบถาม ผู้วิจัยรวบรวมแบบสอบถามด้วยตนเองทั้งหมดเนื่องจากเป็นสถานศึกษาที่อยู่ในจังหวัดใกล้เคียงกับผู้วิจัย ใช้เวลาในการเก็บรวบรวมแบบสอบถาม 8 สัปดาห์ โดยส่งแบบสอบถาม จำนวน 288 ชุด ได้รับคืน จำนวน 288 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ดังนี้
1. ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยใช้ค่าร้อยละ
2. ข้อมูลการบริหารงานกิจการนักเรียนนักศึกษา ของผู้บริหารและอาจารย์ ในภาพรวมและตามงาน วิเคราะห์โดยการหาค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
3. เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย ของผู้บริหารและอาจารย์ในสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตภาคตะวันออก เกี่ยวกับการบริหารงานกิจการกิจการนักเรียนนักศึกษา โดยจำแนกตามตำแหน่งและสังกัดสถานศึกษา ในภาพรวมและตามงาน โดยใช้ t-test
1. การบริหารงานกิจการนักเรียนนักศึกษาของสถานศึกษาเกี่ยวกับการปฏิบัติของผู้บริหารและ อาจารย์ทั้ง 5 งาน ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมาก 1 ด้าน คือ งานกิจกรรมนักเรียนนักศึกษา ระดับปานกลาง 4 ด้าน เรียงลำดับ ดังนี้งานปกครอง งานโครงการพิเศษ งานสวัสดิการพยาบาลและหอพัก และงานแนะแนวอาชีพและจัดหางาน
2. ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติของผู้บริหารและอาจารย์เกี่ยวกับการบริหารงานกิจการนักเรียนนัก ศึกษา โดยจำแนกตามตำแหน่ง พบว่า ในภาพรวมและรายด้านแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
3. ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติของผู้บริหารและอาจารย์เกี่ยวกับการบริหารงานกิจการนักเรียนนัก ศึกษา โดยจำแนกตามสังกัดสถานศึกษา พบว่า ในภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา
1. งานแนะแนวอาชีพและจัดหางานผู้บริหารและอาจารย์จะต้องศึกษาวิธีการวิจัยหาสาเหตุของผู้ สำเร็จการศึกษาที่ไม่มีงานทำ โดยมอบหมายให้มีบุคลากรรับผิดชอบหน้าที่โดยตรง
2. งานสวัสดิการพยาบาลและหอพัก ควรให้มีการประเมนผลติดตามผล และรายงานผลการปฏิบัติ ให้ปรึกษาด้านสุขภาพและตรวจสุขภาพประจำปีทุกระดับชั้นปี โดยมอบหมายให้ผู้มีความรู้ ความสามารถรับผิดชอบด้านการติดตามผลโดยเฉพาะ
3. งานโครงการพิเศษ ควรจัดหางบประมาณสนับสนุนให้นักเรียนนักศึกษามีบทบาทหน้าที่ต่อการ พัฒนาท้องถิ่นและผู้บริหาร อาจารย์พร้อมที่จะจัดอบรมอาชีพระยะสั้นแก่ชุมชน
4. งานปกครอง ควรจัดให้มีการประเมินผล ติดตามผลและรายงานความประพฤติและการแต่งกาย จัดอบรมเพื่อปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมแก่นักเรียนนักศึกษาโดยเชิญวิทยากรจากภายนอกสถานที่ ผู้บริหาร – อาจารย์จัดให้มีการติดตามประเมินผลนักเรียนนักศึกษาเป็นระยะๆ และรายงานให้ผู้ปกครองทราบ
5. งานกิจการนักเรียนนักศึกษา ควรจัดให้มีการประเมินผลการทำกิจกรรมของนักเรียนนักศึกษาใน รอบปี จัดหางบประมาณสนับสนุนการจัดกิจกรรมนันทนาการ เพื่อผ่อนคลายจากการศึกษาให้กับนักเรียนนักศึกษา
ข้อเสนอแนะสำหรับกรมอาชีวศึกษา
ผลการวิจัย พบว่า สถานศึกษามีระดับการปฏิบัติการบริหารงานกิจการนักเรียนนักศึกษา งานแนะแนวอาชีพและจัดหางานน้อยที่สุด ดังนี้ กรมอาชีวศึกษาควรให้ความสำคัญกับงานนี้เป็นอย่างยิ่งต้องมอบนโยบายให้สถานศึกษามีการวิจัยหาสาเหตุของผู้สำเร็จการศึกษาที่ไม่มีงานทำ เพราะนักเรียนนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาทางสายวิชาชีพแล้วนั้น จะต้องพัฒนาบุคลิกภาพพร้อมที่จะเข้าทำงานในสถานประกอบการได้อย่างมีคุณภาพ สถานศึกษาจะต้องดำเนินการติดตามผลผู้สำเร็จการศึกษาแล้วอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาปัญหาการบริหารงานแนะแนวอาชีพและจัดหางานของผู้บริหารอาจารย์สังกัดกรมอา ชีวศึกษา ในเขตภาคตะวันออก
2. ควรศึกษาผลกระทบที่เกิดจากปัญหาการบริหารงานแนะแนวอาชีพและจัดหางานเน้นระดับความ พึงพอใจในการปฏิบัติงาน
3. ควรศึกษาความคิดเห็นของนักเรียน – นักศึกษาเกี่ยวกับบทบาทของนักเรียน – นักศึกษาต่อการ บริหารงานกิจการนักเรียน – นักศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตภาคตะวันออก
2546 y47onec216 อนุมัติ 1208 - 0 4956 Administration of The Buddhist Sunday Centers in Bangkok Metropolis ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา ปี2545 พระมหาทัศนันท์ โบราณมูล Phramaha Tasanan Boranmool ครูสอนพระปริยัติธรรม สำนักเรียนวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร
ครูสอนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี กรมการศาสนา
กรรมการบริหารวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร
กรรมการสนามหลวงแผนกบาลี ปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏพระนคร
วัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร ถนนพหลโยธิน เขตบางเขน กรุงเทพมหานคร 10220
ทำวิจัยเสร็จ ปี 2545 วิทยานิพนธ์ สถาบันราชภัฏพระนคร สำนักวิทยบริการ สถาบันราชภัฏพระนคร ประเทศไทยมีพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติมาแต่โบราณกาล พระมหากษัตริย์ทรงเป็นพุทธมามกะและทรงเป็นเอกอัครศาสนูปถัมภก ประชาชนส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 95 นับถือพระพุทธศาสนา มีศิลปวัฒนธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามประจำชาติไทยอันเนื่องมาจากพระพุทธศาสนา ที่บรรพบุรุษได้ปฏิบัติสืบทอดกันมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน จนกระทั่งถึงปัจจุบัน (กองศาสนศึกษา กรมการศาสนา.2539 : 3) มีผลทำให้พุทธวัฒนธรรมเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในวิถีชีวิตตั้งแต่เกิดจนตาย วัดจึงเป็นศูนย์กลางของประชาคม ศูนย์รวมจิตใจและเป็นองค์กรที่สำคัญยิ่งในการศึกษาอบรมมาตั้งแต่อดีต ผู้ที่ได้ชื่อว่าได้รับการศึกษาจะต้องผ่านกระบวนการฝึกฝนอบรมและกล่อมเกลาทางด้านจริยธรรมจากวัด โดยวิธีการบวชเรียน ผู้ได้บวชเรียนแล้วเรียกว่าบัณฑิต และเรียกเป็นภาษาสามัญว่าทิด ในกรณีบุคคลนั้นได้ลาสิกขาออกมาดำรงฆราวาสวิสัย คำว่าบัณฑิตหรือทิดจึงหมายถึงผู้ที่ได้เรียนรู้แล้ว
สถาบันสงฆ์มองเห็นความสำคัญของปัญหาดังกล่าว จึงได้ตระหนักถึงบทบาทในการปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรมแก่ประชาชนและเยาวชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือเยาวชนซึ่งเชื่อกันว่าเป็นไม้อ่อนดัดง่าย และต้องจัดกระบวนการเพื่อนำคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้ชิดกับพระพุทธศาสนา โดยการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การจัดให้พระสงฆ์เป็นครูสอนจริยธรรมในโรงเรียนทั่วไปบ้าง จัดสอนธรรมศึกษาบ้าง จัดบรรพชาสามเณรและอบรมธรรมจาริณีภาคฤดูร้อนบ้าง จัดเข้าค่ายคุณธรรมบ้าง และรูปแบบที่นับว่ามีบมบาทสำคัญยิ่งก็คือการจัดตั้งศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออบรมสั่งสอนให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ ความเข้าใจในหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา สามารถนำเอาหลักธรรมที่ได้ศึกษาไประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ดำรงตนเป็นเยาวชนที่ดีของชาติ (พระปริยัติกิจโกศล (ขิม อิสสรธมโม) . 2541 : คำนำ)
การบริหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ยังมีปัญหาอยู่มากมายหลายประการจากผลการศึกษาวิจัยของประเสริฐ อรุณรัตน์ (2534 : 36-37) และผลการประชุมสัมมนาผู้บริหารศูนย์ดีเด่นจากทุกภาคทั่วประเทศ ณ หอประชุมเล็กพุทธมณฑล เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2542 พบปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงานหลายประการ เช่น ผู้บริหารขาดความรู้ ความเข้าใจในการบริหารการศึกษา ครูผู้สอนไม่เพียงพอกับความต้องการและขาดความรู้ ความชำนาญ ในด้านการสอน การผลิตสื่อ การใช้สื่อ ด้านการบริหารงานธุรการและการเงิน มีความล่าช้าในการจัดทำ การรับ การส่ง ความไม่เป็นระบบระเบียบในการจัดเก็บรักษาและทำลายเอกสาร การไม่ปฏิบัติตามระเบียบต่าง ๆ การจัดทำข้อมูลยังไม่มีระบบที่ดีพอ ขาดความต่อเนื่อง งบประมาณที่ได้รับจัดสรรจากทางราชการไม่เพียงพอต่อการดำเนินงาน หลักสูตรการจัดการศึกษาส่งเคราะห์ไม่ชัดเจน ไม่มีเป้าหมายที่แน่นอน ขาดการประสานงานระหว่างศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์กับพระเถระผู้ปกครอง ขาดการประเมินผลและติดตามผลกการปฏิบัติงานของแต่ละศูนย์ (สาส์นสัมพันธ์ การศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์.2542 : 17-20)
ผู้วิจัยซึ่งเป็นบุคลากรทางพระพุทธศาสนา จึงสนใจศึกษาการบริหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีศูนย์ที่เปิดทำการเรียนการสอนอยู่ในปัจจุบันจำนวน 37 ศูนย์ จำนวนครูผู้สอน 761 รูป/คน และจำนวนนักเรียน 10,206 คน ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมุ่งศึกษาเฉพาะศูนย์ที่ดำเนินการจัดการเรียนการสอนในเขตกรุงเทพมหานครเท่านั้น เนื่องจากในเขตเป็นจุดศูนย์รวมในการบริหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ทั่วทั้งประเทศ มีสำนักงานกลางที่รับผิดชอบการดำเนินงาน มีผู้บริหารระดับสูงที่มีอำนาจในการตัดสินใจสั่งการ มีบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ มีวัสดุอุปกรณ์ สื่อการเรียนการสอนที่เพียงพอแก่การดำเนินงานมากกว่าในจังหวัดอื่น ๆ ประโยชน์ของการศึกษาครั้งนี้ นอกเหนือจากองค์ความรู้ใหม่ทางวิขาการที่ได้เห็นสภาพและปัญหาที่แท้จริงในการบริหารงานแล้ว ยังจะเป็นข้อมูลพื้นฐานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้เป็นแนวทางในการวางแผน ปรับปรุง แก้ไขการบริหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ในเขตกรุงเทพมหานครและทั่วทั้งประเทศให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดความรู้คู่คุณธรรมแก่ผู้เรียนอย่างสูงสุดในโอกาสต่อไป 1. ความหมายเกี่ยวกับการบริหาร
2. การบริหารงานโรงเรียน
3. ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนา 1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านธุรการและการเงิน ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านกิจการนักเรียน และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน โดยส่วนรวมและรายด้าน
2. เพื่อศึกษา ปัญหาการบริหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านธุรการและการเงิน ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านกิจการนักเรียน และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน โดยส่วนรวมและรายด้าน
3. เพื่อเปรียบเทียงสภาพและปัญหาการบริหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยส่วนรวมและรายด้าน จำแนกตามทัศนะของผู้บริหารและครูผู้สอน 1. ผู้บริหารและครูผู้สอน มีทัศนะต่อสภาพการบริหารงานในศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านธุรการและการเงิน ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านกิจการนักเรียน และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน โดยส่วนรวมและรายด้านแตกต่างกัน
2. ผู้บริหารและครูผู้สอน มีทัศนะต่อปัญหาการบริหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านธุรการและการเงิน ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านกิจการนักเรียน และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน โดยส่วนรวมและรายด้านแตกต่างกัน วิจัยเชิงบรรยาย ผู้บริหารและครูผู้สอนในศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 431 รูป/คน ตัวแปรอิสระ ได้แก่ สถานภาพของผู้บริหารและครูผู้สอนในการบริหารงานของศูนย์วันอาทิตย์ในเขตกรุงเทพมหานคร
ตัวแปรตาม ได้แก่ ทัศนะของผู้บริหาร และครูผู้สอนต่อสภาพและปัญหาการบริหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 6 ด้าน คือ ด้านวิชาการ ด้านบุคลากร ด้านธุรการและการเงิน ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านกิจการนักเรียน และด้านการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน 1. ศูนย์ศึกษาพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หมายถึง หน่วยงานเผยแพร่ศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา ที่วัด มูลนิธิ สมาคม สถานศึกษาหรือหน่วยงานของรัฐ ได้จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นแหล่งในการศึกษาอบรมปลูกฝังศีลธรรม วัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามแก่เด็กและเยาวชน มีชื่อย่อว่า “ศพอ”
2. ผู้บริหาร หมายถึง คณะบุคคลที่วัด มูลนิธิ สมาคม สถานศึกษา หรือหน่วยงานของรัฐแต่งตั้งขึ้น โดยให้มีหน้าที่อำนวยความสะดวก ให้คำปรึกษา แนะนำ และควบคุมดูแลการดำเนินงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ได้แก่ ประธานกรรมการบริหาร รองประธานกรรมการบริหาร กรรมการ กรรมการและเลขานุการ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
3. การบริหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ หมายถึง การปฏิบัติงานของผู้บริหารศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ที่ทำการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตรของกรมการศาสนา พ.ศ. 2539 และระเบียบการว่าด้วยศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ พ.ศ.2534
4. ทัศนะ หมายถึง ความรู้สึก ความคิดเห็นของผู้เกี่ยวข้องกับศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร ต่อสภาพและปัญหาการบริหารงานโดยใช้แบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประเมินค่า ซึ่งมีเนื้อหาสาระเกี่ยวกับงาน 6 ด้านของศูนย์ และในการวิจัยครั้งนี้ศึกษาทัศนะของผู้บริหารและครูผู้สอนที่มีสภาพและปัญหาการบิหารงานของศูนย์ศึกษาพระพุทธศษสนาวันอาทิตย์ในเขตกรุงเทพมหานคร แบบสอบถามมาตราส่วนประเมินค่า 1. ขอหนังสือแนะนำตัวผู้วิจัยจากสำนักงานโครงการบัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏพระนคร ถึงอธิบดีกรมการศาสนา เพื่อขออนุญาตและขอความร่วมมือ
2. ขอหนังสือจากอธิบดีกรมการศาสนา ถึงกลุ่มตัวอย่างในศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ในเขตกรุงเทพมหานคร ทั้ง 37 แห่ง เพื่อขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม
3. ผู้วิจัยดำเนินการส่งและเก็บแบบสอบถามด้วยตนเอง สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า t-test ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่า 1. ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความเห็นว่าสภาพการบริหารงานโดยรวมและรายด้านโดยเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน เรียงตามลำดับดังนี้ คือ ด้านกิจการนักเรียน ด้านวิชาการ ด้านบุคคล ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน และด้านธุรการและการเงิน
2. ผู้บริหารและครูผู้สอนมีความเห็นว่าปัญหาการบริหารงานโดยรวมและรายด้าน โดยเฉลี่ยรวมรวมอยู่ในระดับปานกลางเช่นเดียวกัน เรียงตามลำดับดังนี้ คือ ด้านธุรการและการเงิน ด้านการสร้างความสัมพันธ์และชุมชน ด้านวิชาการ ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านกิจการนักเรียนและด้านบุคคล
3. เมื่อเปรียบเทียบทัศนะของผู้บริหารและครูผู้สอนที่มีต่อสภาพและปัญหาการบริหารงานโดยส่วนรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 1. ควรทำการศึกษาวิจัยซ้ำในลักษณะเดียวกัน โดยศึกษาสถานภาพของกลุ่มบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้นำชุมชน ผู้ปกครองนักเรียน และศิษย์เก่าที่สำเร็จการศึกษาไปแล้ว และขยายผลการศึกษาไปยังภูมิภาคที่กว้างขวางขึ้น เช่น ระดับหน หรือทั่วประเทศ
2. ควรทำการศึกษาวิจัยในเชิงคุณภาพ เช่น การเข้าไปสังเกตในศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ดูการจัดการศึกษาและสัมภาษณ์ผู้บริหารเป็นรายบุคคลเพื่อจะได้ข้อมูลที่แท้งจริงมากขึ้น
3. ควรทำการศึกษาโดยเพิ่มตัวแปรของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ระดับการศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรม ประสบการณ์การทำงาน 2545 y46ri160 อนุมัติ 1016 - 0 5109 General Affairs Administration by General Affairs Assistant in Primary Schools under the Bangkok Metropolitan Administration การบริหารงานธุรการ ฝ่ายธุรการ กรุงเทพมหานคร ปี2543 นางปราณี ภูมณีรัตนกุล Mrs.Pranee Pumaneratanakul ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2543 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด วิทยาเขตบางเขน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ งานธุรการนับได้ว่าเป็นงานที่มีความสำคัญอย่างยิ่งงานหนึ่งต่อการบริหารโรงเรียน เพราะงานธุรการและการเงินเป็นศูนย์กลางของการบริหารที่จะเอื้ออำนวยความสะวดก และสนับสนุนงานอื่น ๆ ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความบกพร่อมของงานธุรการและการเงินมีผลกระทบที่สำคัญในการบริหารงานทั้งมวลต่อการดำเนินงานการศึกษาของโรงเรียน (ชารี, 2526 : 44) จึงถือได้ว่าการบริหารงานธุรการและการเงินเป็ฯภารกิจที่ผู้บริหารโรงเรียนจำเป็นต้องเอกใจใส่โดยเฉพาะเรื่องการจัดทำงบประมาณ ซึ่ง พนัส หันนาคินทร์ (2524 : 282) มีความเห็นสอดคล้องว่า ผู้บริหารโรงเรียนส่วนมากมักจะใช้เวชาในการบริหารงานธุรการมากกว่างานอื่น ๆ เพราะถ้างานธุรการของโรงเรียนมีการผิดพลาดเกิดขึ้นจะเป็นที่ประจักษ์ยิ่งไปกว่างานการเรียนการสอนหรืองานอื่น ๆ เป็นอันมาก บางครั้งผู้บริหารหรือเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนอกจากจะถูกลงโทษทางวินัยแล้วอาจยังจะต้องรับโทษตามกฎหมายทางแพ่งอละอาญาซ้ำอีกด้วย ดังนั้นในการเตรียมตัวเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษาของกรุงเทพมหานคร จึงได้มีการกำหนดหลักสูตรฝึกอบรมโดยจัดให้มีงานธุรการไว้ด้วย (สถาบันพัฒนาข้าราชการครู) กรุงเทพมหานคร, 2539 : 10) ซึ่งลักษณะงานธุรการนั้นจะเป็นเรื่องของระเบียบทางราชการเกี่ยวกับเอกสารการจัดซื้อ จัดจ้าง การควบคุมวัสดุครุภัณฑ์ และระเบียบต่าง ๆ เกี่ยวกับงบประมาณ ผู้ที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดความถูกต้องเป็นระเบียบเรียบร้อยนั้นจะต้องได้รับการฝึกอบรมเพิ่มพูนทักษะเป็นอย่างดีมาก่อน อย่างไรก็ตามสภาพการบริหารงานธุรการในปัจจุบันจะพบปัญหาในเรื่องของการขาดครูธุรการโดยตรง ต้องให้ครูที่ปฏิบัติการสอนมาปฏิบัติงานธุรการ เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบงานสารบรรณมีไม่เพียงพอ (ศุภวรรณ, 2538 : 56) การทำลายหนังสือราชการไม่ถูกต้องตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานด้านการเงินและบัญชี (สถาพร, 2538 : 57) ส่วนงานด้านพัสดุนั้นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจพบว่า โรงเรียนยังจัดทำบัญชีวัสดุและครุภัณฑ์ไม่เป็นปัจจุบัน ทั้งยังปรากฎว่าขาดแคลนเจ้าหน้าที่ที่มีคุณสมบัติเหมาะสม (สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน, 2527 : 34)
การบริหารงานดังกล่าวผู้บริหารจะแบ่งงานบริหารโรงเรียนให้แก่ผู้ช่วยผู้บริหารรับผิดชอบ ซึ่งตามมติที่ประชุมผู้บริหารสำนักการศึกษา เรื่อง นโยบายของคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร วันที่ 22 สิงหาคม 2540 ได้กำหนดจำนวนห้องเรียนเป็นเกณฑ์ดังนี้ โรงเรียนที่มีห้องเรียนตั้งแต่ 12 ห้องเรียน มีผู้ช่วยผู้บริหาร 1 คน โรงเรียนที่มีห้องเรียนตั้งแต่ 18 ห้องเรียนมีผู้ช่วยผู้บริหาร 2 คน โรงเรียนที่มีห้องเรียน 30 ห้องเรียน มีผู้ช่วยผู้บริหาร 3 คน โรงเรียนที่มีห้องเรียนตั้งแต่ 42 ห้องเรียนขึ้นไป มีผู้ช่วยผู้บริหาร 4 คน
โดยทั่วไปผู้บริหารจะมอบหมายให้ผู้ช่วยผู้บริหารทั้ง 4 คน ให้รับผิดชอบงานด้านวิชาการ งานด้านธุรการ งานด้านปกครอง งานด้านบริการและชุมชน แต่สำหรับโรงเรียนที่มีเกณฑ์ห้องเรียน มีผู้ช่วยไม่ครบทั้ง 4 คน ผู้บริหารโรงเรียนก็จะแก้ปัญหาโดยให้ครูปฏิบัติการสอนทำหน้าที่ผู้ช่วยฝ่ายต่าง ๆ จนครบทั้ง 4 ฝ่าย
โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 430 โรงเรียน ซึ่งโรงเรียนขนาดเล็กที่มีห้องเรียนไม่ถึง 12 ห้องเรียนจะไม่มีผู้ช่วยผู้บริหาร และแต่ละโรงเรียนมีภาระงานทางด้านธุรการจำนวนมาก จึงมีความจำเป็นในการสรรหาบุคลากรมาปฏิบัติงานในฝ่ายธุรการ ซึ่งงานธุรการมักจะมีกฎหมาย ระเบียบ แบบแผน กำหนดแนวทางการปฏิบัติไว้ค่อนข้างตายตัว เช่น ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยงานสารบรรณ พ.ศ. 2526 ถ้าผู้ปฏิบัติขาดความรู้และทักษะ จะทำให้งานธุรการของโรงเรียนขาดประสิทธิภาพ และส่งผลกระทบให้งานด้านอื่น ๆ ต้องด้อยประสิทธิภาพตามไปด้วย ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีนโยบายกระจายอำนาจตามแผนงานหลัก 3 ด้าน ให้ทุกโรงเรียนปฏิบัติ คือ ด้านงบประมาณเพื่อการศึกษา ด้านการเรียนการสอน ด้านการเงิน ทรัพย์สินและพัสดุ (สำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร, 2541 : 18)
ซึ่งการปฏิบัติต้องปฏิบัติตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การพัสดุ พ.ศ. 2538 จากการรายงานผลการประเมินมาตรฐานโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร ปี 2541 พบว่า มาตรฐานด้านปัจจัยมาตรฐานที่ 1 การบริหารงานโรงเรียน 6 ด้าน อยู่ในระดับควรปรับปรุงร้อยละ 46 ระดับพอใช้ ร้อยละ 43 ด้วยเหตุผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของงานด้านธุรการ ซึ่งส่งผลต่อการปรับปรุงและพัฒนางานด้านอื่น ๆ อย่างแน่นอน (สำนักการศึกษากรุงเทพมหานคร, 2541 : 22)
จากปัญหาดังกล่าวยังไม่ปรากฏว่ามีการศึกษาวิจัยในเรื่องการบริหารงานธุรการของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะทำการศึกษาสภาพการบริหารงานธุรการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครเพื่อจะได้เป็นแนวทางในการพัฒนางานทางด้านธุรการของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
1. ความหมายของการบริหารงานธุรการ
2. หลักการบริหารงานธุรการ
3. หน้าที่ของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการ
4. ขอบข่ายการบริหารงานธุรการ
1. เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานธุรการของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการในดรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร
2. เพื่อเปรียบเทียบสภาพและปัญหาการบริหารงานธุรการของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำแนกตามขนาดโรงเรียน
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนฝ่ายธุรการ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าธุรการ ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร 430 โรงเรียน โรงเรียนละ 1 คน รวมจำนวน 430 คน
กลุ่มตัวอย่าง –
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การบริหารงานธุรการของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานคร
ตัวแปรตาม -
การบริหารงาน หมายถึง การดำเนินการ การปฏิบัติตามภาระหน้าที่ การบริหารโรงเรียนด้านงานธุรการ
สภาพ หมายถึง สภาพที่ปรากฎจริงในการปฏิบัติงานธุรการของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการหรือผู้ที่ทำหน้าที่หัวหน้างานธุรการ
งานธุรการ หมายถึง งานสารบรรณ งานการเงินและบัญชี งานพัสดุและครุภัณฑ์ งานทะเบียนบุคลากร
ผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการ หมายถึง ผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งผู้ช่วยครูใหญ่ ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายธุรการ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร
ผู้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานธุรการ หมายถึง ผู้ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารโรงเรียนให้ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้างานธุรการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร
โรงเรียนประถมศึกษา หมายถึง โรงเรียนที่เปิดสอนระดับประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร
โรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็ก หมายถึง โรงเรียนที่มีจำนวนห้องเรียนไม่ถึง 18 ห้องเรียน
โรงเรียนประถมศึกษาขนาดกลาง หมายถึง โรงเรียนที่มีจำนวนห้องเรียน 18 – 29 ห้องเรียน
โรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ หมายถึง โรงเรียนที่มีจำนวนห้องเรียน 30 ห้องเรียนขึ้นไป
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามลักษณะของแบบสอบถามเป็นแบบตรวจสอบรายการ (check list)
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) เกี่ยวกับสภาพการบริหารงานของฝ่ายธุรการในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) เกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานของฝ่ายธุรการ ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร
1. ทำหนังสือจากโครงการปริญญาโทสาขาบริหารการศึกษา ภาคพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ ถึงปลัดกรุงเทพมหานคร เพื่อขออนุญาตและขอความร่วมมือในการเก็บข้อมูลจากผู้ช่วยผู้บริหารโรงเรียนฝ่ายธุรการที่รับผิดชอบงานด้านธุรการของโรงเรียน
2. ผู้วิจัยได้ส่งแบบสอบถามพร้อมหนังสือนำของผู้อำนวยการสำนักการศึกษาให้ผู้บริหารโรงเรียน และคำชี้แจงการตอบแบบสอบถามให้กลุ่มประชากร โดยจัดส่งทางไปรษณีย์ โดยผู้วิจัยได้จัดเตรียมซองเปล่าติดแสตมป์และจ่าหน้าซองกลับมาถึงผู้วิจัยทุกซอง
3. ผู้วิจัยได้ส่งแบบสอบถามไปเมื่อวันที่ 4 มกราคม 2543 และได้รับแบบสอบถามคืนจากผู้บริหารโรงเรียนฝ่ายธุรการ 369 ชุด ในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2543 จากทั้งหมด 430 ชุด คิดเป็นร้อยละ 85.81
1. แจกแจงความถี่และวิเคราะห์หาค่าสถิติพื้นฐาน โดยใช้โปรแกรม SPSS
ตอนที่ 1 ข้อมูลเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ยและนำเสนอเป็นตารางประกอบความเรียง
ตอนที่ 2 ข้อมูลระดับการบริหารงานและปัญหาการบริหารงานของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่ามัชฌิมเลขคณิต (arithmatic) โดยใช้ค่ามัชฌิมเลขคณิต (arithmatic) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) และนำเสนอเป็นตารางประกอบความเรียง
ตอนที่ 3 ข้อมูลเปรียบเทียบระดับการบริหารงานและปัญหาของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักการศึกษา กรุงเทพมหานคร จำแนกตามขนาดของโรงเรียน โดยใช้ค่ามัชฌิมเลขคณิต (arithmatic) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) และนำเสนอเป็นตารางประกอบความเรียง
1. สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าเพศชาย ส่วนใหญ่มีวุฒิทางการศึกษาระดับปริญญาตรี มีระยะเวลาในการปฏิบัติงานระหว่าง 1-5 ปี ส่วนใหญ่เป็นผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการ 2. สภาพการบริหารงานของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานครในงาน 4 ด้าน พบว่า
งานสารบรรณ โรงเรียนทุกขนาดมีการบริหารงานในระดับมากในเกือบทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องจัดให้มีการวางแผนงานโครงการและปฏิทินงาน จัดให้มีการเก็บเอกสาร หนังสือราชการเป็นระบบ กำหนดรหัสของหนังสือให้เป็นหมวดหมู่ ชี้แจงเอกสาร สำเนาหนังสือราชการ ระเบียบกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ทราบและถือปฏิบัติ มีการบริหารงานมากที่สุดในเรื่องการลงทะเบียนรับ-ส่ง หนังสือเป็นปัจจุบัน การโต้ตอบเอกสารโดยใช่แบบฟอร์มตามระเบียบงานสารบรรณการจัดให้มีตู้เก็บเอกสารหนังสือราชการ ส่วนงานการแต่งตั้งคณะกรรมการการทำลายหนังสือและมีการทำลายหนังสือราชการตามระเบียบงานสารบรรณมีการบริหารอยู่ในระดับปานกลาง
งานการเงินและการบัญชี โรงเรียนทุกขนาดมีการบริหารงานในระดับมากในเกือบทุกเรื่อง ตั้งแต่มีหลักฐานการรับจ่ายเงินถูกต้องเป็นปัจจุบัน มีการตั้งกรรมการเก็บรักษาเงิน ตรวจสอบกรรมการรับ-ส่งเงิน และเจ้าหน้าที่จัดทำบัญชี การจัดทำบัญชีเงินสดและทะเบียนคุมเงินทุกประเภท และการเก็บเงินถูกต้องตามระเบียบและปลอดภัย จัดเก็บเอกสารการเงินและบัญชีอย่างเป็นระบบในโรงเรียนขนาดใหญ่จะมีการบริหารงานในการตั้งกรรมการเก็บเงิน หลักฐานการรับจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงินมีการบริหารอยู่ในระดับมากที่สุด
งานพัสดุ โรงเรียนทุกขนาดมีการบริหารงานในระดับมากทุกเรื่องยกเว้นในโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีการบริหารการควบคุมตรวจสอบการจัดซื้อ จัดจ้างและจัดสรรวัสดุครุภัณฑ์ให้เป็นไปตามระเบียบ มีการตรวจสอบและรายงานพัสดุตามที่กำหนดไว้ในราชการ มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบงานด้านพัสดุของโรงเรียน มีการลงทะเบียนพัสดุถูกต้อง บันทึกรหัสครบถ้วนอย่างเป็นปัจจุบัน มีการสำรวจความต้องการขาดแคลนและดำเนินการจัดหาให้ตรงกับความต้องการของบุคลากร จัดระบบการบริหารวัสดุภัณฑ์ให้สะดวกรวดเร็ว มีการบริหารงานมาก งานทะเบียนบุคลากร โรงเรียนทุกขนาดมีการบริหารงานในระดับมากทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องการจัดทำสถิติต่าง ๆ ของโรงเรียน การควบคุมจัดทำทะเบียนนักเรียน จัดทำประวัติโรงเรียน การวางแผนโครงการและปฏิทินปฏิบัติงาน มีการจัดเก็บรักษาทะเบียนและสถิติที่เป็นระบบและสะดวกต่อการค้นหาจัดให้มีเจ้าหน้าที่ที่จัดทำทะเบียนประวัติข้าราชการครู ลูกจ้างประจำและลูกจ้างชั่วคราว
3. ปัญหาการบริหารงานธุรการของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า
งานสารบรรณ มีปัญหาในการบริหารในระดับน้อยและน้อยที่สุด ในโรงเรียนขนาดใหญ่มีปัญหาในระดับปานกลาง คือ หน่วยงานภายนอกส่งหนังสือหรือเอกสารมาล่าช้า จนทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไม่ทันตามกำหนด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ งานที่มีปัญหาในระดับน้อย คือ การให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับการปฏิบัติงานสารบรรณแก่ครูอาจารย์ไม่เพียงพอ การดำเนินการทำลายเอกสารของทางราชการไม่เป็นไปตามระเบียบงานสารบรรณ
งานการเงินและบัญชี มีปัญหาในระดับปานกลางในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง คือ งบประมาณในการดำเนินงานตามโครงการต่าง ๆ ของโรงเรียนไม่เพียงพอต่อความต้องการ ปัญหาระดับน้อยที่เป็นปัญหา คือ ขาดเอกสารหนังสือเกี่ยวกับการเงินและการบัญชีไว้ให้บุคลากรใช้อ้างอิงและเป็นคู่มือในการปฏิบัติ ขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถปฏิบัติงานการเงินและบัญชีของโรงเรียนโดยตรง
งานพัสดุ มีปัญหาในระดับปานกลางในโรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง เรื่องขาดบุคลากรในการปฏิบัติงานพัสดุโดยตรง เจ้าหน้าที่พัสดุมีคาบการสอนมาก มีงานอื่นต้องรับผิดชอบทำให้งานปฏิบัติการพัสดุไม่เป็นปัจจุบัน ไม่มีสถานที่เก็บพัสดุที่ปลอดภัยและเป็นสัดส่วน ส่วนการไม่มีระบบบำรุงรักษาซ่อมแซมวัสดุครุภัณฑ์ เป็นปัญหาระดับปานกลาง เฉพาะโรงเรียนขนาดกลาง โรงเรียนขนาดเล็กและขนาดกลาง
งานทะเบียนบุคลากร มีปัญหาในระดับปานกลางในโรงเรียนขนาดเล็ก และขนาดกลาง เรื่องเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานทะเบียนต้องทำหน้าที่หลายหน้าที่ การขาดสนับสนุนในเรื่องวัสดุครุภัณฑ์ไม่เพียงพอ เป็นปัญหาระดับปานกลางในโรงเรียนขนาดเล็ก ขาดบุคลากรผู้ใช้คอมพิวเตอร์ในโรงเรียนรวบรวมข้อมูลบุคลากรในโรงเรียน การเสนอข้อมูลต่าง ๆ ของโรงเรียนโดยระบบสารสนเทศยังไม่ดีพอ เป็นปัญหาในระดับปานกลางเฉพาะโรงเรียนขนาดกลาง
4. เปรียบเทียบกับการบริหารงานธุรการของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำแนกตามขนาดโรงเรียน
โรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีการบริหารงานธุรการอยู่ในระดับมาก ทั้งงานสารบรรณ งานการเงินและบัญชี งานพัสดุ งานทะเบียนบุคลากร
5. เปรียบเทียบปัญหาการบริหารงานธุรการของผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายธุรการโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำแนกตามขนาดโรงเรียน
โรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ มีปัญหาการบริหารงานธุรการอยู่ในระดับน้อย ทั้งงานสารบรรณงานการเงินและบัญชี งานพัสดุ งานทะเบียนบุคลากร
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. งานสารบรรณ จากการวิจัยพบว่ามีปัญหาในเรื่อง เน่วยงานภายนอกส่งหนังสือหรือเอกสารมาล่าช้าจนทำให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการไม่ทันตามกำหนด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อทางราชการ จึงควยจะจัดระบบงานภายในให้มีการดำเนินการสำหรับเรื่องเร่งด่วนได้โดยไม่ต้องรอขั้นตอนการดำเนินงาน และจัดให้มีการอบรมพัฒนาบุคลากรเพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีการปฏิบัติงานที่รวดเร็วขึ้น
2. งานการเงินและบัญชี จากการวิจัยพบว่ามีปัญหาในเรื่อง งบประมาณในการดำเนินการตามโครงการต่างๆ ของโรงเรียนไม่เพียงพอต่อความต้องการ โรงเรียนจึงควรจัดให้มีการร่วมประชุมวางแผนการใช้งบประมาณและจัดสรรตามความจำเป็นพร้อมทั้งจัดหางบประมาณ สนับสนุนจากชุมชนในท้องถิ่นให้เพียงพอต่อความต้องการของโรงเรียน
3. งานพัสดุ จากการวิจัยพบว่ามีปัญหาในเรื่อง ขาดบุคลากรในการปฏิบัติงานพัสดุโดยตรง เจ้าหน้าที่พัสดุมีคาบการสอนมาก มีงานอื่นต้องรับผิดชอบทำให้การปฏิบัติงานพัสดุไม่เป็นปัจจุบัน ฉะนั้นในการที่ผู้บริหารพิจารณาให้บุคลากรปฏิบัติงานพัสดุควรพิจารณาประสบการณ์ในการทำงาน ทั้งงานด้านพัสดุและงานวิชาการ และควรจัดสรรเวลาให้เหมาะสม
4. งานทะเบียนบุคลากร จากการวิจัยพบว่ามีปัญหาในเรื่อง เจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานทะเบียนต้องทำหน้าที่หลายหน้าที่ ดังนั้นผู้บริหารควรนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้งานทะเบียนบุคลากรได้ ให้มีการศึกษาดูงานในโรงเรียนที่มีประสบความสำเร็จในการจัดบริหารด้านธุรการ
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
ควรศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งเสริมให้การบริหารงานธุรการในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานครควรมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
2543 y46ku082 อนุมัติ 1220 - 0 5059 Personnel Administration of Primary School Principals under the Prachin Buri Provincial Primary Education Office การบริหารงานบุคคล ผู้บริหารโรงเรียน โรงเรียนประถมศึกษา ปี2543 นายสมชาย วิริยะคุปต์ Mr.Somchai Viriyakup ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2543 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การศึกษาเป็นเครื่องมืออันสำคัญในการพัฒนาคนในชาติให้เป็นคนดี มีความรู้ มีคุณธรรม การศึกษาเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ เพราะการศึกษาเป็นเสมือนเครื่องมือในการพัฒนาคน โรงเรียนเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่สุดหน่วยงานหนึ่งที่นำนโยบายทางการศึกษาไปสู่การปฏิบัติ ความสำเร็จของการจัดการศึกษาต้องอาศัยกำลังคนที่มีคุณภาพเป็นปัจจัยสำคัญ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, 2528 : 3) ผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องให้ความสำคัญต่อการบริหารงานบุคลากรในโรงเรียนเป็นพิเศษ เพราะในโรงเรียนประกอบด้วยคนและงาน ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้โรงเรียนบริหารงานประสบความสำเร็จตามเป้าหมายได้ ขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้บริหารโรงเรียนที่จะบริหารงานบุคลากร เพราะการบริหารงานบุคลากรเป็นเสมือนหัวใจของการบริหารงานในองค์กร
การศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้า และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคม การศึกษาเป็นกระบวนการที่เตรียมคนไทยและสังคมไทย ให้ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงของกระแสโลกาภิวัฒน์ ท่ามกลางสภาพของสังคมไทยในปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมเกษตรอุตสาหกรรม รวมทั้งความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรม คุณภาพของคนจึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญที่ได้กำหนดไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2540: 25) โดยกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เน้นคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา เนื่องจากคนเป็นปัจจัยสำคัญที่ชี้ขาดความสำเร็จของการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน ประกอบกับนโยบายด้านการศึกษา ตามแผนพัฒนาการศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ระยะที่ 8 (2540-2544) ของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อที่ 4 (สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ, 2535 : 3) ได้กำหนดแนวทางการพัฒนาระบบการผลิตการสรรหา การพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพมีประสิทธิภาพ สามารถจัดการเรียนการสอน จัดการศึกษาได้อย่างสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในอนาคต
สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี เป็นหน่วยงานทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ มีภาระกิจด้านการจัดการศึกษา ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ จำนวน 7 แห่ง โรงเรียนจำนวน 265 โรงเรียน จำนวนข้าราชการครู 2,753 คน จำแนกตามคุณวุฒิ พบว่า มีวุฒิปริญญาตรี 2,354 คน เป็นร้อยละ 85.51 มีวุฒิปริญญาโทและสูงกว่า จำนวน 19 คน เป็นร้อยละ 0.69 นักเรียนจำนวน 49,900 คน (สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี, 2541 : 2) จากการวิเคราะห์สภาพปัญหาความต้องการในการพัฒนาการศึกษา โดยข้อมูลพื้นฐานสภาพการจัดการศึกษา ปีการศึกษา 2541 พบว่า โรงเรียนมีปัญหาขาดแคลนครูที่มีวุฒิด้านสาขาวิชาเอกคณิตศาสตร์ วิชาเอกวิทยาศาสตร์ และวิชาเอกภาษาอังกฤษ ครูยังไม่พัฒนาตนเองขึ้นสู่ระดับมาตราฐาน ผู้บริหารโรงเรียนยังไม่ได้รับการพัฒนาให้เป็นมืออาชีพ ขาดระบบการสร้างขวัญกำลังใจแก่ครู ทำให้ไม่สามารถพัฒนาการศึกษา เพื่อสนองนโยบายตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษา ของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จากสภาพปัญหาความต้องการและความสำคัญของการบริหารงานบุคลากรดังกล่าว รวมทั้งภาระกิจข้างต้น ผู้วิจัยจึงเห็นความสำคัญและสนใจที่จะศึกษา การบริหารงานบุคลากรของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อจะได้ทราบถึงสภาพและปัญหาการบริหารงานบุคลากรที่เกิดขึ้นจากการบริหารงาน และนำผลการศึกษาไปดำเนินการหาแนวทางในการวางแผนพัฒนาการศึกษา ตลอดจนนำไปใช้เป็นข้อมูลแก้ไขการบริหารงานบุคลากรให้มีความเหมาะสมและสามารถปฏิบัติภารกิจในการจัดการศึกษาให้บรรลุผลตามเป้าหมายและนโยบายของรัฐบาลต่อไป 1. การบริหารโรงเรียน
2. การบริหารงานบุคลากรในโรงเรียน
3. การบริหารงานบุคลากรในโรงเรียนประถมศึกษา
1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานบุคลากรของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี
2. เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารงานบุคลากรของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงาน<การประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี
3. การบริหารงานบุคลากรในโรงเรียนประถมศึกษา
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี ปีการศึกษา 2542 ทั้งหมด 265 โรงเรียน จำนวน 265 คน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย -
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การบริหารงานบุคลากรของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี
ตัวแปรตาม -
การบริหารงานบุคลากร หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับบุคลากรในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี ปีการศึกษา 2542 โดยการศึกษาการบริหารงานบุคลากรในโรงเรียนประถมศึกษา 4 ด้าน คือ การวางแผนบุคลากร การจัดวางบุคลากร การบำรุงรักษาบุคลากร และการพัฒนาบุคลากร
ผู้บริหารโรงเรียน หมายถึง ครูใหญ่ อาจารย์ใหญ่ และผู้อำนวยการโรงเรียน
โรงเรียน หมายถึง สถานศึกษาระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามข้อมูล เกี่ยวกับสถานภาพส่วนตัวของผู้ตอบแบบสอบถามแบบตรวจสอบรายการ
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสภาพการบริหารงานบุคลากร แบบตรวจสอบรายการ
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัญหาในการบริหารงานบุคลากร แบบตรวจสอบรายการ
1. ขอหนังสือจากภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงผู้อำนวยการการประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรี เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารโรงเรียนในสังกัด
2. ส่งหนังสือขอความร่วมมือพร้อมแบบสอบถามให้ผู้บริหารโรงเรียนในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดปราจีนบุรีทุกคน โดยขอความร่วมมือจากหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอทุกอำเภอ ในจังหวัดปราจีนบุรี
3. การเก็บรวบรวมแบบสอบถาม แบบสอบถามแต่ละฉบับให้ผู้บริหารโรงเรียนส่งคืนสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอที่ผู้ตอบแบบสอบถามสังกัด ผู้วิจัยจะไปขอรับแบบสอบถามคืนจากสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ ช่วงเวลาระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 6 มกราคม 2543 ได้รับแบบสอบถามคืน และเป็นแบบสอบถามที่สมบูรณ์ทั้งหมด 226 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 85.26
รวบรวมข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถามมาทำการวิเคราะห์ โดยการแจกแจงความถี่ ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานบุคลากรของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ที่ปฏิบัติงานอยู่ในระดับสูงสุดในแต่ละด้าน ดังนี้ ด้านการวางแผน คือ การจัดทำแผนงานบุคลากรของโรงเรียนไว้อย่างชัดเจน ด้านการจัดวางบุคลากร คือ จัดทำคำสั่งมอบหมายหน้าที่และความรับผิดชอบของครูเพื่อเป็นแนวทางการปฏิบัติงานไว้อย่างชัดเจน ด้านการบำรุงรักษาบุคลากร คือ การปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ครูในโรงเรียน และด้านการพัฒนาบุคลากร คือ การส่งเสริมบุคลากรให้ศึกษาต่อเพื่อเพิ่มวุฒิหรือเข้าประชุมสัมมนาทางวิชาการ ส่วนปัญหาการบริหารงานบุคลากรที่พบในระดับสูงสุดแต่ละด้าน ได้แก่ โรงเรียนไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งครูตามสาขาวิชาเอกตามที่โรงเรียนต้องการ โรงเรียนไม่สามารถจัดครูเข้าสอนได้ตามความรู้ความสามารถความถนัดและสาขาวิชาเอก ขาด สวัสดิการอื่น ๆ นอกเหนือจากสวัสดิการที่ทางราชการจัดให้และขาดแคลนงบประมาณที่จะใช้ในการพัฒนาบุคลากร ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. จากผลการวิจัยพบว่า ผู้บริหารโรงเรียนควรจัดทำระบบข้อมูลและสารสนเทศด้านบุคลากรในโรงเรียนให้ถูกต้องเป็นปัจจุบัน โดยการศึกษาสภาพและความต้องการเพื่อใช้ข้อมูลดังกล่าว เป็นแนวทางการวางแผนบุคลากร นำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับอัตรากำลังของโรงเรียน ไปยังหน่วยงานต้นสังกัดประกอบการพิจารณาจัดสรรอัตรากำลัง ซึ่งสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดควรพิจารณาข้อมูลและความต้องการของโรงเรียน ประกอบการกำหนดอัตรากำลังให้โรงเรียน และควรตัดโอนอัตรากำลังครูในโรงเรียนที่มีครูเกินเกณฑ์ไปให้โรงเรียนที่ขาดแคลนอัตรากำลังครู ผู้บริหารโรงเรียนควรดำเนินการปฐมนิเทศบุคลากรใหม่ก่อนเข้าปฏิบัติงาน เพื่อครูจะได้ทราบหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมทั้งระเบียบข้อบังคับแนวทางปฏิบัติ เพื่อบุคลากรของโรงเรียนจะได้ปฏิบัติงานในหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ
2. จากผลการวิจัยพบว่า ปัญหาการบริหารงานบุคลากรของผู้บริหารโรงเรียนที่สำคัญ คือ โรงเรียนไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้งครูตามสาขาวิชาเอกที่โรงเรียนมีความต้องการ ดังนั้นจังหวัดควรสำรวจอัตรากำลังและความต้องการของโรงเรียนประกอบการสรรหา โดยให้ผู้บริหารโรงเรียนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสอบคัดเลือก หรือวิธีการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคลากรไปให้ผู้บริหารโรงเรียนเพิ่มขึ้น ด้านการพัฒนาบุคลากรจังหวัดและอำเภอควรพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนสำหรับใช้ในการอบรมพัฒนาความรู้ ความสามารถ ทักษะด้านการสอนแก่บุคลากรเพิ่มขึ้นและควรส่งเสริมสนับสนุนบุคลากรได้ศึกษาต่อ เพื่อบุคลากรจะได้พัฒนาตนเอง พัฒนาความรู้และนำความรู้ที่ได้จากการศึกษาต่อมาพัฒนาการเรียนการสอนต่อไป
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาตัวแปรสถานภาพของผู้บริหารโรงเรียนที่มีผลกระทบต่อการบริหารงานบุคลากรในโรงเรียนประถมศึกษา 2. ควรศึกษาความพร้อมของผู้บริหารโรงเรียนในการรองรับการกระจายอำนาจการบริหารงานบุคลากรให้สถานศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 2543 y46ku042 อนุมัติ 887 - 0 5033 Administration of Student Govemance of Private Vocational Schools in Bangkok Metropolis การบริหารงาน งานปกครองนักเรียน โรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษา ปี2545 นางนิรมล ทองใบดี Mrs.Niramol Thongbaidee ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2545 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด วิทยาเขตบางเขน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานครเป็นศูนย์กลางแห่งความเจริญและเป็นศูนย์กลางของการศึกษาทุกประเภท โดยเฉพาะโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษา ซึ่งนับได้ว่าเป็นการศึกษาเชิงธุรกิจของเอกชนอาชีวะสามารถจัดหาอุปกรณ์การเรียนการสอนที่ทันสมัย มีการแข่งขันนำเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่มีคุณภาพมาสู่องค์กรของตนเอง ทำให้นักเรียนที่ไม่มีที่เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายนิยมเรียนกันมาก การเจริญเติบโตด้านอาชีวศึกษาเอกชนเป็นไปอย่างรวดเร็ว นักเรียนนักศึกษาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมากทำให้การบริหารงานปกครองต้องร่วมกันทำงานจากทุกสถาบันอย่างหนัก เพราะนักเรียนอาชีวะเป็นนักเรียนระดับวัยรุ่น มีการจัดครูอาจารย์ฝ่ายปกครองและสารวัตรนักเรียนรักษาการณ์ตามจุดต่าง ๆ ที่มีการรวมกลุ่มชุมนุมของนักเรียนในกรุงเทพมหานคร
สถานที่บางแห่งเป็นแหล่งที่วัยรุ่นนิยมไปเที่ยวและมั่วสุมกันจนบางครั้งก่อให้เกิดปัญหายาเสพติด ปัญหาชู้สาว การพนัน ลักเล็กขโมยน้อย ตลอดจนก่ออาชญากรรม ปัญหาเหล่านี้เกิดจากการขาดการขัดเกล่า ขาดคุณธรรมจริยธรรม ห่างไกลศีลธรรม โรงเรียนเป็นองค์กรสำคัญที่จะต้องมีการพัฒนาคุณภาพด้านการปกครองนักเรียน วางนโยบายด้านการส่งเสริมฟื้นฟูคุณธรรมจริยธรรมและศีลธรรมแก่นักเรียนนักศึกษาเป็นการเร่งด่วน
ขณะที่นักเรียนนักศึกษาอยู่ที่บ้านพวกเข้าได้รับการเอาใจใส่ดูแลและควบคุมพฤติกรรมจากผู้ปกครอง หากประพฤติปฏิบัติตนในแนวทางที่ไม่เหมาะสม ก็อาจได้รับการว่ากล่าวตักเตือน หรือลงโทษตามควรแก่กรณี เมื่อนักเรียนนักศึกษาอยู่ในสถานศึกษาก็จะได้รับการควบคุมดูแลอบรมตักเตือนและชี้แนะให้เป็นบุคคลที่มีคุณธรรม จริยธรรม ประพฤติปฏิบัติตนในแนวทางที่เหมาะสมเป็นไปตามระเบียบข้อบังคับของสถานศึกษา หากสถานศึกษาใดสามารถพัฒนาคุณภาพของนักเรียนนักศึกษาให้เป็นผู้มีความรับผิดชอบ มีระเบียบวินัยแล้ว ย่อมเป็นที่เชื่อถือไว้วางใจของผู้ปกครอง แต่ถ้านักเรียนนักศึกษามีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อยู่เป็นจำนวนมากแล้ว ก็ย่อมไม่เป็นที่ศรัทธาเชื่อถือและไว้วางใจของผู้ปกครอง
จากสภาพปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นส่งผลกระทบต่องานการปกครองนักเรียนอาชีวศึกษา ซึ่งรวมถึงผลเสียหายทางด้านเศรษฐกิจของบ้านเมืองเป็นอย่างมาก จึงควรมีการแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมของเยาวชนในวัยนี้และน่าจะมีการศึกษาวิจัยในด้านการบริหารงานปกครอง เพื่อให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น ดังนั้นผู้วิจัยเห็นความสำคัญของการบริหารงานปกครองนักเรียนอาชีวศึกษา และมีความสนใจที่จะวิจัยเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาคุณภาพของโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษาในการผลิตบุคคลให้เป็นทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพของสังคมอย่างแท้จริงก้าวไปอยู่ในสังคมโดยที่สังคมยอมรับในการดำเนินชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพและมีความสุข
1. การบริหารการศึกษา
2. การอาชีวศึกษา
3. เกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนอาชีวศึกษา
4. การบริหารงานปกครองนักเรียนตามเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนอาชีวศึกษา
5. สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
1. เพื่อศึกษาระดับการปฏิบัติงาน การบริหารงานปกครองนักเรียนของโรงเรียนอาชีวศึกษาในกรุงเทพมหานคร
2. เพื่อเปรียบเทียบระดับการปฏิบัติงานการบริหารงานการปกครองนักเรียนของโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษาในกรุงเทพมหานคร จำแนกตามเพศและวุฒิการศึกษาของผู้บริหารโรงเรียน
ารวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ โรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษาในกรุงเทพมหานคร 105 โรงเรียน จำนวน 105 ตน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย
- ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การบริหารงานปกครองของนักเรียนตามเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษาในกรุงเทพมหานคร
ตัวแปรตาม
ผู้บริหาร หมายถึง ผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ ครูใหญ่หรือผู้รักษาการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษา ในกรุงเทพมหานคร
การบริหารงานปกครองนักเรียน หมายถึง งานที่เกี่ยวข้องกับนักเรียนในด้านการปกครอง การส่งเสริมและพัฒนานักเรียนให้มีวินัย คุณธรรม จริยธรรม การป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน การดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียนและการประเมินผลงานปกครองนักเรียน
การปฏิบัติของผู้บริหาร หมายถึง การกระทำ หรือการแสดงออกของผู้บริหารสถานศึกษาในการบริหารงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพทางการบริหารการศึกษา ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องเกณฑ์มาตรฐานโรงเรียนอาชีวศึกษา ประกาศ ณ วันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2541
วินัยในโรงเรียน หมายถึง ระเบียบหรือข้อบังคับที่กำหนดไว้เพื่อเป็นแนวทางในการประพฤติปฏิบัติของนักเรียน อันจะก่อให้เกิดความเป็นระเบียบเรียบร้อย และความเสมอภาคแก่นักเรียนภายในโรงเรียน โดยเน้นการควบคุมตนเองของนักเรียนเป็นสำคัญ
โรงเรียนอาชีวศึกษา หมายถึง โรงเรียนประเภทเอกชนอาชีวศึกษา ซึ่งเอกชนเป็นผู้จัดตั้งขั้นและอยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามประกอบด้วย แบบตรวจสอบรายการ (checklist) และแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) แบ่งเป็น 2 ตอน
ตอนที่ 1 แบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบตรวจสอบรายการ (checklist) เกี่ยวกับสถานภาพด้าน เพศ ตำแหน่ง อายุ วุฒิการศึกษาและประสบการณ์ในตำแหน่งหรือหน้าที่ปัจจุบัน
ตอนที่ 2 แบบสอบถามเกี่ยวกับระดับการปฏิบัติงานการบริหารงานปกครองนักเรียนของผู้บริหารโรงเรียน เป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) 5 ระดับ โดยมีโครงสร้างแบบสอบถามครอบคลุมงานทั้ง 6 ด้าน คือ การวางแผนงานปกครองนักเรียน การบริหารงานปกครองนักเรียน การส่งเสริมพัฒนาวินัย คุณธรรม และจริยธรรม การป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม การส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน การประเมินผลงานการปกครองนักเรียน
1. ขอหนังสือจากโครงการปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษา ภาคพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงผู้บริหารโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษาเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลจากโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษาในกรุงเทพมหานคร
2. ส่งแบบสอบถามและหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้บริหารโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษา ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 105 โรง เพื่อตอบแบบสอบถามและส่งกลับมายังผู้วิจัยทางไปรษณีย์และเดินทางไปพบด้วยตนเอง ใช้เวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูลประมาณ 5 สัปดาห์
3. ตรวจสอบแบบสอบถามได้ผลดังนี้ ส่งกลับมา จำนวน 92 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 87.62
1. ผู้วิจัยนำข้อมูลจากแบบสอบถามที่ได้มาทำการวิเคราะห์ พร้อมทั้งนำเสนอในรูปของตารางประกอบความเรียง
2. สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามใช้วิธีหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ
3. การให้คะแนนและแปลความหมาย ผู้วิจัยได้กำหนดเกณฑ์การพิจารณาระดับการปฏิบัติเป็น 5 ระดับ
ผลการวิจัยพบว่า ระดับการปฏิบัติงานการบริหารงานปกครองนักเรียนโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษา ทั้ง 6 ด้าน คือ 1) การวางแผนงานปกครองนักเรียน 2) การบริหารงานปกครองนักเรียน 3) การส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม 4) การป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน 5) การดำเนินการส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน 6) การประเมินผลงานการปกครองนักเรียน ส่วนใหญ่มีการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก เมื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานจำแนกตามเพศ พบว่า เพศชายและเพศหญิงมีระดับการปฏิบัติงาน การบริหารงานปกครองนักเรียนอยู่ในระดับมากเท่ากัน เมื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานจำแนกตามวุฒิการศึกษา พบว่า มีวุฒิการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่ากับปริญญาโทหรือสูงกว่า มีระดับการปฏิบัติงานการบริหารงานการปกครองนักเรียนอยู่ในระดับมากเท่ากัน ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ระดับการปฏิบัติงานการปกครองนักเรียนของโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษา โดยสรุปจากระดับการปฏิบัติงาน 6 ด้าน คือ
การวางแผนงานปกครองนักเรียน ควรมีการจัดการประชุมคณะกรรมการที่รับผิดชอบงานการปกครองเป็นประจำ เพื่อรับทราบและติดตามผลการปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา
การบริหารงานปกครองนักเรียนอาชีวศึกษา ควรมีการดำเนินงานการปกครองอย่างเป็นระบบ เพื่อคณะกรรมการผู้รับผิดชอบได้ยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
การส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม ควรมีการประกวดมารยาทนักเรียน ทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนมีคุณสมบัติประจำตัวที่ดี
การป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน ควรมีการจัดกล่องรับเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สื่อลามกอนาจาร การพนัน และการทะเลาะวิวาท เพื่อการรับข้อมูลที่ไม่เกิดอันตรายแก่ผู้ให้ข่าวสารและเป็นการแก้ไขนักเรียนได้ทันต่อเหตุการณ์
การส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน การเชิญผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายในโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องการหาเสียงและระบบประชาธิปไตย มีการปฏิบัติกันน้อยกว่าข้ออื่น ถ้าไม่มีการปฏิบัติด้านนี้ก็ได้
การประเมินผลงานการปกครองนักเรียน ควรมีการประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลงานการปกครอง เพื่อการแก้ปัญหานักเรียนในทุก ๆ ด้าน
2. เปรียบเทียบระดับการปฏิบัติงานการปกครองนักเรียน โดยจำแนกตามเพศของผู้บริหาร คือ
การวางแผนงานปกครองนักเรียน คือทั้งเพศชายและหญิง ควรมีการประชุมคณะกรรมการที่รับผิดชอบงานการปกครองเป็นประจำ ควรมีการปฏิบัติให้มากขึ้นเพื่อการดำเนินงานตามขั้นตอนและมีระบบ
การบริหารงานปกครอง เพศชาย ควรมีกิจกรรมพิเศษเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความประพฤติของผู้เรียน ส่วนเพศหญิงควรมีการดำเนินงานการปกครองอย่างมีระบบ
การส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม เพศชายและเพศหญิง ควรมีการส่งเสริมด้านการประกวดมารยาทนักเรียนทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน
การป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน ทั้งเพศชายและหญิง ควรจัดกล่องรับเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สื่อลามกอนาจาร การพนัน และการทะเลาะวิวาท
การส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ทั้งเพศชายและหญิง ควรมีการเชิญผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายในโรงเรียนเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้เรื่องการหาเสียงและระบบประชาธิปไตย
การประเมินผลงานการปกครองนักเรียน ทั้งเพศชายและหญิง ควรมีการประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลงานการปกครอง
3. เปรียบเทียบระดับการปฏิบัติงานการปกครองนักเรียนของโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษาในกรุงเทพมหานคร จำแนกตามวุฒิการศึกษา
การวางแผนงานปกครองนักเรียน ทั้งปริญญาตรีและปริญญาโท ควรมีการกำหนดวันเวลาประชุมคณะกรรมการที่รับผิดชอบงานการปกครองเป็นประจำ
การบริหารงานปกครอง ด้านปริญญาตรี ควรจัดให้มีกิจกรรมพิเศษเพื่อแก้ปัญหาเรื่องความประพฤติของนักเรียน ส่วนด้านปริญญาโท ควรดำเนินการบริหารงานปกครองอย่างเป็นระบบ
การส่งเสริมพัฒนาให้นักเรียนมีวินัย คุณธรรม จริยธรรม ปริญญาตรีและปริญญาโท ควรมีการจัดกิจกรรมการประกวดมารยาทภายในและภายนอกโรงเรียน
การป้องกันและแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักเรียน ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ควรมีการจัดกล่องรับเบาะแสเกี่ยวกับยาเสพติด สื่อลามกอนาจาร การพนัน และการทะเลาะวิวาท
การส่งเสริมประชาธิปไตยในโรงเรียน ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท มีการปฏิบัติน้อยในเรื่องการเชิญผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในโรงเรียน ดังนั้นจะมีการปฏิบัติในเรื่องนี้หรือไม่ก็ได้
การประเมินผลงานการปกครองนักเรียน ระดับปริญญาตรีและปริญญาโท ควรมีการประชุมแต่งตั้งคณะกรรมการประเมินผลงานการปกครอง เพื่อความเป็นธรรมแก่นักเรียนที่มีความผิด
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาการวิจัยการบริหารงานปกครองนักเรียนอาชีวศึกษาในเขตพื้นที่นอกเหนือจากกรุงเทพมหานคร
2. ควรมีการวิจัยงานการปกครองนักเรียนในโรงเรียนอาชีวศึกษาของรัฐบาลในเขตกรุงเทพมหานคร
2545 y46ku016 อนุมัติ 1094 - 0 6108 The Local Curriculum Development Administration Regarding the Education Reform in Primary Schools under Lahansai District Office of Primary Education, Buriram Province การบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ปี2545 นางชนากานต์ พูนสวัสดิ์ Mrs. Chanakan Poonsawat หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอละหานทราย ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฎบุรีรัมย์
49 หมู่ที่ 7 ต.ทัพธง อ.ปะคำ จ.บุรีรัมย์ 31220 โทร. 0-446-6029 หรือ 0-9917-8179
สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอละหานทราย จ.บุรีรัมย์ ทำวิจัยเสร็จปี 2545 วิทยานิพนธ์ สถาบันราชภัฎบุรีรัมย์ บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฎบุรีรัมย์ สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอละหานทราย ในฐานะหน่วยงานหนึ่งของกระทรวงศึกษาธิการ ได้ดำเนินงานสอดคล้องกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกระดับ เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาบรรลุผลตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร โดยเน้นให้โรงเรียนดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของชุมชนที่โรงเรียนตั้งอยู่ ในส่วนที่เกี่ยวกับการบริหารงานพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น ได้มีการจัดทำข้อมูลท้องถิ่นของโรงเรียนทุกโรงเรียนและรวบรวมเป็นข้อมูลท้องถิ่นระดับอำเภอ เพื่อเป็นสารสนเทศและใช้เป็นเอกสารประกอบการเรียนรู้เกี่ยวกับท้องถิ่น
จากการรวบรวมข้อมูลท้องถิ่นอำเภอละหานทราย ของหน่วยศึกษานิเทศก์ พบว่าอำเภอละหานทรายเป็นอำเภอชายแดนติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาชนกัมพูชา มีผู้อพยพอยู่อาศัยตั้งแต่ พ.ศ. 2374 ประชาชนดำเนินชีวิตเรียบง่าย มีศิลปะ จารีต ประเพณีวัฒนธรรมที่ดีสืบทอดกันมาเป็นเวลากว่าร้อยปี มีวัดโพธิ์ทรายทองเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธ มีเกจิอาจารย์ชื่อดังที่ได้รับความศรัทธาและเลื่อมใสจากประชาชนเป็นอย่างมาก คือ หลวงปู่สุข ประชาชนในชุมชนมีวัฒนธรรมอันดีงาม เช่น การใฝ่ทำบุญในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา มีประเพณีท้องถิ่น การละเล่นพื้นบ้านและดนตรีไทย อาชีพส่วนใหญ่ คือ การทำนา ทำไร่ ดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาอาศัยทรัพยากรธรรมชาติ เป็นท้องถิ่นที่มีป่าชุมชน พื้นที่มีภูมิทัศน์สวยงาม และมีภูมิปัญญาท้องถิ่นมากมาย เช่น การกรองหญ้าคา การทอเสื่อกก การทอผ้าไหม การรักษาโรคด้วยยาสมุนไพรพื้นบ้าน การทำดอกไม้จันทร์และการทำขนมพื้นบ้าน อาทิ ข้าวต้ม ขนมเทียน กระยาสารท ขนมนางเล็ด ขนมกล้วย ขนมฟักทอง ข้าวเกรียบฟักทอง มีการทำแชมพูสมุนไพรและการปลูกผักพื้นบ้าน ได้แก่ ผักเสม็ด ผักแต้ว ผักชะอม มีสวนส้มเขียวหวาน มีการทำน้ำพริกปลาร้า การทำไข่เค็มภูเขาไฟและมีการทำเกษตรกรรมแบบผสมผสาน ซึ่งภูมิปัญญาท้องถิ่นเหล่านี้อยู่ในชุมชนที่มีสถานศึกษาตั้งอยู่ทุกแห่ง ดังคำขวัญประจำอำเภอว่า “หลวงปู่สุขคู่เมือง ลือเลื่องพืชสวนไร่ มากมายไหมมัดหมี่ ดูดีหินหลุม ลุ่มน้ำหลากหลาย ละหานทรายชายแดน” (สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอละหานทราย. 2541 : 1-4) อย่างไรก็ตามสภาพการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนยังเป็นปัญหา
ในฐานะที่ผู้วิจัยดำรงตำแหน่งศึกษานิเทศก์ ปฏิบัติหน้าที่หัวหน้าหน่วยศึกษานิเทศก์ สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ มีหน้าที่บริหารงานนิเทศ นิเทศติดตาม กำกับ ประเมินผล วิเคราะห์และวิจัย เพื่อพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนในสังกัด ได้สังเกตเห็นว่า (1) ผลจากการดำเนินงานที่ผ่านมาได้พบสภาพปัญหาด้านการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นของโรงเรียนเป็นส่วนมาก (2) ครูบางส่วนยังสอนตามตำราไม่เข้าใจการพัฒนาหลักสูตร (3) ผู้บริหารไม่เข้าใจกระบวนการพัฒนาหลักสูตรและการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่การเรียนรู้ จึงไม่สามารถนิเทศภายในได้ ทำให้การบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นขาดความชัดเจน ไม่ตอบสนองการปฏิรูปการศึกษา ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับปัจจุบัน และไม่สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของชุมชนอย่างแท้จริง ผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาสภาพการบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อนำผลจากการศึกษาไปเป็นข้อมูลสารสนเทศพื้นฐาน ในการวางแผนการนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการศึกษาของสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ ซึ่งคาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการเรียนการสอนที่ส่งผลให้นักเรียนมีคุณภาพตามจุดมุ่งหมายของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติต่อไป
1. การบริหารการศึกษาตามแนวทางการปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. 2539 – 2550)
2. การพัฒนาและการบริหารหลักสูตร
3. การพัฒนาหลักสูตร
4. การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น
5. กระบวนการพัฒนาหลักสูตรเชิงระบบ
6. ข้อมูลท้องถิ่นอำเภอละหานทราย
1. เพื่อการศึกษาการบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาตามความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและกรรมการสถานศึกษา
2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและครูต่อการบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา
ผู้บริหารและครูมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษาแตกต่างกัน การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ประชากร ได้แก่
1. ผู้บริหารและครู โรงเรียนประถมศึกษา ในสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอละหานทราย โดยแยกเป็น ผู้บริหาร 34 คน ครู 372 คน รวม 406 คน
2. คณะกรรมการสถานศึกษา จำนวน 408 คน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1. กลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครู คือ กลุ่มประชากร 2. กรรมการสถานศึกษา จำนวน 136 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยการสุ่มตัวอย่างจากผู้ปกครองนักเรียน ผู้นำชุมชน ศิษย์เก่า และผู้เป็นแหล่งความรู้ทางภูมิปัญญาท้องถิ่น
ตัวแปรต้น คือ สถานภาพของกลุ่มตัวอย่าง ดังนี้
1. ผู้บริหาร
2. ครู
3. กรรมการสถานศึกษา
ตัวแปรตาม คือ ความคิดเห็นของผู้บริหาร ครูและกรรมการสถานศึกษาต่อการบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นในโรงเรียนตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา
การบริหารหลักสูตร หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับหลักสูตรตามจุดเน้นของการบริหารการศึกษาตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. 2539 – 2550)
การพัฒนาหลักสูตร หมายถึง กระบวนการจัดทำหลักสูตรใหม่ทั้งหมดหรือปรับปรุงหลักสูตรแม่บทจากส่วนกลางบางส่วน ให้สอดคล้องกับผู้เรียนและท้องถิ่นมากขึ้น
การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น หมายถึง การพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ (พ.ศ. 2539 – 2550)
ความต้องการของท้องถิ่น หมายถึง ลักษณะอันพึงประสงค์ที่สามารถแก้ปัญหาและตอบสนองความพึงพอใจของคนในชุมชน เป็นสิ่งที่ชุมชนต้องการให้เกิดขึ้นกับชุมชนของตน
เก็บรวมรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ที่สร้างขึ้น ดังนี้
1. แบบสอบถามใช้สำหรับผู้บริหารและครู ลักษณะแบบสอบถามแบ่งเป็น 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามใช้ถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา ของโรงเรียนประถมศึกษา
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา ของโรงเรียนประถมศึกษา มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 32 ข้อ
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ แบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) จากผู้เชี่ยวชาญทำการปรับปรุงและนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ โดยหาค่า t และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha Coefficient) ของ Cronbach ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .93
2. แบบสัมภาษณ์ (Interview) ผู้วิจัยได้สร้างแบบสัมภาษณ์เพื่อใช้กับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นคำถามแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi – structure)
ผู้วิจัยได้ดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองตามวิธีการและขั้นตอน ดังนี้
1. เขียนหนังสือจากสำนักงานบัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏบุรีรัมย์ ถึงสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอละหานทราย เพื่อขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม
2. เขียนหนังสือจากสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอละหานทราย ถึงสถานศึกษาในสังกัด
ในการวิจัยครั้งนี้ ได้ส่งแบบสอบถามไปให้ผู้บริหารและครู จำนวน 406 ฉบับ ได้รับกลับคืนมา 334 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 82.27
ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้
1. แบบสอบถามตอนที่ 1 และตอนที่ 2 นำมาแจกแจงความถี่แต่ละรายการเพื่อวิเคราะห์หาค่าร้อยละ แบบสอบถามตอนที่ 3 ตรวจให้คะแนน โดยกำหนดเป็น 5 ระดับ ตามวิธีของลิเคิร์ท นำคะแนนที่ได้มาหาค่าสถิติ ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Window หาค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐาน โดยหาค่า t
2. แบบสัมภาษณ์ ได้วิเคราะห์จากผลการสัมภาษณ์การมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร โดยแบ่งการวิเคราะห์ข้อมูลผู้สัมภาษณ์ และสรุปความคิดเห็นและข้อเสนอแนะด้วยการแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
1. การบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา ของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอละหานทราย จังหวัดบุรีรัมย์ ตามความคิดเห็นของผู้บริหารและครู พบว่า สิ่งสำคัญที่มีการปฏิบัติมากที่สุด คือ การจัดทำธรรมนูญโรงเรียน การได้รับความร่วมมือและอำนวยความสะดวกจากท้องถิ่นในการจัดหาทรัพยากรพื้นฐานที่จำเป็น และการกำหนดคุณภาพผู้เรียนในอนาคต
2. ผู้บริหารและครูมีความคิดเห็นว่า การบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ด้านการพัฒนาหลักสูตรและด้านการประเมินหลักสูตรเป็นรายข้อ มีการดำเนินงานและปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลางทุกข้อ ส่วนด้านการบริการงานที่เอื้อต่อการพัฒนาหลักสูตร มีการปฏิบัติจริงอยู่ในระดับมาก คือ การดำเนินการจัดบรรยากาศในโรงเรียนที่เอื้อต่อการเรียนการสอนและการดำเนินงานด้านอาคารสถานที่
3. ความคิดเห็นของผู้บริหารและครูเกี่ยวกับการบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น โดยภาพรวมทุกด้าน อยู่ในระดับปานกลาง
4. ความคิดเห็นของผู้บริหารและครู ด้านการบริหารงานพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น ด้านการประเมินหลักสูตรท้องถิ่นและด้านการบริหารงานที่เอื้อต่อการพัฒาหลักสูตรท้องถิ่นเป็นรายข้อไม่แตกต่างกัน
5. ความคิดเห็นของผู้บริหารและครู ที่สำคัญ คือ (1) บุคลากรไม่เข้าใจเรื่องการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น (2) ควรจัดให้มีการให้ความรู้แก่บุคลากรทางการศึกษา เรื่องการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นอย่างเป็นระบบและ (3) ทุกโรงเรียนควรมีหลักสูตรท้องถิ่น
6. คณะกรรมการสถานศึกษามีความคิดเห็นว่า ตนเองได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น โดยการร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่สำคัญ ดังนี้ (1) ปลูกฝังค่านิยมในภูมิปัญญาท้องถิ่นของชุมชน (2) การมีส่วนร่วมในการจัดทำธรรมนูญโรงเรียนและ (3) การพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน
1. ข้อเสนอแนะสำหรับการนำไปใช้
1.1 การพัฒนาบุคลากร จากผลการวิจัยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามแสดงความคิดเป็นและข้อเสนอแนะว่าให้มีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนและการพัฒนาหลักสูตรในกลุ่มสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่มีระดับการพัฒนาน้อยที่สุด
1.2 ควรมีการระดมทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาในเรื่อง งบประมาณไม่เพียงพอ
1.3 ผลจากการวิจัยพบว่า กรรมการสถานศึกษามีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมในการรายงานผลการจัดการศึกษาในรอบปีการศึกษาอยู่ในระดับน้อย จึงควรมีการพัฒนาปรับปรุงระบบการบริหารจัดการ ให้มีการบริหารจัดการโดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในทุกด้านมากขึ้น เพื่อให้การพัฒนาการศึกษาประสบผลสำเร็จสูงขึ้น สอดรับกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 มาตรา 289
2. ข้อเสนอแนะเพื่อการวิจัยต่อไป
ควรมีการศึกษาวิจัยต่อเนื่องในประเด็นต่อไปนี้
2.1 การพัฒนาหลักสูตรให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544 เพราะพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กำหนดให้สถานศึกษาจัดทำหลักสูตรสถานศึกษา โดยการพัฒนาจากหลักสูตรแกนกลางที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กำหนด
2.2 การบริหารงานพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ซึ่งพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 กำหนดให้โรงเรียนเริ่มใช้หลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ในปีการศึกษา 2546 เป็นต้นไป
2.3 ศึกษาผลกระทบอันเกิดจากการใช้หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2544
2545 y46ri401 อนุมัติ 1282 - 0 5064 Academic Administration of Accredited Private Elementary Schools in Terms of Educational Standards Assurance การบริหารงาน โรงเรียนประถมศึกษาเอกชน การรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ปี2544 นายสิรินดา ชินแสงทิพย์ Mrs.Sirinda Chinsaengtip ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2544 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด วิทยาเขตบางเขน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การศึกษาในระดับประถมศึกษาเป็นหน้าที่ของรัฐที่พึงจัดให้ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาในระดับนี้อย่างเสมอภาค เพื่อพัฒนาคนให้มีความพร้อมและมีความสมบูรณ์ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา อันจะเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและเป็นการพัฒนาคน พัฒนาสังคมและพัฒนาชาติ โรงเรียนประถมศึกษาเป็นสถาบันการศึกษาที่สำคัญสถาบันหนึ่งของชุมชนที่สามารถจัดการศึกษาให้บรรลุผลสำเร็จตามหลักการของหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) ของกรมวิชาการ (2535 : 1) ที่ระบุว่า “…การศึกษาระดับประถมศึกษาเป็นการศึกษาพื้นฐาน ที่มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตให้พร้อมที่จะทำประโยชน์ให้สังคมตามบทบาท และหน้าที่ของตน ในฐานะพลเมืองดี ตามระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข โดยให้ผู้เรียนมีความรู้ และทักษะพื้นฐานในการดำรงชีวิตทันต่อการเปลี่ยนแปลง มีสุขภาพสมบูรณ์ ทั้งร่างกาย และจิตใจ ทำงานเป็นและครองชีวิตอย่างสงบสุข…”
การจัดการศึกษาระดับประถมศึกษาตามหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) (กรมวิชาการ, 2535 : 1) นั้น จะมุ่งเน้นการปลูกฝังให้ผู้เรียนเกิดคุณสมบัติ คือ มีทักษะในการเรียนรู้อ่านออกเขียนได้ คิดคำนวณได้ เข้าใจตนเอง เข้าใจธรรมชาติ และการเปลี่ยนแปลงของสังคม สามารถปฏิบัติตนในการรักษาสุขภาพอนามัยของตนเอง และครอบครัว มีความสามารถวิเคราะห์สาเหตุ หาแนวทางแก้ไขปัญหาได้อย่างมีเหตุผล ภูมิใจในความเป็นไทย ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาเปรียบผู้อื่นและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข มีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่หาความรู้ รักการทำงานและทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ สามารถปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าที่ในฐานะสมาชิกที่ดีของครอบครัวและชุมชน รู้จักอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม ศาสนา และศิลปวัฒนธรรมของชุมชน ซึ่งจะต้องอาศัยโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนอย่างมีคุณภาพ จึงจะบรรลุจุดประสงคืของการศึกษาดังกล่าว
จากหลักการและจุดมุ่งหมายของหลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) โรงเรียนมีภารกิจที่จะต้องปฏิบัติตามหลักการและจุดมุ่งหมายของหลักสูตร เนื่องจากมีนักเรียนจำนวนมากทั้งในกรุงเทพมหานครและในส่วนภูมิภาคที่รัฐยังไม่สามารถจัดบริการการศึกษาในระดับประถมศึกษาได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นรัฐจึงเปิดโอกาสให้เอกชนไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ องค์กร หรือบุคคลจัดตั้งโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาได้ ทั้งนี้เป็นการแบ่งเบาภาระของรัฐทางด้านงบประมาณและการลงทุน และยังเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีทางเลือกที่จะเลือกโรงเรียนใกล้บ้าน หรือโรงเรียนที่จัดการศึกษาตามแนวที่ผู้ปกครองพึงพอใจ ปัจจุบันเอกชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภาระการจัดการศึกษาของรัฐบาล ตั้งแต่ระดับก่อนประถมศึกษาจนถึงระดับอุดมศึกษา การศึกษาเอกชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการจัดการศึกษาของประเทศ แนวนโยบายและแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2535 ระบุว่า “…ส่งเสริมให้เอกชนจัดการศึกษาทุกระดับเพิ่มขึ้นให้มีอิสระ และความคล่องตัวในการบริหาร การจัดการสามารถพึ่งตนเองได้ โดยรัฐให้การสนับสนุนด้านวิชาการ ทรัพยากร การอำนวยความสะดวกในการดำเนินการ และการรับรองมาตรฐาน…” (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน, 2535 : 11)
จากสถิติจำนวนโรงเรียนเอกชนประเภทสามัญศึกษา ปีการศึกษา 2542 ในกรุงเทพมหานคร มีจำนวน 411 โรง ส่วนภูมิภาคมีจำนวน 1,074 โรง รวมทั้งสิ้น 1,485 โรง วันที่ 23 กันยายน 2538 สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ได้มีการประกาศเกียรติคุณโรงเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาระดับประถมศึกษาเพียง 7 โรงเท่านั้น และเมื่อสิ้นปีการศึกษา 2542 มีจำนวนโรงเรียนเอกชนที่ได้รับรองมาตรฐานจำนวนทั้งสิ้น 112 โรง นับว่ามีจำนวนน้อยมาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนเห็นความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมให้โรงเรียนเอกชนจัดการศึกษาให้เกิดคุณภาพ และได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากลจึงได้พัฒนาระบบการประกันคุณภาพ และการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา เน้นหลักการให้โรงเรียนได้พัฒนาและประเมินตนเองอย่างเป็นระบบต่อเนื่องบนพื้นฐานของความีเสรีภาพทางวิชาการ และความคล่องตัวในการบริหารและจัดการ ผู้บริหารโรงเรียนต้องเป็นผู้นำในการพัฒนา และเปิดโอกาสให้สังคมหรือหน่วยงานภายนอกเข้าไปตรวจสอบได้ การดำเนินงานใดก็ตามคุณภาพเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาของทุกวงการไม่ว่าจะทางธุรกิจ หรือการศึกษา คุณภาพจะมีขอบข่ายครอบคลุมถึงการบรรลุผลสำเร็จของภาระหน้าที่และจุดมุ่งหมายโดยรวม สถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่อาศัยปัจจัยต่าง ๆ มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการจัดประสบการณ์ให้กับนักเรียน ถือว่าเป็นหน่วยปฏิบัติงานขั้นพื้นฐานของการจัดการศึกษาที่มีความสำคัญที่สุดในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ดังปรากฏในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2542 : 22) ส่วนที่ว่าด้วยมาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา คือ กำหนดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในและระบบการประกันคุณภาพภายนอก หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษา ต้องจัดให้มีการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของการบริหาร เพื่อขอรับการประกันคุณภาพจากภายนอก การจัดการศึกษาของโรงเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษานั้น จะมีมาตรฐานตามเกณฑ์ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชนได้กำหนดไว้ โรงเรียนประถมศึกษาเอกชนที่ยังไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานจะต้องเร่งส่งเสริมคุณภาพและมาตรฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิชาการให้เป็นที่เชื่อถือของชุมชน ในการที่จะส่งบุตรหลานมาเข้าเรียน เพื่อความอยู่รอดของโรงเรียนเอกชน เพราะโรงเรียนเอกชนจะมีรายได้จากจำนวนนักเรียนที่เข้าเรียน จากสภาพดังกล่าวข้างต้น ทำให้ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะศึกษาการปฏิบัติงานด้านวิชาการของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนว่ามีการปฏิบัติงาน และมีปัญหาอุปสรรคอย่างไร เพื่อนำผลการศึกษาวิจัยเป็นข้อมูลในการพิจารณาการวางแผน ปรับปรุง และพัฒนาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน ให้มีประสิทธิภาพ เป็นที่เชื่อมั่นของผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และเป็นการสร้างศรัทธาให้ผู้ปกครองส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชนมากยิ่งขึ้น 1.การบริหารและบทบาทของผู้บริหารโรงเรียน
2.การรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา
3.การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา
1.เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา
2.เพื่อศึกษาปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้ดำรงตำแหน่งครูใหญ่โรงเรียนประถมศึกษาเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา จำนวน 112 โรง ประชากร 112 คน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย -
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา
ตัวแปรตาม -
การบริหารงานวิชาการ หมายถึง การจัดการศึกษาของผู้บริหารในโรงเรียนที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนในเรื่องการพัฒนาหลักสูตร การจัดครูผู้สอน การพัฒนาการเรียนการสอน การจัดสื่อการเรียนการสอน การวัดผลประเมินผลการเรียน การจัดห้องสมุด การนิเทศภายใน การวางแผนงานวิชาการ การจัดบรรยากาศในโรงเรียน เพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ เพื่อให้การเรียนการสอนเกิดผลดีมีประสิทธิภาพ
โรงเรียนประถมศึกษาเอกชน หมายถึง โรงเรียนระดับประถมศึกษาที่เอกชนจัดตั้งขึ้นเปิดสอนเฉพาะชั้นประถมปีที่ 1 ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา และเป็นโรงเรียนที่อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
โรงเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา หมายถึง โรงเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาตามระเบียบว่าด้วยการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาโรงเรียนเอกชน พ.ศ. 2536 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้โรงเรียนมุ่งมั่นพัฒนา ยกระดับมาตรฐาน คุณภาพการศึกษาของตนเองให้มีประสิทธิภาพเป็นที่ยอมรับของชุมชน
ผู้บริหารโรงเรียน หมายถึง ผู้ดำรงตำแหน่งครูใหญ่ของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน
ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 สภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาเป็นแบบเลือกตอบ
ตอนที่ 3 ปัญหาในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษาเป็นแบบประเมินค่า
1.ขอหนังสือจากโครงการปริญญาโท สาขาการบริหารการศึกษาภาคพิเศษ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อขอความร่วมมือไปยังโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา
2.ส่งแบบสอบถามให้ประชากรในการวิจัยโดยทางไปรษณีย์ จำนวน 112 ฉบับ ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2543 ถึงวันที่ 27 มกราคม 2544 รวมเป็นเวลา 34 วัน และได้รับแบบสอบถามตอบกลับคืนมา จำนวน 104 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 92.86
1.นำแบบสอบถามที่ได้รับคืนมาตรวจสอบความสมบูรณ์
2.วิเคราะห์ข้อมูล แจกแจงความถี่ และหาค่าร้อยละในการศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา และนำเสนอในรูปตารางประกอบคำบรรยาย
3.นำผลที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลมาอภิปรายผล
ผลการวิจัยสภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชนที่มีขนาดใหญ่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา พบว่า โรงเรียนส่วนใหญ่ร้อยละ 95 มีการบริหารงานวิชาการครบทั้ง 9 ด้าน ดังนี้คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร การจัดครูผู้สอน ด้านการพัฒนาการเรียนการสอน ด้านสื่อการเรียนการสอน ด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียน ด้านห้องสมุด ด้านการนิเทศภายใน ด้านการวางแผนงานวิชาการ ด้านการจัดบรรยากาศในโรงเรียนเพื่อเสริมสร้างการเรียนรู้ ปัญหาการบริหารงานวิชาการ พบว่า โดยเฉลี่ยมีโรงเรียนเพียงร้อยละ 5.00 ที่ประสบปัญหาการบริหารงานวิชาการทั้ง 9 ด้าน ข้อเสนอแนะทั่วไป
1.โรงเรียนที่ได้รับการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา ผู้ปกครองส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ และเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ และบุคลากรในโรงเรียนมีความรู้ มีความพร้อม โรงเรียนควรจัดประชุมผู้ปกครองเป็นกลุ่มย่อย เพื่อให้ผู้ปกครองที่มีความรู้ความสามารถ มีส่วนร่วมจัดทำข้อมูลพื้นฐานชุมชน เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตร โดยการเชิญวิทยากรที่มีความรู้มาให้การอบรมให้ข้อเสนอแนะ ผู้บริหารต้องจัดเวลาติดตาม ประเมินผล ปรับปรุง แก้ไขการใช้หลักสูตรที่จัดให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนอย่างต่อเนื่องและจริงจัง
2.โรงเรียนควรจัดกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของหน่วยงาน เช่น กิจกรรมที่เสริมสร้างความสามัคคี สวัสดิการ อื่น ๆ ที่พึงจะได้รับ รวมทั้งการพัฒนาบุคลากร โรงเรียนต้องจัดสรรเรื่องงบประมาณการใช้จ่าย เพื่อสภาพคล่องควรจัดครูสำรอง เพื่อทดแทนครูที่ลาออกระหว่างปีจะทำให้การสอนต่อเนื่องไปด้วยดี
3.โรงเรียนพัฒนาการสอนได้โดยสนับสนุนส่งเสริมความก้าวหน้าของครู เช่น การอบรม การนำเทคนิคใหม่ ๆ มาใช้สอน ได้แก่ การวิจัยในชั้นเรียน เป็นต้น การส่งครูเข้ารับการอบรม เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ครูได้มีความกระตือรือร้นและผู้บริหารต้องประเมินครูที่ไปอบรมมาแล้วว่าได้รับผลและนำมาปรับใช้งานในด้านใดบ้างโรงเรียนกำหนดผลสัมฤทธิ์ในแต่ละกลุ่มวิชา ได้คะแนนเฉลี่ยอย่างน้อยร้อยละ 70 และสูงขึ้นไปเพื่อกระตุ้นให้ครูและนักเรียนได้พัฒนาอย่างสม่ำเสมอ
4.หน่วยงานที่ควบคุมการดูแลการจัดการประถมศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ควรจัดอบรมให้ความรู้แก่ครูด้านการวัดผลและประเมินผล ข้อสอบที่วัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนในระดับประถม 1 ภาคเรียนควรใช้ข้อสอบกลางระดับประเทศวัดผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน เพื่อทดสอบว่าโรงเรียนได้คุณภาพอยู่ในระดับใด
5.ผู้บริหารควรกระตุ้นให้ครูได้ใช้ห้องสมุดครูเพื่อการค้นคว้า การรับบริจาคหนังสือจากผู้ปกครอง ก็เป็นส่วนเพิ่มหนังสือในห้องสมุดได้ และการเปิดโอกาสให้ชุมชนมาใช้บริการห้องสมุดเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อชุมชน และชุมชนได้ทราบความเคลื่อนไหว อีกทั้งยังช่วยประเมินผลการใช้ห้องสมุด
6.ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิธีสอนของครู ผู้บริหารต้องติดตามผลปรับปรุงบรรยากาศที่เกื้อกูลต่อการเรียนการสอนของนักเรียน เพื่อให้เกิดความรักความอบอุ่นในโรงเรียน ครูใหญ่เป็นส่วนสนับสนุนที่สำคัญ เพราะสภาพการจัดบรรยากาศที่ดีช่วยทำให้งานวิชาการสมบูรณ์ยิ่งขึ้น เด็กจะเรียนรู้ได้เร็ว ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนส่วนใหญ่จะดีตามกันไปด้วย
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1.การปฏิบัติงานของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน เป็นโรงเรียนที่มีความพร้อมด้านการปฏิบัติงานวิชาการครบทุกด้าน บริหารงานได้เต็มศักยภาพ แต่ยังพบว่า มีโรงเรียนบางส่วนนักเรียนขาดวินัยในการเรียน การวิจัยครั้งต่อไปจึงควรได้มีการวิจัยศึกษาเรื่อง วินัยในการเรียนที่เสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ด้านงานวิชาการของโรงเรียนประถมศึกษาเอกชน
2. ควรศึกษาปัจจัยที่จำเป็นที่ทำให้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ควรปฏิบัติ เช่น การบรรจุครูที่มีวุฒิต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น การจัดห้องสมุด 3. ควรศึกษาปัญหาที่ทำให้ไม่สามารถจัดครูเข้าสอนตรงตามวุฒิและความต้องการของโรงเรียน 4. ควรศึกษาการกำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำของภาพรวม และเฉพาะประเด็นที่เป็นจุดผ่านการรับรองมาตรฐานคุณภาพการศึกษา 2544 y46ku047 อนุมัติ 866 - 0 5047 The Academic Administration of Private Primary Schools with and English Program การบริหารงานวิชาการ โรงเรียนเอกชน โครงการใช้ภาษาอังกฤษ ปี2543 นางสาวนิพัทธา รสจันทร์ Ms.Nipatta Rosjan ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2543 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด วิทยาเขตบางเขน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ได้รับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการมาปฏิบัติโดยแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งในการนี้มีโรงเรียนเอกชนที่มีความพร้อมทั้งประเภทสามัญและอาชีวศึกษา ได้จัดทำโครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน (English Program) และได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการให้เปิดรับนักเรียนเข้าเรียนในโครงการนี้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2538 จนถึงปีการศึกษา 2542 มีจำนวนทั้งสิ้น 36 แห่ง โดยในจำนวนนี้เป็นโรงเรียนที่เปิดสอนในระดับชั้นประถมศึกษาอยู่ 22 แห่ง กระจายอยู่ในพื้นที่ต่าง ๆ ของกรุงเทพมหานคร 10 แห่ง ปริมณฑล 3 แห่ง นอกนั้นอยู่ในส่วนภูมิภาค (กองโรงเรียนนโยบายพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน, 2542 : 2)
โรงเรียนเอกชนที่เปิดสอนโครงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน มีส่วนอย่างมากในการพัฒนาการศึกษาที่มีลักษณะเป็นระบบนานาชาติในประเทศไทย ทั้งยังมีลักษณะที่แตกต่างไปจากโรงเรียนเอกชนสามัญทั่วไป กล่าวคือ จัดการเรียนการสอนทุกระดับ ทุกวิชาตามหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการเป็นภาษาอังกฤษ อีกทั้งใช้ครูผู้สอนและเอกสารตำราเรียน แบบเรียน หนังสืออ่านประกอบจากต่างประเทศ เว้นแต่วิชาภาษาไทยและวิชาในหมวดสังคมศึกษาที่ว่าด้วยเรื่องของประเทศไทย วัฒนธรรมไทย พระพุทธศาสนา และกฎหมายไทย ให้สอนด้วยภาษาไทย โดยครูไทย (วรรณสาร, 2542๗
ด้วยเหตุผลที่ว่าการบริหารงานวิชาการเป็นหัวใจสำคัญ เป็นงานหลักของการบริหารโรงเรียน มาตรฐานและคุณภาพของโรงเรียนจะพิจารณาได้จากผลงานด้านวิชาการ เพราะจุดมุ่งหมายของงานวิชาการอยู่ที่การเสริมสร้างนักเรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพโดยแท้จริง กล่าวคือ ให้เป็นผู้มีความสมบูรณ์พร้อมทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม และเหตุที่เลือกศึกษาในระดับประถมศึกษานั้น ก็เป็นเพราะการจัดการศึกษาในระดับประถมศึกษาเป็นระดับที่มีความสำคัญยิ่งต่อการพัฒนาบุคลากร เนื่องจากเป็นการศึกษาสำหรับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญในการสร้างความมั่นคงและความก้าวหน้าของชาติ อีกทั้งยังเป็นการศึกษาภาคบังคับอีกด้วย ถ้าการศึกษาในระดับประถมศึกษามีคุณภาพ ก็หมายถึงประชาชนส่วนใหญ่มีคุณภาพเช่นกัน
สืบเนื่องมาจากเหตุผลดังที่กล่าวข้างต้น อันเป็นมูลเหตุที่น่าทำการศึกษาว่าโรงเรียนที่เปิดสอนโครงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน โดยยึดถือหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ มีการจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาอังกฤษนั้น จะมีการบริหารงานวิชาการเป็นเช่นไร และเมื่อดำเนินการบริหารแล้วพบปัญหาในเรื่องใดบ้าง ในฐานะที่ผู้วิจัยเป็นผู้บริหารโรงเรียนเอกชนจึงมีความสนใจที่จะศึกษาสภาพและปัญหาในการดำเนินการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนดังกล่าว
อนึ่ง การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนที่เปิดสอนโครงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ยังก่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสภาพการบริหารงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาภายในโรงเรียน อันเทียบได้ใกล้เคียงกับการจัดการศึกษานานาชาติ ซึ่งผลของการวิจัยที่ได้นอกจากจะใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารโรงเรียนในการพัฒนาประสิทธิภาพของการบริหารงานวิชาการให้ดียิ่งขึ้นแล้ว ผลการวิจัยยังเป็นข้อความรู้ใหม่ อันจะเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาของไทย ในการที่ผู้บริหารโรงเรียนจักได้นำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทาง สำหรับการพัฒนาและปรับปรุงการศึกษาของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
1. ความหมายและความสำคัญของการบริหารงานวิชาการ
2. การบริหารงานวิชาการ
3. ภาษาอังกฤษในฐานะเป็นภาษาที่สอง
4. การใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอนในโรงเรียน
5. โรงเรียนเอกชนที่เปิดสอนโครงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาที่เปิดสอนโครงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารและผู้ช่วยผู้บริหารฝ่ายวิชาการของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาที่เปิดดำเนินการตามโครงการ จำนวน 22 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 44 คน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ สภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาที่เปิดสอนโครงการใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอน ด้านต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ คือ
1. หลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
2. สื่อการเรียนการสอน
3. การจัดการเรียนการสอน
4. การนิเทศการศึกษา
5. กิจกรรมเสริมหลักสูตร
6. งานห้องสมุด
7. การวัดผลและประเมินผล
ตัวแปรตาม
การบริหารงานวิชาการ หมายถึง การที่ผู้บริหารโรงเรียนดำเนินการหรือปฏิบัติงานที่เกี่ยวกับงานวิชาการ ในเรื่องหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ สื่อการสอน การจัดการเรียนการสอน การนิเทศการศึกษา กิจกรรมเสริมหลักสูตร งานห้องสมุด และการวัดผลประเมินผล
โครงการ หมายถึง โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอนในโรงเรียนเอกชน ภายใต้การกำกับ ดูแลและส่งเสริมของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน
หลักสูตร หมายถึง หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการตามระดับชั้นที่เปิดสอน ในที่นี้ คือ หลักสูตรประถมศึกษา พุทธศักราช 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533)
โรงเรียน หมายถึง โรงเรียนเอกชนระดับประถมศึกษาในโครงการที่มีการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ
ผู้บริหาร หมายถึง ผู้บริหารโครงการ คือ ผู้รับใบอนุญาต ผู้อำนวยการ ครูใหญ่
ผู้ช่วยผู้บริหาร หมายถึง ผู้ช่วยผู้อำนวยการ หรือ ผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายวิชาการของโรงเรียน
ครูผู้สอน หมายถึง ครูชาวต่างประเทศและครูชาวไทยที่ทำหน้าที่สอนตามระเบียบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ว่าด้วยครูผู้สอนในโครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อการสอนในโรงเรียนเอกชน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 สอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามและสภาพทั่วไปของโรงเรียน มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบและเติมข้อความ
ตอนที่ 2 สอบถามสภาพการปฏิบัติและปัญหาในการบริหารงานวิชาการของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) โดยมีระดับการปฏิบัติ 3 ระดับ คือ น้อย ปานกลาง มาก และระดับปัญหา 3 ระดับ คือ น้อย ปานกลาง มาก โดยแยกเป็นคำถามให้ครอบคลุมเนื้อหา 7 ด้าน คือ
1. หลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้
2. งานสื่อการเรียนการสอน
3. การจัดการเรียนการสอน
4. การนิเทศการศึกษา
5. กิจกรรมเสริมหลักสูตร
6. งานห้องสมุด
7. การวัดและประเมินผล
1. ผู้วิจัยขอหนังสือจากโครงการปริญญาโทสาขาการบริหารการศึกษาภาคพิเศษ ภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อนำส่งแบบสอบถามให้กับประชากรเป้าหมายด้วยตนเองและจัดส่งทางไปรษณีย์ จำนวน 44 ฉบับ พร้อมทั้งกำหนดวันนัดหมายในการเก็บแบบสอบถามคืน
2. ติดตามแบบสอบถามที่ยังไม่ได้รับคืนจากโรงเรียนของประชากร โดยติดต่อทางโทรศัพท์แล้วส่งแบบสอบถามให้อีกครั้งหนึ่ง
3. ผู้วิจัยรวบรวมแบบสอบถามที่ได้รับคืนมาจากประชากร จำนวน 41 ฉบับ คิดเป็นร้อยลุ 93.18 ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล วันที่ 26 ธันวาคม 2542 – วันที่ 25 มกราคม 2543
ผู้วิจัยนำแบบสอบถามที่ได้รับคืนมาตรวจสอบความสมบูรณ์ นำข้อมูลมาแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ แล้วนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง ผลการวิจัยพบว่า 1) โรงเรียนส่วนใหญ่ปฏิบัติกิจกรรมการบริหารงานวิชาการครบทั้ง 7 ด้าน อยู่ในระดับมาก ได้แก่ การจัดเตรียมครูชาวต่างประเทศให้มีจำนวนเพียงพอต่อการดำเนินโครงการ การส่งเสริมให้ครูใช้สื่อการสอนอย่างคุ้มค่า การสำรวจความรู้พื้นฐานความสามารถพิเศษและความถนัดของครูก่อนจัดครูเข้าสอน การจัดปฐมนิเทศครูใหม่ให้เข้าใจเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ การดำเนินการจัดกิจกรรมลูกเสือ เนตรนารี โฮมรูม หรือกิจกรรมเกี่ยวกับวันสำคัญต่าง ๆ การจัดให้มีเอกสาร สิ่งพิมพ์ หนังสืออ่านประกอบที่เป็นภาษาอังกฤษ และการจัดหาอุปกรณ์เพื่อจัดทำเครื่องมือประเมินผลทักษะการฟัง พูด ด่าน เขียน ภาษาดังอังกฤษของนักเรียนที่มีมาตรฐาน 2) ปัญหาในการปฏิบัติกิจกรรมการบริหารงานวิชาการส่วนใหญ่พบในระดับปานกลาง ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับการจัดเตรียมครูชาวต่างประเทศให้มีจำนวนเพียงพอต่อการดำเนินโครงการ การอำนวยความสะดวกต่อการใช้ การจัดเก็บ การซ่อมแซมสื่ออย่างเป็นระบบ การร่วมกับครูผู้สอนตรวจสอบความครบถ้วนของเนื้อหาแต่ละกลุ่มวิชาให้สอดคล้องกับหลักสูตร การเยี่ยมชั้นเรียนและสังเกตการสอนพร้อมทั้งให้คำชมเชย ให้คำปรึกษาแนะนำเพื่อแก้ไขปัญหา การสนับสนุนนักเรียนให้ดำเนินการจัดกิจการเสริมหลักสูตร เช่น สภานักเรียน ชุมชนหรือชมรมต่าง ๆ การส่งเสริมให้ครูใช้ห้องสมุดจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการแนะนำให้ครูนำผลการประเมินไปใช้ปรับปรุงการเรียนการสอน ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้พบว่า โรงเรียนยังมีปัญหาด้านบุคลากรและการสร้างความเข้าใจในหลักสูตรให้กับครูซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ ดังนั้นกองโรงเรียนนโยบายพิเศษ หรือกระทรวงศึกษาธิการควรจะมีบทบาทในการประสาน ติดต่อจัดหาครูชาวต่างประเทศที่มีคุณวุฒิ ความรู้ ความสามารถตามความต้องการของโรงเรียน นอกจากนี้กองโรงเรียนนโยบายพิเศษและกระทรวงศึกษาธิการยังควรเป็นหน่วยงานที่จัดอบรมและพัฒนาครูคนไทยให้มีความรู้
2. กิจกรรมเสริมหลักสูตร พบว่า ผู้บริหารมีการสนับสนุนให้นักเรียนดำเนินการจัดกิจกรรมหลักสูตร เช่น สภานักเรียน ชุมนุม หรือชมรมต่าง ๆ อยู่ในระดับน้อย ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนควรให้ความสำคัญ ให้การยอมรับ และเปิดโอกาสให้นักเรียนสามารถดำเนินกิจกรรมบางกิจกรรมได้ด้วยตนเอง นอกจากนี้ควรมีการมอบหมายแต่งตั้งให้มีครูเป็นที่ปรึกษาให้กับนักเรียน
3. งานห้องสมุด พบว่า ผู้บริหารโรงเรียนสนับสนุนส่งเสริมให้ครูใช้ห้องสมุดเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนการสอน มีการปฏิบัติในระดับน้อย ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนควรกระตุ้นให้ครูได้ตระหนักถึงความสำคัญในการพัฒนาตนเอง โดยการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากห้องสมุด เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนให้ดียิ่งขึ้น
4. การวัดผลและประเมินผลพบว่า การแนะนำให้ครูนำผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงการเรียนการสอน มีการปฏิบัติในระดับน้อย ดังนั้น ผู้บริหารโรงเรียนควรจัดประชุมครู ชี้แจงแนวทางการปฏิบัติอย่างมีขั้นตอน และชี้แนะให้เห็นถึงประโยชน์ในการนำผลการประเมินไปปรับใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอน ควรมีการดำเนินการในทุกระดับชั้นอย่างต่อเนื่อง
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
เนื่องจากการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารโรงเรียน English Program ในภาพรวม ดังนั้น ควรมีการวิจัยเจาะลึกในรายละเอียดถึงสภาพและปัญหาในการบริหารงานวิชาการเฉพาะด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการจัดการเรียนการสอน ซึ่งข้อมูลที่ได้ควรมาจากประชากรและกลุ่มตัวอย่างจากผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครองนักเรียนเพื่อให้ข้อมูลที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
2543 y46ku030 อนุมัติ 965 - 0 5051 Academic Affairs Administration According to St. Gabriel Educational Standards in Schools of Gabrielite Foundation, Thailand การบริหารงานวิชาการ เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพ เซนต์คาเบรียล ปี2543 นางเฉลียว เหล่าสุทธิ Mrs.Chaliaw Laosutthi ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2543 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด วิทยาเขตบางเขน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โรงเรียนเอกชนมีผู้ดำเนินการจัดอยู่หลายหน่วยงาน หน่วยงานหนึ่งคือ มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ภายใต้การควบคุมของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเปิดสอนในระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา มุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาโดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษา ซึ่งมีทั้งหมด 13 โรงเรียน ครอบคลุมพื้นที่หลายภาคได้แก่ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออกและภาคกลาง มีการบริหารงานทำงานเป็นทีม และพัฒนาเชิงรุกอยู่ตลอดเวลา โดยผู้บริหารซึ่งได้แก่ผู้อำนวยการ อาจารย์ใหญ่ ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ฝ่ายต่าง ๆ และผู้ร่วมบริหาร เช่น หัวหน้าหมวด หัวหน้าหน่วยงานได้ร่วมกันจัดทำเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาขึ้นเรียกว่า “เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียล” (มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย, 2541 : คำนำ)
เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียลเป็นการมุ่งเน้นจัดการศึกษาให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นและสร้างความมั่นใจเชื่อถือศรัทธาแก่นักเรียน ผู้ปกครองและชุมชนที่ได้ส่งบุตรหลานเข้ามาศึกษาในโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เกณฑ์มาตรฐานนี้ได้เริ่มปฏิบัติตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา มีองค์ประกอบทั้งหมด 7 องค์ประกอบ คือ ด้านการบริหารทั่วไป ด้านธุรการ ด้านการเงิน ด้านวิชาการ ด้านปก๗ครอง ด้านกิจกรรม ด้านบริการ (มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย, 2541 15 – 16) และนโยบายของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ ดังที่ ศิริชัย ฟอนซิกา (2540 : 11) ประธานกรรมการการศึกษามูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย ได้กล่าวว่า “…ประการที่สามเน้นความเป็นเลิศทางวิชาการผ่านการบูรณาการทางวิชาการ…” รวมทั้ง อุทัย บุญประเสริฐ (2540 : 5) กล่าวว่า “…งานวิชาการเป็นหัวใจในการทำงานของโรงเรียน งานวิชาการเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จ…” จึงอาจกล่าวได้ว่างานวิชาการเป็นงานหลักของโรงเรียน
งานวิชาการเป็นงานสำคัญอย่างยิ่งตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียล พ.ศ. 2540 ซึ่งประกอบด้วย งานบริหารฝ่ายวิชาการ งานหลักสูตร งานการเรียนการสอน งานวัดผล – ประเมินผล งานนิเทศการสอน งานชมรม/ชุมนุม (มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย 2541 : 16) ผู้ที่จะรับนโยบายงานวิชาการไปปฏิบัติได้ดีก็คือครูผู้สอน เพราะครูผู้สอนเป็นบุคคลสำคัญที่ใกล้ชิดงานวิชาการ เป็นผู้นำแนวทางการใช้หลักสูตรไปจัดการเรียนการสอนนักเรียนให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 44 (กระทรวงศึกษาธิการ, 2542 : 33) ได้กำหนดให้สถานศึกษาเอกชนตามมาตรา 18 (2) เป็นนิติบุคคล และมีครูเป็นคณะกรรมการบริหารด้วย ครูผู้สอนจึงเกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิชาการโดยตรง
เพื่อให้เกณฑ์มาตรฐานและคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียล ได้ดำเนินการไปอย่างมีปริสิทธิภาพในปีการศึกษา 2542 มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยได้จัดให้มีคณะกรรมการตรวจเยี่ยมโรงเรียนทั้ง 13 โรงเรียน ซึ่งประกอบด้วย ผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่ หัวหน้าฝ่าย หัวหน้าหน่วยงานและครูผู้สอน โดยศึกษาจากเอกสารประเมินตนเอง ของแต่ละโรงเรียนและพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้บริหารและผู้ร่วมบริหาร เพื่อให้โรงเรียนได้มองเห็นแนวทางในการบริหารงานและพัฒนาโรงเรียนโดยเสร็จสิ้นการตรวจเยี่ยมเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2542
อย่างไรก็ตาม ผู้วิจัยเห็นว่าในเมื่อผู้บริหารและผู้ร่วมบริหารเห็นความสำคัญของงานวิชาการและได้รับคำชี้แจงแนวปฏิบัติเพื่อการบริหารโรงเรียนให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียลแล้ว น่าจะศึกษาการรับรู้ของครูผู้สอนด้วยว่าการบริหารงานวิชาการมีสภาพและปัญหาอะไรบ้าง เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนามาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียล และเป็นที่ยอมรับของหน่วยงานภายนอก รวมทั้งช่วยให้โรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยได้รักษามาตรฐานคุณภาพของการศึกษา ให้คงไว้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอตลอดไป
1. ความหมายของการบริหารงานวิชาการ
2. ความสำคัญของการบริหารงานวิชาการ
3. การบริหารงานวิชาการตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียล
4. โรงเรียนและมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียลตามการรับรู้ของครูผู้สอน
2. เพื่อศึกษาปัญหาของการบริหารงานวิชาการตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียลตามการรับรู้ของครูผู้สอน
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ครูผู้สอนโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย จำนวน 13 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 1,800 คน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่
1. ขนาดของกลุ่มตัวอย่าง ใช้ตาราของ krejcie และ Morgan (อ้างถึงใน บุญชม, 2535 : 40) จากประชากร 1,800 คน ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 317 คน
2. วิธีการสุ่มตัวอย่าง ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (purposive sampling) (บุญธรรม, 2536 : 13) ส่งแบบสอบถามให้ผู้อำนวยการของแต่ละโรงเรียน ผู้อำนวยการมอบหมายให้กับผู้รับผิดชอบแจกแบบสอบถามให้กับครูผู้สอนแต่ละคน
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การรับรู้เกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของครูผู้สอนตามเกณฑ์มาตรฐานการศึกษาเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2540
ตัวแปรตาม ได้แก่ -
การบริหารงานวิชาการ หมายถึง กระบวนการบริหารกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับงานบริหารฝ่ายวิชาการ งานหลักสูตร งานการเรียนการสอน งานวัดผล – ประเมินผล งานนิเทศการสอน และงานชมรม/ชุมนุม ของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
เกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียล หมายถึง สภาพที่พึงประสงค์ทั้งในเชิงคุณภาพหรือปริมาณ ซึ่งแสดงได้โดยประสิทธิภาพของโรงเรียนในการพัฒนานักเรียนตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
โรงเรียนในเครือมูลนิธิเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย หมายถึง โรงเรียนเอกชนภายใต้การควบคุมดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ ที่มูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทยเป็นเจ้าของจัดสอนระดับประถมศึกษาและ/ หรือระดับมัธยมศึกษามีจำนวน 13 โรงเรียน
ผู้บริหารโรงเรียน หมายถึง ผู้อำนวยการโรงเรียน อาจารย์ใหญ่หรือผู้ช่วยอาจารย์ใหญ่โรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
ผู้ร่วมบริหารโรงเรียน หมายถึง ผู้ที่มีตำแหน่งหรือรักษาการในตำแหน่งหัวหน้าหมวดวิชา/หัวหน้าหน่วยงานต่าง ๆ ของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
ครูผู้สอน หมายถึง บุคลากรที่ผู้อำนวยการแต่งตั้งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้สอนโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
งานบริหารฝ่ายวิชาการ หมายถึง การกำหนดโครงสร้างการบริหารฝ่ายวิชาการกำหนดบทพรรณนางานและแนวทางการปฏิบัติงานของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
งานหลักสูตร หมายถึง การดำเนินการให้มีการวิเคราะห์หลักสูตรปรับเนื้อหา จัดกิจกรรมและหลักสูตรที่ต้องการเน้น มีการจัดทำโครงการสอน / กำหนดการสอนและแผนการสอน / บันทึกการสอนของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
งานการเรียนการสอน หมายถึง การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนตามแผนการสอน/บันทึกการสอน มีการสอนและใช้สื่อเหมาะสมกับเนื้อหาวิชาโดยเน้นนักเรียนเป็นศูนย์กลาง มีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนศึกษาค้นคว้าและปฏิบัติได้ด้วยตนเองของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
งานวัดผล – ประเมินผล หมายถึง การประเมินผลการเรียนการสอนและพัฒนาการของนักเรียนอย่างเป็นระบบของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
งานนิเทศการสอน หมายถึง การนิเทศการสอนอย่างเป็นระบบต่อเนื่องและนำผลมาพัฒนากระบวนการเรียนการสอนของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
งานชมรม/ชุมนุม หมายถึง การจัดกิจกรรมชมรม / ชุมนุม ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความสามารถของนักเรียน เพื่อให้นักเรียนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม โดยแบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามมีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ (checklist)
ตอนที่ 2 สภาพการบริหารงานวิชาการตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียล มีลักษณะเป็นมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale)
ตอนที่ 3 ปัญหาการบริหารงานวิชาการตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียล มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการ รายการ (checklist) และแบบปลายเปิด (open - ended)
1. ขอหนังสือแนะนำจากภาควิชาการศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพื่อนำไปประกอบการขออนุญาตเก็บข้อมูล และส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์โดยมีหนังสือนำจากประธานกรรมการบริหารมูลนิธิฯ ถึงผู้อำนวยการของแต่ละโรงเรียน เพื่อขอความร่วมมือในการแจกแบบและเก็บแบบสอบถามส่งคืนผู้วิจัยทางไปรษณีย์และ/หรือไปรับคืนด้วยตนเอง
2. ติดตามทวงแบบสอบถามที่ยังไม่ได้คืนจากแต่ละโรงเรียนโดยติดต่อทางโทรศัพท์ แล้วขอความร่วมมือเก็บแบบสอบถามส่งคืนผู้วิจัยทางไปรษณีย์ หรือไปรับคืนด้วยตนเอง
3. ระยะเวลาการเก็บรวบรวมข้อมูล 44 วัน ตั้งแต่วันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ถึงวันที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2543
4. ส่งแบบสอบถามไปทั้งสิ้น 317 ฉบับ ได้รับคืน 303 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 95.58 และเป็นแบบสอบถามที่สมบูรณ์ จำนวน 246 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 81.19
ผู้วิจัยนำแบบสอบถามตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม แล้วนำข้อมูลมาแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ และนำเสนอในรูปตารางประกอบความเรียง ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียล มีการปฏิบัติตามปฏิทินการปฏิบัติของฝ่ายวิชาการ จัดทำแผนการสอน/บันทึกการสอน มีการประกาศชื่อเสียงเกียรติคุณนักเรียนที่มีผลงานดีเด่น และดำเนินการจัดสอนซ่อมเสริมอยู่ในระดับมาก และปฏิบัติตามคำแนะนำของคณะกรรมการการนิเทศการสอน และมีการจัดทำบัญชีรายรับ – จ่ายของชมรม/ชุมนุม อยู่ในระดับปานกลาง 2) ปัญหาของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน มีการแจ้งระเบียบ ประกาศ คำสั่งที่กระชั้นชิดเกินไป ครูมีภาระงานสอนมากทำให้ไม่มีเวลาปรับปรุงหลักสูตร มีงานและโครงการมากเกินไป ครูขาดความรู้ในการวิเคราะห์ข้อสอบ ขาดผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการนิเทศการสอน และสถานที่ของชมรม/ชุมนุมไม่เหมาะสม ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. งานบริหารฝ่ายวิชาการ พบว่า มีปัญหามากที่สุด คือมีการแจ้งระเบียบ ประกาศ คำสั่ง ที่กระชั้นชิดเกินไป และพบว่ามีการปฏิบัติตามระเบียบ ประกาศ คำสั่งอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น ผู้บริหารควรแจ้งระเบียบ ประกาศ คำสั่งของด้านงานฝ่ายบริหารวิชาการล่วงหน้า เพื่อครูผู้สอนจะได้มีเวลาในการเตรียมตัวในการปฏิบัติงานได้มากกว่าที่ปฏิบัติอยู่
2. งานหลักสูตร พบวา มีปัญหามากที่สุด คือ ครูมีภาระงานสอนมากทำให้ไม่มีเวลาปรับปรุงหลักสูตร ดังนั้น ผู้บริหารควรจัดประชุม แนะนำวิธีการการปรับปรุงหลักสูตรอย่างเป็นระเบียบ โดยเชิญผู้มีประสบการณ์หรือเชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงหลักสูตรมาบรรยายและสาธิตในห้องประชุมพร้อมกันบ่อย ๆ
3. งานการเรียนการสอน พบว่า มีปัญหามากที่สุด คือ ครูผู้สอนมีงานและโครงการมากเกินไป และพบว่าจัดการเรียนการสอนโดยเปิดโอกาสให้นักเรียนมีส่วนร่วมในการปฏิบัติอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น ผู้บริหารควรให้ครูผู้สอนและนักเรียนมีส่วนร่วมในการจัดงานและโครงการ ให้มีเฉพาะโครงการที่สำคัญ ๆ พอเหมาะกับภาระงานของครูผู้สอน
4. งานวัดผล – ประเมินผล พบว่า มีปัญหามากที่สุด คือ ครูขาดความรู้ในการวิเคราะห์ข้อสอบ และพบว่าดำเนินการวิเคราะห์ข้อสอบอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น ผู้บริหารควรจัดตั้งให้มีคณะกรรมการในการวิเคราะห์ข้อสอบ พร้อมทั้งให้คณะกรรมการวิเคราะห์ข้อสอบให้เสนอแนะเกี่ยวกับการวิเคราะห์ข้อสอบแก่ครูผู้สอนทุกหมวดวิชา หรือเชิญวิทยากรมาให้ความรู้แก่ครูในเรื่องการวิเคราะห์ข้อสอบ
5. งานนิเทศการสอน พบว่า มีปัญหามากที่สุด คือ ขาดผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการนิเทศการสอน และพบว่าศึกษาคู่มือการนิเทศอยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น ผู้บริหารควรเชิญผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ด้านการนิเทศมาบรรยายและสาธิตเกี่ยวกับการนิเทศอย่างเป็นระบบ หรือผู้บริหารอัดเทปวีดีโอ จากการไปเยี่ยมชมโรงเรียนที่มีความพร้อมในการจัดการศึกษามาเปิดให้ครูชมพร้อม ๆ กันทั้งโรงเรียนบ่อย ๆ พร้อมทั้งในแต่ละปีการศึกษา ควรให้ครูผู้สอนได้ไปเยี่ยมชมโรงเรียนดีเด่นในด้านการจัดการเรียนการสอน อีกทั้งให้ครูผู้สอนได้ศึกษาคู่มือการนิเทศให้มากกว่าที่ปฏิบัติอยู่
6. งานชมรม/ชุมนุม พบว่า มีปัญหามากที่สุด คือ สถานที่ของชมรม/ชุมนุม ไม่เหมาะสม และพบว่ามีการจัดประชุมคณะกรรมการชมรม/ชุมนุม อยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น ผู้บริหาร ครูผู้สอน และนักเรียนควรร่วมปรึกษาหารือกันว่าควรจะมีชมรมอะไรบ้างที่จัดแล้วเหมาะสมกับสถานที่ที่มีอยู่ จัดบรรยากาศแห่งการเรียนของแต่ละชมรมให้น่าสนใจ
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
ควรเปรียบเทียบการรับรู้ของครูผู้สอน และผู้บริหารโรงเรียนเกี่ยวกับสภาพและปัญหาการบริหารงานวิชาการตามเกณฑ์มาตรฐานคุณภาพการศึกษาเซนต์คาเบรียล ของโรงเรียนในเครือมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย
2543 y46ku034 อนุมัติ 1677 - 0 6184 Academic Administration in the United Campuses of Maha Mangala : A Case Study of Anuban Schools under the Office of Maha Sarakham Provincial Primary Education การบริหารงานวิชาการ ปี2545 นายพงษ์สวัสดิ์ ธีรภัคสิริ Mr. Pongsawat Theerapaksiri อาจารย์ใหญ่ ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏมหาสารคาม
71 หมู่ 3 ต.เขวาไร่ อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม 44170
โรงเรียนอนุบาลนาเชือกมหามงคล ต.นาเชือก อ.นาเชือก จ.มหาสารคาม โทร (043) 779249 ทำวิจัยเสร็จ ปี 2545 วิทยานิพนธ์ สถาบันราชภัฏมหาสารคาม บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏมหาสารคาม สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติตระหนักถึงสภาพปัญหาการดำเนินงานด้านวิชาการของโรงเรียนในสังกัด จึงได้นำโครงการโรงเรียนเครือข่ายมาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพงานการเรียนการสอน และพัฒนางานวิชาการ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคามได้ดำเนินงานตามแนวนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ โดยคัดเลือกโรงเรียนในสังกัดที่มีความพร้อมมีมาตรฐานอำเภอละ 1 โรงเรียน จากโรงเรียนทั้งหมด จำนวน 581 โรงเรียน ให้เป็นโรงเรียนศูนย์ได้คัดเลือกโรงเรียนที่เป็นศูนย์ จำนวน 13 โรงเรียน หลักการ คือ ให้เป็นโรงเรียนเครือข่ายในการช่วยเหลือ สนับสนุน บริการในการปฏิบัติงานด้านวิชาการแก่โรงเรียนในอำเภอของตนเอง ให้ครอบคลุมงานวิชาการทั้ง 9 ด้าน โดยมีเป้าหมาย ดังนี้
1. บุคลากรสายงานทุกระดับได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง และตรงตามต้องการ ตลอดจนมีส่วนร่วมในการพัฒนาตนเอง เพื่อก้าวสู่มาตรฐานสามารถปฏิบัติงานตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542
2. โรงเรียนและหน่วยงานบริหารทุกระดับ บริหารจัดการตามภารกิจ และปริมาณงานในความรับผิดชอบอย่างเหมาะสม และมีประสิทธิภาพสูงขึ้น
มาตรการ คือ
1. การพัฒนาเครือข่ายสหวิทยาเขตมหามงคล
1.1 บริหารจัดการร่วมกันในกลุ่มโรงเรียน เพื่อใช้วิทยาการร่วมกัน เช่น งานวิชาการ ธุรการ งานการเงิน บัญชี และพัสดุ เป็นต้น
1.2 ประสานร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อพัฒนาเครือข่ายสหวิทยาเขตมหามงคล
1.3 ส่งเสริมให้ใช้แผนเป็นเครื่องมือในการบริหารทุกระดับ โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และเกิดประโยชน์สูงสุด
1.4 แก้ไขระเบียบข้อบังคับ แนวปฏิบัติ เพื่อให้ดำเนินการสอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 (สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม. 2544 : 17-18)
การคัดเลือกโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม จำนวนทั้งสิ้น 13 โรง ซึ่งมีขนาดแตกต่างกัน ตามสภาพปริมาณงานของโรงเรียน เพราะโรงเรียนขนาดใหญ่จะมีความพร้อมในการจัดการเรียนการสอนมากกว่าโรงเรียนที่มีขนาดกลาง และขนาดเล็ก จึงมีนโยบายในการจัดรูปแบบโรงเรียนเครือข่ายให้มีการร่วมมือช่วยเหลือโรงเรียนที่มีความพร้อมน้อย ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดกลาง และขนาดเล็กมาเป็นโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล โรงเรียนที่ได้รับการคัดเลือกเป็นโรงเรียนเครือข่าย ได้ร่วมกันจัดการศึกษาให้เป็นแนวเดียวกัน และได้มีการร่วมกันจัดทำแผนการเรียนการสอนร่วมกัน การนิเทศติดตามผลร่วมกัน มีการวัดและประเมินผลร่วมกัน มีการจัดอบรมสัมมนาทุกปีการศึกษา ซึ่งมีโรงเรียนอนุบาลมหาสารคามเป็นแม่ข่ายในการให้ความช่วยเหลือเป็นวิทยากรให้คำแนะนำ จัดทำเอกสาร สื่อการเรียนการสอนเป็นตัวอย่างในระบบเครือข่ายการเรียนรู้ เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในเครือข่ายตลอดปีการศึกษา จึงทำให้โรงเรียนในเครือข่ายระดมทรัพยกำลังร่วมมือกันในการพัฒนางานวิชาการให้เกิดผลดีต่อคุณภาพนักเรียน ทุกกิจกรรมงานวิชาการ หากแต่ยังมีปัญหาด้านงบประมาณ ระยะแรกในการเข้าร่วมงานพัฒนาศักยภาพของตนเอง แต่ละโรงเรียนอยู่ในขณะนี้ (สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม. 2542 : 3)
การกระทำดังกล่าว น่าจะมีผลกระทบต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนในสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาลโดยตรง และควรจะได้รับทราบผลการบริหารงานวิชาการอย่างเป็นรูปธรรม
ดังนั้น การบริหารวิชาการโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล จึงควรได้รับการศึกษาวิจัย เพื่อให้สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม รวมทั้งผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้ใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการบริหารวิชาการโรงเรียนสหวิทยาเขตให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น
1. ความหมายและความสำคัญของงานวิชาการ
2. การบริหารงานวิชาการ
2.1 งานด้านหลักสูตร และการนำหลักสูตรไปใช้
2.2 งานด้านการจัดการเรียนการสอน
2.3 งานด้านวัสดุประกอบหลักสูตร และสื่อการเรียนการสอน
2.4 งานด้านวัดผลและประเมินผล
2.5 งานด้านห้องสมุด
2.6 งานด้านนิเทศภายใน
2.7 งานด้านการวางแผน และวิธีดำเนินการ
2.8 งานด้านส่งเสริมการสอน
2.9 งานด้านประชุมอบรมทางวิชาการ
3. โรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาล
4. การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม
1. เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานด้านวิชาการของโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม จำแนกตามขนาดของโรงเรียนเป็นรายด้าน และโดยรวม
2. เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานด้านวิชาการของโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม ที่มีขนาดโรงเรียนแตกต่างกัน โดยรายรวม และรายด้าน
โรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม ที่มีขนาดโรงเรียนต่างกัน มีการบริหารงานด้านวิชาการแตกต่างกันโดยรายรวม และรายด้าน การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหาร และครูผู้สอนในโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม จำนวน 324 คน แยกเป็นผู้บริหาร 13 คน ครูผู้สอน 311 คน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ เป็นผู้บริหาร และครูผู้สอนในโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม แยกเป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 13 คน ครูผู้สอนจำนวน 163 คน ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 176 คน จาก 13 โรงเรียน โดยใช้ตาราง Krejcie และ Morgan และใช้วิธีสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling)
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ขนาดของโรงเรียน จำแนกเป็น 1. โรงเรียนขนาดใหญ่
2. โรงเรียนขนาดกลาง
3. โรงเรียนขนาดเล็ก
ตัวแปรตาม ได้แก่ ระดับการปฏิบัติงานด้านวิชาการของผู้บริหาร และครูผู้สอน ในโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคลทั้ง 9 ด้าน
การบริหารงานวิชาการ หมายถึง การปฏิบัติงานด้านหลักสูตร และการนำหลักสูตรไปใช้ ด้านการเรียนการสอน ด้านวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ด้านวัดผลและประเมินผล ด้านห้องสมุด ด้านนิเทศการศึกษา ด้านวางแผนและกำหนดวิธีดำเนินการ ด้านส่งเสริมการสอน และด้านประชุมอบรมทางวิชาการ ให้สอดคล้องและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรประถมศึกษาในการพัฒนาการเรียนการสอนให้ได้ผลดี และมีประสิทธิภาพจำแนกเป็น 9 ด้าน ดังนี้ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2523 : 10-22)
1. งานด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ หมายถึง งานที่เกี่ยวกับการศึกษา ทำความเข้าใจหลักสูตรและเนื้อหาสาระของหลักสูตร การกำหนดนโยบายแผน และวัตถุประสงค์ในการนำแผนการสอน โครงการสอน คู่มือครู และกำหนดการสอนตามแนวหลักสูตรประถมศึกษาไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนสหวิทยาเชตมหามงคล
2. งานด้านการจัดการเรียนการสอน หมายถึง งานที่เกี่ยวข้องกับการจัดคนเข้าสอนประจำชั้น หรือประจำวิชา การจัดตารางสอน การควบคุมดูแลครู และอาจารย์ในการดำเนินการสอน และการจัดห้องสมุด และมุมหนังสือ
3. งานด้านวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน หมายถึง การจัดสร้างวัสดุทางการศึกษา ตลอดจนการคิดหาวิธีการ และเทคโนโลยีเหมาะสมแก่สภาพท้องถิ่น
4. งานด้านการวัดผลและประเมินผลการเรียน หมายถึง งานที่เกี่ยวกับการจัดการทำเครื่องมือวัดผล ตลอดจนการคิดหาวิธีการ และเทคโนโลยีเหมาะสมแก่สภาพท้องถิ่น
5. งานด้านห้องสมุด หมายถึง การดำเนินการเพื่อช่วยเหลือครู และบทเรียนสนับสนุนปรับปรุงวิธีการสอนให้มีประสิทธิภาพ
6. งานด้านนิเทศภายใน หมายถึง การดำเนินการเพื่อช่วยเหลือสนับสนุนส่งเสริมครูผู้สอนให้สามารถปรับปรุงพัฒนาวิธีการสอนให้มีประสิทธิภาพ
7. งานด้านวางแผนและกำหนดวิธีดำเนินงาน หมายถึง การกำหนดแนวทางการปฏิบัติ และการดำเนินการตามแนวทางดังกล่าวเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์
8. งานด้านส่งเสริมการสอน หมายถึง การดำเนินการที่เกี่ยวกับการเรียนการสอนให้ดี และมีประสิทธิภาพ ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิชาการที่พัฒนาก้าวหน้าอยู่ตลอดเวลา
9. งานด้านประชุมอบรมทางวิชาการ หมายถึง การส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรได้เพิ่มพูนความรู้ความชำนาญ และมีความสามารถเพิ่มขึ้นเพื่อให้งานมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยการฝึกอบรมศึกษาดูงาน
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นแบบสอบถามซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถามในเรื่องสถานภาพ จำนวน 2 ข้อ
ตอนที่ 2 เป็นข้อคำถามระดับการปฏิบัติงานด้านวิชาการของผู้บริหาร และครูผู้สอน จำนวน 40 ข้อ ซึ่งมีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วน โดยกำหนดปัญหา 5 ระดับ ครอบคลุมขอบข่ายของงานวิชาการ 9 ด้าน
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ แบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) จากผู้เชี่ยวชาญ ทำการปรับปรุงและนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์หาค่าความสอดคล้องรายข้อ โดยใช้ (Item-total Correlation) ซึ่งได้ข้อคำถามที่มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อตั้งแต่ .23 ถึง .86 และค่าความเชื่อมั่น ของแบบสอบถามในแต่ละด้าน และทั้งฉบับ โดยใช้ (-Coefficient) ของ Cronbach พบว่า แบบสอบถามด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ ด้านการเรียนการสอน ด้านวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ด้านวัดผลและประเมินผล ด้านห้องสมุด ด้านนิเทศภายใน ด้านการวางแผนและกำหนดวิธีการกำหนดการดำเนินการ ด้านส่งเสริมการสอน ด้านประชุมอบรมวิชาการ และทั้งฉบับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .89, .71, .89, .86, .76, .91, .89, .88, .88 และ .97 ตามลำดับ
1. ขอหนังสือจากบัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฏมหาสารคาม ไปยังสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม เพื่อขออนุมัติ และขอความร่วมมือในการดำเนินงานการวิจัย
2. นำหนังสือจากสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม ไปยังหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอ ดำเนินการส่งแบบสอบถามเพื่อการวิจัยให้ทางโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคลทุกโรงเรียนในสังกัด
3. กำหนดวัน เวลา ให้ส่งแบบสอบถามคืน โดยขอความร่วมมือให้ผู้บริหารโรงเรียน อาจารย์ใหญ่ และผู้อำนวยการโรงเรียน ให้ส่งแบบสอบถามคืนที่สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ ในวันส่งหนังสือหรือวันประชุมประจำเดือน
4. ผู้วิจัยเดินทางไปรับแบบสอบถามการวิจัยดังกล่าว ที่สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอต่างๆ ด้วยตนเอง
ทำการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS for Windows ดังนี้
1. วิเคราะห์ระดับการบริหารงานด้านวิชาการของโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม โดยหาค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทั้งรายด้าน และโดยรวม
2. เปรียบเทียบการบริหารงานด้านวิชาการของโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคลเครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม ที่มีขนาดโรงเรียนแตกต่างกัน โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทำการทดสอบความแตกต่างรายคู่ ด้วยวิธีของ Scheffe
1. การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคลเครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม รายด้านทั้ง 9 ด้าน และโดยรวมอยู่ในระดับมาก
2. โรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคลเครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม มีการบริหารงานวิชาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งโดยรวม และรายด้าน เมื่อเปรียบเทียบรายด้าน พบว่า การบริหารงานวิชาการด้านหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ ด้านการเรียนการสอน ด้านวัสดุประกอบหลักสูตรและสื่อการเรียนการสอน ด้านนิเทศภายใน ด้านการวางแผนและกำหนดวิธีดำเนินการ และด้านประชุมอบรมวิชาการแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อเปรียบเทียบรายคู่ พบว่า โรงเรียนขนาดใหญ่ และขนาดกลางมีการบริหารงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 นอกนั้นไม่แตกต่างกัน
3. เมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์รายด้าน พบว่า ด้านวัดผลและประเมินผลด้านห้องสมุด และด้านส่งเสริมการสอนของโรงเรียน ทั้ง 3 ขนาด ไม่แตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ผู้บริหาร และครูผู้สอนในโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคลเครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม พบว่า การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารยังขาดการให้ความสำคัญในการพัฒนางานวิชาการในโรงเรียนน้อย จึงสมควรพัฒนาตนเองให้มีความรู้ ความสามารถในการบริหารงานด้านงานวิชาการ และเพื่อหาทางสร้างสรรค์การบริหารงานวิชาการในโรงเรียนให้ก้าวหน้า และประสบความสำเร็จในการพัฒนางานวิชาการให้มีความเหมาะสม มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
2. ผู้บริหารและครูผู้สอนในโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคลเครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม พบว่า จำเป็นต้องพัฒนาบุคลากรในการผลิตสื่อการเรียนการสอน พัฒนาเทคนิคในการปรับปรุงพัฒนา นำวัสดุมาเป็นนวัตกรรมในการเรียนการสอน จากการวิจัยพบว่า โรงเรียนทั้ง 3 ขนาด มีการนำสื่อ เทคโนโลยี อุปกรณ์การเรียนการสอนมีน้อย ไม่เพียงพอในการเรียนการสอน ดังนั้น ผู้เกี่ยวข้องจะต้องหาวิธีการให้โรงเรียนมีสื่อในการเรียนการสอนให้เพียงพอ และพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้มากขึ้น
3. ผู้บริหารการศึกษาโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม ควรศึกษาผลการวิจัยครั้งนี้ เพื่อนำไปเป็นแนวทางในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนให้เป็นที่น่าพอใจ โดยอาศัยความร่วมมือ และความตั้งใจของครูอาจารย์ และผู้บริหารโรงเรียน
4. ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ควรนำผลการวิจัยครั้งนี้ไปพิจารณา เพื่อหาแนวทางในการส่งเสริมงานวิชาการของโรงเรียนให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเหมาะสม ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัย
1. ควรศึกษาหาความสัมพันธ์ระหว่างการปฏิบัติงานวิชาการของผู้บริหาร และครูผู้สอนในโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคลเครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม หรือโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน
2. ควรศึกษาหาวิธีพัฒนาให้ผู้บริหารและครูอาจารย์ มีทัศนะที่ดีต่อการปฏิบัติงานวิชาการของโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคลเครือข่ายโรงเรียนอนุบาล สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม ให้มีระดับสูงขึ้น
3. ควรศึกษาปฏิสัมพันธ์การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนสหวิทยาเขตมหามงคล เครือข่ายโรงเรียนอนุบาล ขนาดใหญ่ และขนาดกลาง ทีมีผลการบริหารวิชาการแตกต่างกัน สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดมหาสารคาม
2545 y46ri475 อนุมัติ 950 - 0 6705 The Academic Administration of Private Vocational Schools in the Southern Region การบริหารงานวิชาการ โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ ปี2546 วิทยา ขาวขจร Witaya Khaokhajorn ผู้ช่วยครูใหญ่ฝ่ายวิชาการ ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารอาชีวศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
 
โรงเรียนสงขลาเทคโนโลยี อ.เมือง จ.สงขลา ทำวิจัยเสร็จปี 2546 วิทยานิพนธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ห้องสมุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300 โทร. 0 2668 7123 การจัดการศึกษาเป็นกระบวนการสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคนให้มีคุณภาพ มีความสามารถที่จะปรับตัวได้อย่างเหมาะสม ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ และสามารถดำรงชีวิตหรือทำการประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุข
ในปัจจุบันรัฐบาลได้ตระหนักและมองเห็นถึงความสำคัญของการจัดการศึกษา จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการศึกษาให้ทันต่อสถานการณ์ โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาคุณภาพ และสมรรถนะของคนให้เป็นคนดี มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. 2540 : 1)
การจัดการอาชีวศึกษา เป็นการฝึกอบรมวิชาชีพให้จัดในสถานศึกษาของรัฐ สถานศึกษาของเอกชน สถานประกอบการ หรือโดยความร่วมมือนระหว่างสถานศึกษากับสถานประกอบการพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (2542 : 11) เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเตรียมบุคคลให้มีความเจริญก้าวหน้าในอาชีพของตนหรือการเปลี่ยนแปลงอาชีพใหม่ที่ดีกว่าเดิม (วิรัช กุมุทมาศ. 2528 : 49) การจัดการอาชีวศึกษาศึกษานับเป็นภารกิจที่สำคัญยิ่งในการพัฒนากำลังคนในระดับกลางด้านวิชาชีพเพื่อการพัฒนาประเทศ
ในความเป็นจริงการจัดการอาชีวศึกษาประสบปัญหาอยู่มาก การจัดการอาชีวศึกษาไม่ตอบสนองหลักการและปรัชญาของการอาชีวศึกษา ผลผลิตจากการอาชีวศึกษาไม่ตอบสนองความต้องการกำลังคนและความต้องการของโลกของงานอย่างแท้จริง (สวัสดิ์ อุดมโภชน์. 2543 : 1) ผู้สำเร็จอาชีวศึกษายังขาดคุณสมบัติที่พึงประสงค์ของการทำงานในยุคโลกาภิวัฒน์ คุณภาพของผู้สำเร็จอาชีวศึกษาไม่ตรงกับความต้องการ เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนยังคงมุ่งเน้นให้มีความรู้ในด้านเนื้อหาวิชาหรือทฤษฎี ในขณะที่ผู้ประกอบการต้องการผู้สำเร็จอาชีวศึกษาที่มีความรู้ด้านปฏิบัติ (กรมอาชีวศึกษา. 2541 : 9)
ดังนั้น ผู้บริหารอาชีวศึกษาทั้งของรัฐและเอกชนจะต้องหันมาร่วมมือกันจัดการศึกษา โดย มุ่งเน้นคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาของการอาชีวศึกษา เพื่อให้เป็นที่ต้องการของสถานประกอบการ สังคมและเป็นสากลมากยิ่งขึ้น ซึ่งองค์ประกอบที่สำคัญที่จะทำให้การจัดการอาชีวศึกษามีคุณภาพแล้วนั้นนอกจากประกอบด้วยผู้สอนแล้วจำเป็นที่จะต้องพัฒนาทางด้านวิชาการเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมปัจจุบัน งานวิชาการถือเป็นงานหลักของการบริหารอาชีวศึกษาของสถานศึกษาต่าง ๆ ผู้บริหารควรตระหนักและถือว่าเป็นงานที่จะต้องมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ถ้าผู้บริหารขาดความสนใจในการพัฒนางานด้านวิชาการให้ทันสมัยอยู่เสมอแล้ว จะทำให้การจัดการศึกษาด้านอาชีวศึกษาประสบความล้มเหลวได้
ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า ความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการจัดการอาชีวศึกษานั้นขึ้นอยู่กับการบริหารงานวิชาการ
จากความเป็นมาและความสำคัญ ดังกล่าว โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ เป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนที่เปิดสอนโดยใช้หลักสูตรกรมอาชีวศึกษา ซึ่งกองโรงเรียนอาชีวศึกษา คณะกรรมการการศึกษาเอกชนเป็นผู้ควบคุมดูแลการบริหารงานของโรงเรียน โดยเฉพาะการบริหารงานวิชาการ
ถึงแม้ว่าโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ได้ปฏิบัติตามกฎระเบียบของการบริหารโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนแล้วก็ตาม แต่แนวทางการปฏิบัติการบริหารงานวิชาการ เพื่อให้ผู้สำเร็จอาชีวศึกษาเอกชนในภาคใต้เป็นที่ต้องการของสถานประกอบการ สังคม และประเทศชาตินั้น ก็ยังมีปัญหาต่าง ๆ ต่อการบริหารงานวิชาการ อาทิเช่น การวางแผนเกี่ยวกับงานวิชาการ การดำเนินการเกี่ยวกับการเรียนการสอน การจัดบริการเกี่ยวกับการเรียนการสอนและการวัดผลและประเมินผล จึงทำให้ผู้วิจัยจึงสนใจศึกษาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ เพื่อประโยชน์ต่อการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน
ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิดทางทฤษฎีเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของ ปรียาพร วงศ์อนุตรโรจน์ (2542 : 127) ที่กล่าวว่า ความสำเร็จของสถานศึกษาอยู่ที่การบริหารงานวิชาการ ซึ่งงานวิชาการมีขอบข่ายกว้างขวางในด้านหลักสูตรและการเรียนการสอน โดยทั่วไปสถานศึกษาที่จัดการด้านอาชีวศึกษาในแต่ละระดับนั้นมีหลักสูตรที่ใช้ร่วมกัน และเป็นหลักสูตรที่จัดโดยส่วนกลางอยู่แล้ว ดังนั้นขอบข่ายงานวิชาการจึงได้แก่
1. การวางแผนเกี่ยวกับงานวิชาการ
2. การดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน
3. การจัดบริการเกี่ยวกับการเรียนการสอน
4. การวัดและประเมินผล
1. เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ ตามความคิดเห็นของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 ใน 4 ด้าน คือ การวางแผนเกี่ยวกับงานวิชาการ การดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน การจัดบริการเกี่ยวกับการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผล
2. เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการ โรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ ตามความคิดเห็นของนักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 จำแนกตามขนาดของโรงเรียน
นักเรียนในโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ที่อยู่ในโรงเรียนที่มีขนาดแตกต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการแตกต่างกัน การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 ในโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ ในปีการศึกษา 2545 จำนวน 10 โรงเรียน ประชากรจำนวน 2,984 คน โดยแยกเป็นนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก 5 โรงเรียน จำนวน 910 คน และนักเรียนในโรงเรียนขนาดใหญ่ 5 โรงเรียน จำนวน 2,074 คน
กลุ่มตัวอย่าง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 ในโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ ในปีการศึกษา 2545 จำนวน 10 โรงเรียน โดยใช้ตาราง Krejcie and Morgan (1970 : 608) ได้กลุ่มตัวอย่างรวม จำนวน 412 คน โดยแยกออกเป็น 2 กลุ่ม คือ โรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 175 คน และโรงเรียนขนาดใหญ่จำนวน 237 คน
ตัวแปรต้น คือ ขนาดของโรงเรียน (โรงเรียนขนาดเล็ก โรงเรียนขนาดใหญ่)
ตัวแปรตาม คือ ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารในโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ ใน 4 ด้าน ดังนี้
1. การวางแผนเกี่ยวกับงานวิชาการ
2. การดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน
3. การจัดบริการเกี่ยวกับการเรียนการสอน
4. การวัดและประเมินผล
การบริหารงานวิชาการ หมายถึง กระบวนการจัดกิจกรรมทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงการเรียนการสอนให้ดีขึ้น แบ่งเป็น 4 ด้าน
1. การวางแผนเกี่ยวกับงานวิชาการ หมายถึง การวางแผนเกี่ยวกับการนำหลักสูตรไปใช้ การวาง แผนเกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนต่าง ๆ ล่วงหน้าอันได้แก่ การจัดทำแผนปฏิบัติงาน การทำโครงการสอน และการทำบันทึกการสอน
2. การดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน หมายถึง การจัดประสบการณ์หรือกิจกรรมต่าง ๆ ที่ผู้ สอนจัดให้ผู้เรียนได้เรียนหรือได้ปฏิบัติ เพื่อให้บรรลุตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่กำหนดไว้ในโครงการสอนหรือแผนการสอนจะประกอบด้วยการจัดสิ่งต่อไปนี้ คือ การจัดทำคู่มือครู คู่มือนักเรียน การจัดตารางสอน การจัดชั้นเรียน การจัดครูเข้าสอน การจัดเอกสารแบบเรียน การปรับปรุงการเรียนการสอน และการฝึกงาน
3. การจัดบริการเกี่ยวกับการเรียนการสอน หมายถึง การจัดสิ่งอำนวยความสะดวกและส่งเสริมการ จัดหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งจะประกอบไปด้วย การจัดสื่อการเรียนการสอน การจัดห้องสมุด การจัดวัสดุฝึก การนิเทศการสอน และการพัฒนาบุคลากรทางการสอน
4. การวัดและประเมินผล หมายถึง กระบวนการจัดกิจกรรมที่วัดผลการเรียนรู้ของผู้เรียน เช่น การ ทดสอบ การซักถาม การตรวจการบ้าน รวมไปถึงการประเมินค่าการเรียนรู้
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นต่อการบริหารวิชาการโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของนักศึกษาผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการบริหารวิชาการโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ โดยแบ่งออกเป็น 4 ด้าน คือ ด้านการวางแผนเกี่ยวกับงานวิชาการ ด้านการดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน ด้านการจัดบริการเกี่ยวกับการเรียนการสอน และด้านการวัดและประเมิน รวมจำนวน 39 ข้อ และพร้อมกับข้อเสนแนะแต่ละด้าน แบบสอบถามนี้ผู้วิจัยได้นำไปทดสอบหาความเชื่อมั่น แบบหาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟ่า ตามวิธีของ Cronbach กับนักเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ของโรงเรียนช่างกลภาคใต้เทคโนโลยี โรงเรียนบริหารธุรกิจสงขลาและโรงเรียนหาดใหญ่อำนวยวิทย์บริหารธุรกิจ ซึ่งใช้กลุ่มตัวอย่าง รวมจำนวน 40 ชุด ผลปรากฏว่า แบบสอบถามทั้งฉบับมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .94 1. บันทึกเสนอให้งานบัณฑิตศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า คุณทหารลาดกระบัง ออกหนังสือขอความร่วมมือให้นักศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูล เพื่อการวิจัยจากนักเรียนในโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนในภาคใต้ ที่กำหนดเป็นประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
2. นำหนังสือเสนอต่อโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ
3. ส่งแบบสอบถามให้กับนักเรียนกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเอง จำนวน 412 ฉบับ และได้รับกลับคืนมา ครบทั้งหมด412 ฉบับ
1. ข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนที่ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยใช้ความถี่ และร้อยละ
2. ข้อมูลความคิดเห็นของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 ต่อการบริหารงานวิชาการโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ วิเคราะห์ข้อมูลโดยค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบใช้ t-test โดยทำเป็นภาพรวม รายด้าน และรายข้อ
1. การบริหารงานวิชาการโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ ตามความคิดเห็นของนักเรียนระดับ ประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 จำแนกตามขนาดของโรงเรียนใน 4 ด้าน มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า มีค่าเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมาก ตามลำดับดังนี้ คือ ลำดับที่ 1. ด้านการวัดและประเมินผล ลำดับที่ 2. ด้านการวางแผนเกี่ยวกับงานวิชาการ และลำดับที่ 3. ด้านการดำเนินงานเกี่ยวกับการเรียนการสอน และค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านจัดบริการเกี่ยวกับการเรียนการสอน
2. การเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ ตามความคิดเห็นของ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 จำแนกตามขนาดของโรงเรียนใน 4 ด้าน โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ซึ่งเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ด้านการวัดผลและประเมินผล นอกนั้นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ข้อเสนอแนะสำหรับโรงเรียนและผู้บริหารสถานศึกษา
1. ด้านการวางแผนเกี่ยวกับงานวิชาการ โรงเรียนหรือผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการวางแผนการ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวิชาการให้ชัดเจน และควรแจ้งให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องทราบ และให้ถือปฏิบัติตาม
2. ด้านการดำเนินงานเกี่ยวกับงานวิชาการ โรงเรียนหรือผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการติดตามการ ปฏิบัติงานเกี่ยวกับวิชาการอย่างสม่ำเสมอ
3. ด้านการจัดบริการเกี่ยวกับการเรียนการสอน โรงเรียนหรือผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการจัดให้ บริการด้านวัสดุอุปกรณ์ให้เพียงพอ และให้ถือว่าเป็นหน้าที่ของผู้บริหารโดยตรง และควรศึกษาความพึงพอใจในการใช้บริการของครูผู้สอนและนักเรียน
4. ด้านการวัดผลประเมินผล โรงเรียนหรือผู้บริหารสถานศึกษาควรมีการดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ครู ผู้สอนมีการสอนวัดความรู้พื้นฐานของนักเรียนก่อนทำการสอน และให้มีการทดสอบบ่อย ๆ เพื่อกระตุ้นผู้เรียน และควรปรับปรุงระบบการวัดผลและประเมินให้เป็นมาตรฐาน
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ศึกษาการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ โดยเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่าง ระหว่างนักเรียน นักศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพกับระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง
2. ศึกษาการบริหารงานวิชาการโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้ โดยเปรียบเทียบกลุ่มตัวอย่าง ระหว่างนักเรียน นักศึกษากับผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน
3. ศึกษาการบริหารงานวิชาการตามความคิดเห็นของนักเรียน นักศึกษา โดยเปรียบเทียบกลุ่มตัว อย่างระหว่างนักเรียน นักศึกษาโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนภาคใต้กับวิทยาลัยเทคนิคภาคใต้
2546 y47onec212 อนุมัติ 1024 - 0 5572 Academic Affairs Administration in the Primary School : Jomthong District under Bangkok Metropolis การบริหารงานวิชาการ หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การจัดบริการเพื่อพัฒนาและสนับสนุนงานวิชาการ การนิเทศการศึกษา การวัดและประเมินผล ปี2542 ยุวรี ชมทรัพย์ Yuvaree Chomsap ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2542 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามคำแหง โรงเรียนเป็นหน่วยงานทางการศึกษาที่สำคัญที่สุด มีหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงในการจัดการศึกษา ผลการจัดการศึกษาจะเป็นเช่นใดนั้น หากพิจารณาในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนแล้ว งานบริหารที่สำคัญที่สุดซึ่งจะส่งผลโดยตรงก็คือ การบริหารงานวิชาการ เพราะมีขอบข่ายงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอน ซึ่งเป็นภารกิจหลักของโรงเรียน เพื่อให้ผลผลิตคือ นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนที่ดี (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2534, 8)
ในโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดกรุงเทพมหานครก็เช่นเดียวกันกับโรงเรียนประถมศึกษาที่สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติที่มุ่งเน้นในเรื่องการบริหารงานวิชาการ จึงเป็นงานที่ผู้บริหารควรให้ความสนใจเป็นพิเศษ กระบวนการการบริหารงานวิชาการก็เช่นเดียวกับกระบวนการบริหารการศึกษา ดังนั้น การบริหารงานวิชาการจึงเกี่ยวข้องกับปัจจัยสำคัญสี่ประการด้วยกัน คือ คน เงิน วัสดุ และวิธีการจัดการ เป็นที่ยอมรับกันว่า คนเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุด เพราะคนเป็นผู้ใช้ปัจจัยในการบริหารดังกล่าว ฉะนั้นการบริหารงานวิชาการจะสำเร็จหรือไม่เพียงไรนั้นขึ้นอยู่กับบุคลากรในโรงเรียน โดยเฉพาะผู้บริหารและอาจารย์ เพราะผู้บริหารเป็นผู้กำหนดนโยบายการศึกษาของรัฐไปสู่การปฏิบัติ อาจารย์เป็นผู้รับนโยบายไปปฏิบัติจริง เป็นผู้ที่จะทำให้ผลของการพัฒนาคนมีคุณภาพสำเร็จตามวัตถุประสงค์และเป็นผู้ใกล้ชิดกับตัวนักเรียนมากที่สุด จึงต้องเน้นให้โรงเรียนได้มีมาตรฐานโดยกำหนด “มาตรฐานโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดกรุงเทพมหานคร” เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับการพัฒนางานบริหารและงานจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดสอดคล้องกับนโยบาย ของแผนพัฒนาการศึกษาของกรุงเทพมหานคร ฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2540 – 2544) และเตรียมพร้อมที่จะรับระบบการประกันคุณภาพการศึกษา (สำนักงานการศึกษา กรุงเทพมหานคร 2540ข, 1)
สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานครซึ่งมีจำนวนนักเรียนระดับประถมศึกษารวมทั้งสิ้น 7,238 คน จากรายงานการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การสอบวัดผลปลายภาคเรียนที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2541 ปรากฏว่านักเรียนมีผลการสอบอยู่ในระดับปานกลางทั้ง 4 ระดับชั้น คือ ในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ได้แก่ วิชาสร้างเสริมลักษณะนิสัย และการงานพื้นฐานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้แก่ วิชาการงานพื้นฐานอาชีพ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้แก่ วิชาการงานพื้นฐานอาชีพและวิชาภาษาอังกฤษ และชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้แก่ วิชาการงานพื้นฐานอาชีพและวิชาภาษาอังกฤษ (รายงานการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2541, 7-10) ซึ่งผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอันไม่น่าพึงพอใจนี่เองเป็นสาเหตุให้ ผู้วิจัยสนใจที่จะศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์ที่มีต่อการบริหารงานวิชาการโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทองในครั้งนี้
1. ความหมายและความสำคัญของการบริหารงานวิชาการ
2. ขอบข่ายการบริหารงานวิชาการ
3. หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้บริหารโรงเรียน
4. หน้าที่และความรับผิดชอบของอาจารย์
1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์ที่เกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน ประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร
2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหาร และอาจารย์ที่มีต่อการบริหารงานวิชาการ ในโรงเรียน ประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามสถานภาพ
3. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์ที่เกี่ยวกับปญหาการบริหารงานวิชาการในโรง เรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร
4. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์เกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานวิชาการ ใน โรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามสถานภาพ
1. ผู้บริหารและอาจารย์มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน
2. ผู้บริหารและอาจารย์ที่มีสถานภาพต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานวิชาการในโรงเรียน ประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานครแตกต่างกัน
3. ผู้บริหารและอาจารย์มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถม ศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน
4. ผู้บริหารและอาจารย์ที่มีสถานภาพต่างกัน มีความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานวิชาการ ในโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร แตกต่างกัน
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารและอาจารย์ในโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง ในปีการศึกษา 2541 จำนวน 11 โรงเรียน ได้ประชากรจำนวน 444 คน ผู้วิจัยได้ศึกษาจากประชากรทั้งหมด จำแนกเป็นผู้บริหาร 35 คน และอาจารย์ 409 คน ตัวแปรอิสระ ได้แก่ ตำแหน่งในการปฏิบัติงาน เพศ วุฒิการศึกษา ประสบการณ์ในการทำงาน ขนาดของโรงเรียน
ตัวแปรตาม ได้แก่ ความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์ที่มีต่อการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร
การบริหารงานวิชาการ หมายถึง การจัดกิจกรรมทุกชนิดในโรงเรียนซึ่งเกี่ยวกับการปรับปรุงพัฒนาการสอนนักเรียนให้ได้ผลดีและมีประสิทธิภาพ ได้แก่ การบริหารงานด้านหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การจัดบริหารเพื่อพัฒนาและสนับสนุนงานวิชาการ การนิเทศการศึกษา การวัดและประเมินผล ในโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร
หลักสูตร หมายถึง ประสบการณ์ทั้งมวลที่โรงเรียนจัดให้นักเรียนทั้งในและนอกห้องเรียน เพื่อให้นักเรียนมีความรู้ มีทักษะ เกิดความคิดและทัศนคติที่ดีอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิต
การจัดการเรียนการสอน หมายถึง การจัดประสบการณ์ต่าง ๆ ที่โรงเรียนจัดให้แก่นักเรียนตามระดับชั้น ตามความสนใจ และตามความต้องการของสังคม รวมทั้งประสบการณ์ที่จัดขึ้นทั้งภายในและภายนอกเวลาเรียนตามปกติของโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร
การจัดบริการเพื่อพัฒนาและสนับสนุนงานวิชาการ หมายถึง งานส่งเสริมให้การเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
การนิเทศการศึกษา หมายถึง ความพยายามที่จะช่วยส่งเสริมให้การศึกษามีคุณภาพด้านการเรียนการสอนและเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการปฏิบัติงานของอาจารย์ด้วยวิธีต่าง ๆ
การวัดและประเมินผล หมายถึง กระบวนการที่จะตรวจสอบว่า ผู้เรียนได้บรรลุในการเรียน และอาจารย์ผู้สอนให้บรรลุผลในการสอนตามจุดมุ่งหมายปลายทางของหลักสูตรประถมศึกษา พ.ศ. 2521 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2533) หรือไม่
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามที่แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามลักษณะของคำถามเป็นแบบเลือกตอบ (check list)
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษาสำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) แบ่งออกเป็น 5 ด้าน คือ ด้านหลักสูตร 10 ข้อ ด้านการจัดการเรียนการสอน 10 ข้อ ด้านการจัดบริการเพื่อพัฒนาและสนับสนุนงานด้านวิชาการ 11 ข้อ ด้านการนิเทศการศึกษา 8 ข้อ และด้านการวัดและประเมินผล 8 ข้อ รวม 45 ข้อ โดยกำหนดค่าความคิดเห็นออกเป็น 5 ระดับ คือ เห็นด้วยมากที่สุด เห็นด้วยมาก เห็นด้วยปานกลาง เห็นด้วยน้อย และเห็นด้วยน้อยที่สุด
ตอนที่ 3 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาของการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานครที่มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (rating scale) รวม 10 ข้อ โดยกำหนดค่าความคิดเห็นออกเป็น 5 ระดับ คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด
ผู้วิจัยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามขั้นตอน ดังนี้
1. ขอหนังสือรับรองจากบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ไปยังผู้อำนวยการสำนักการ ศึกษา ผู้อำนวยการเขตจอมทอง เพื่อขอนุญาติและขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2. การส่งและรับแบบสอบถามคืนผู้วิจัยนำแบบสอบถามไปส่งให้กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารและ อาจารย์ด้วยตนเอง
3. ระยะเวลาในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 4 พฤษภาคม 2542 ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2542
4. การเก็บรวบรวมข้อมูลจากจำนวนแบบสอบถามที่ส่งไปยังกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 444 ฉบับ ได้รับคืน 400 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 90.09 ของแบบสอบถามที่ส่งไปทั้งหมด
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ SPSS/PC+ ดังนี้
1. หาค่าร้อยละ (Percentage) เพื่อวิเคราะห์สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม
2. การหาค่าคะแนนเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นและปัญหา ของผู้บริหารและอาจารย์ที่มีต่อการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร
3. เปรียบเทียบความคิดเห็นและปัญหาต่อการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารและอาจารย์ที่มีสถาน ภาพต่างกัน ใช้การทดสอบค่าที (t-test) สำหรับตัวแปร 2 กลุ่ม แต่ถ้าเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง 3 กลุ่มขึ้นไป ใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way Analysis of Variance) หากมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจะเปรียบเทียบค่าคะแนนเฉลี่ยเป็นรายคู่ โดยวิธีเชฟเฟ (Scheffe’s post hoc comparison)
1. ความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์เกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยรวม และรายด้านอยู่ในระดับมาก
2. การเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์ในโรงเรียนประถมศึกษา สำนักงานเขต จอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยจำแนกตามสถานภาพ พบว่า โดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านหลักสูตรมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สำหรับด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านการจัดบริการเพื่อพัฒนาและสนับสนุนงานด้านวิชาการ ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการวัดและประเมินผล พบว่า ไม่แตกต่างกัน
3. ความคิดเห็นของผู้บริหารและอาจารย์เกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานวิชาการในโรงเรียนประถม ศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยรวม มีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง
4. เปรียบเทียบความคิดเห็นระหว่างผู้บริหารกับอาจารย์เกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานวิชาการในโรง เรียนประถมศึกษา สำนักงานเขตจอมทอง สังกัดกรุงเทพมหานคร พบว่า ปัญหาโดยรวมไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใ
1. ผู้บริหารและอาจารย์ควรได้ศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับปี พ.ศ. 2542 เพื่อเตรียมการปรับปรุงหลักสูตรใหม่ให้สอดคล้องกับความต้องการของชุมชนและเกิดประโยชน์กับผู้เรียน
2. หน่วยศึกษานิเทศก์ควรปรับปรุงระบบการนิเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์และการบริการแก่โรงเรียนมากที่สุด ซึ่งผลนี้จะตกอยู่กับนักเรียนด้วย
3. ผู้บริหารโรงเรียนควรส่งเสริมอาจารย์ให้ใช้นวัตกรรมใหม่ ๆ ในกิจกรรมการเรียนการสอนให้มากยิ่งขึ้น
ข้อเสนอแนะสำหรับทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการในเขตหรือกลุ่มเขตอื่น ๆ ของโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร
2. ควรมีการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานวิชาการในลักษณะการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลควรเป็นลักษณะการสัมภาษณ์ การสังเกต
3. ควรได้มีการศึกษา วิจัย การบริหารงานวิชาการ เปรียบเทียบกับหน่วยงานอื่น เช่น โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครกับโรงเรียนสังกัดการประถมศึกษาแห่งชาติ โรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานครกับโรงเรียนสังกัดการศึกษาเอกชน
2542 y46ru199 อนุมัติ 986 - 0 6686 Instructional Media Management in Technical Colleges การบริหารงานสื่อการเรียนการสอน สื่อการสอน วิทยาลัยเทคนิค ปี2545 สิทธิมนต์ นาคะประวิง Sidthimon Nakhaprawing ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารอาชีวศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
1247 ซอยสุขภูติ 1 ต.แม่กลอง อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม 75000 โทร. (034) 712338, (01) 556-3635
ทำวิจัยเสร็จปี 2545 วิทยานิพนธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ห้องสมุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300 โทร. 0 2668 7123 สื่อการสอนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญและมีบทบาทในการพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดการเรียนการสอนทางด้านวิชาชีพนั้นจะต้องให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภา พเพราะเป็นการนำคนเข้าสู่อาชีพจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้สื่อในการสอนดังเช่น ชนะ กสิภาร์ (2521) ได้กล่าวว่า สื่อการเรียนการสอนเป็นเทคโนโลยีทางการศึกษาที่จะช่วยผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาวิชาและช่วยให้ผู้เรียนสนใจต่อการเรียน กล้าแสดงความคิดเห็นตลอดจนเป็นการส่งเสริมให้เกิดแนวคิดอย่างสมบูรณ์ในวิชาช่าง การเรียนทางด้านวิชาชีพในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพและระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูงนั้น ครูผู้สอนจะต้องทำให้นักเรียนมีความรู้เกิดทักษะในวิชาชีพที่เรียนจนสามารถออกไปปฏิบัติงานอาชีพได้อย่างแท้จริง จากความสำคัญของสื่อการเรียนการสอนนี้เอง ในแผนพัฒนาอาชีวศึกษา ระยะที่ 8 (พ.ศ. 2540 – 2544) จึงได้มีนโยบายข้อที่ 3 มุ้งให้มีการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน อาคาร สถานที่ เครื่องมือ เครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ เทคโนโลยีทางการศึกษาประกอบการเรียนการสอนสื่อการสอน เพื่อยกระดับทางการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น จากนโยบายดังกล่าวกรมอาชีวศึกษาจึงได้สนับสนุนให้สถานศึกษาในสังกัดดำเนินการในเรื่องดังต่อไปนี้ (1) ใช้เทคโนโลยีทางการศึกษา และเทคโนโลยีสารสนเทศ ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอน (2) พัฒนาศูนย์วิทยาบริการ รวมทั้งสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการศึกษา (3) กำหนดเกณฑ์มาตรฐานขั้นพื้นฐานอาคาร สถานที่ สิ่งอำนวยความสะดวก เครื่องมือ เครื่องจักร และวัสดุอุปกรณ์ประกอบการเรียนการสอน (4) ให้มีการพัฒนา ดูแลบำรุงรักษา เครื่องมือ เครื่องจักร อุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยจัดให้มีหน่วยงานรับผิดชอบ ให้ครู – อาจารย์ และนักศึกษามีส่วนร่วมในการดูแล บำรุงรักษา (5) ร่วมมือกับสถาบัน และองค์กร ทั้งในและต่างประเทศเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอนวัสดุครุภัณฑ์ และสื่อการสอน
ซึ่งวิทยาลัยเทคนิคต่างๆ ได้ดำเนินการตามนโยบายดังที่กล่าวมาแล้ว โดยได้มีการจัดตั้งหน่วยงานสื่อการเรียนการสอนไว้ทุกสถานศึกษา ซึ่งมีผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการเป็นผู้ควบคุมดูแลการดำเนินงานและในการดำเนินงานสื่อการเรียนการสอนโดยทั่วไป แล้วแบ่งงานออกเป็นงานด้านการบริหารการจัดการเกี่ยวกับการวางแผนการปฏิบัติงาน การจัดงบประมาณ การจัดองค์กร บุคลากร งานด้านการบริการและซ่อมบำรุงสื่อการเรียนการสอน วัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์โสตทัศนศึกษา ตลอดจนงานการผลิตสื่อการสอน อาทิ งานการพิมพ์เอกสาร ตำราเรียนสื่อการเรียนการสอนประเภทแผ่นภาพโปร่งใส สไลด์ วีดิทัศน์ งานถ่ายภาพนิ่งและวีดีโองานควบคุมระบบแสงเสียง และงานกราฟิกต่างๆ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบในสายงานจำนวน 3 คน ประกอบด้วย หัวหน้างานสื่อการเรียนการสอน ผู้ช่วยงานสื่อการเรียนการสอนและเจ้าหน้าที่งานสื่อการเรียนการสอน หน้าที่หลักของงานสื่อการเรียนการสอน ได้แก่ งานส่งเสริมสนับสนุนให้ความร่วมมือและอำนวยความสะดวกแก่ครู – อาจารย์ ในการจัดทำเอกสารประกอบการสอนตำราเรียน รวบรวมผลงานของแต่ละวิชาให้เป็นรูปเล่ม จัดทำแผ่นปลิว วารสารทางวิชาการเผยแพร่ความรู้และเทคโนโลยีใหม่ จัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางการศึกษาและโสตทัศนศึกษา บริการสื่อการเรียนการสอนแก่ครู – อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ของสถานศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลและบำรุงรักษาวัสดุอุปกรณ์โสตทัศนศึกษา เสนอโครงการปฏิบัติงาน รายงานผลการปฏิบัติงานในหน้าที่ตามลำดับขั้น ตลอดจนปฏิบัติหน้าที่ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย (กรมอาชีวศึกษา. 2539 : 20)
จากสรุปการวิจัยผลการวิจัยของสถาบันครูอาชีวศึกษา (2534 : 17) พบว่ามีปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับงานสื่อการเรียนการสอนพอจะสรุปได้ดังนี้ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือ โสตทัศนูปกรณ์ ครุภัณฑ์ ที่จะใช้ผลิตและบริการไม่เพียงพอเนื่องจากขาดงบประมาณ การบริการสื่อการเรียนการสอนไม่มีการบริการที่เป็นระเบียบ ไม่มีระบบ ขาดการแนะนำขั้นตอนต่างๆ ในการใช้บริการสื่อ ไม่มีการประชาสัมพันธ์ให้ผู้สอนทราบ บุคลากรช่วยงานไม่เพียงพอ ตำแหน่งบุคลากรที่มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการศึกษามีน้อยมาก ไม่สามารถจ้างลูกจ้างชั่วคราวได้ เนื่องจากกรอบอัตรากำลังมิได้กำหนดไว้ ขาดการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข่าวสารด้านเทคโนโลยีใหม่ ไม่มีแผนการปฏิบัติงานที่แน่ชัดให้กับฝ่ายปฏิบัติและการสั่งการของงานภายในยังไม่มีขอบเขตที่กำหนดขึ้นมาชัดเจน
ดังนั้นผุ้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารในการบริหารงานสื่อการเรียนการสอนใน 3 ด้าน คือ (1) ด้านการจัดกา (2) ด้านการบริการ และ (3) ด้านการติดตามประเมินผลและผลการวิจัยครั้งนี้จะเป็นข้อมูลเบื้องต้น สำหรับการพัฒนารูปแบบการบริหารงานสื่อการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพต่อไป
ในการบริหารงานสื่อการเรียนการสอน ผู้วิจัยได้ศึกษาตามหลักการดำเนินงานของศูนย์สื่อการเรียนการสอนของ ศิริพงษ์ พยอมแย้ม (2523 : 159 – 160) โดยได้สรุปการบริหารงานสื่อการเรียนการสอนไว้ 3 ด้าน คือ
1. ด้านการจัดหา
2. ด้านการบริการ
3. ด้านการติดตามประเมินผล
1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของผู้บริหารที่มีต่อการบริหารงานสื่อการเรียนการสอน ของวิทยาลัยเทคนิค ใน 3 ด้าน คือ (1) ด้านการจัดหา (2) ด้านการบริการ และ (3) ด้านการติดตามประเมินผล
2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารที่มีต่อการบริหารงานสื่อการเรียนการสอน ของวิทยาลัยเทคนิค ใน 3 ด้าน จำแนกตามประเภทของวิทยาลัยเทคนิค
ผู้บริหารของวิทยาลัยเทคนิคดีเด่น กับวิทยาลัยเทคนิคทั่วไป มีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานสื่อการเรียนการสอนใน 3 ด้าน แตกต่างกัน ทั้งในภาพรวมและรายด้าน การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้างานสื่อการเรียนการสอน และเจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษา จากวิทยาลัยเทคนิค แยกตามประเภทของวิทยาลัย คือ วิทยาลัยเทคนิคที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นสถานศึกษาดีเด่น ประเภทช่างอุตสาหกรรมจำนวน 115 แห่ง รวมประชากรทั้งสิ้น 345 คน
กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างตามตารางของ Krejcie & Morgan ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 74 แห่ง จำแนกเป็นวิทยาลัยเทคนิคที่เป็นสถานศึกษาดีเด่นทั้งหมด จำนวน 36 แห่ง และวิทยาลัยทั่วไป จำนวน 38 แห่ง รวมกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น จำนวน 74 แห่งๆ ละ 3 คน รวมจำนวน 222 คน
ตัวแปรต้น คือ สถานภาพของผู้บริหาร (ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ หัวหน้างานสื่อการเรียนการสอน และเจ้าหน้าที่โสตทัศนศึกษา)
ตัวแปรตาม คือ ความคิดเห็นที่มีต่อการบริหารงานสื่อการเรียนการสอน ของวิทยาลัยเทคนิค ใน 3 ด้าน ได้แก่
1. ด้านการจัดหา
2. ด้านการบริการ
3. ด้านการติดตามประเมินผล
การบริหารงานสื่อการเรียนการสอน หมายถึง การจัดการวางแผนด้านงานสื่อการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของหลักสูตร เนื้อหาวิชา โดยการจัดซื้อ จัดหา การผลิตและการจัดการให้บริการอย่างเป็นระบบ จัดพัฒนางานด้านสื่อการสอน การซ่อมบำรุง ดูแลรักษาสามารถใช้งานได้ยาวนานตลอดจนการติดตามประเมินผล ซึ่งประกอบด้วยการบริหารงานสื่อการเรียนการสอนใน 3 ด้าน ดังนี้
1. การจัดหา หมายถึง การวางแผนจัดซื้อ จัดหา เครื่องมือโสตทัศนูปกรณ์สื่อการสอน ให้สอดคล้อง กับความต้องการของครูผู้สอนและเหมาะสมกับงบประมาณ รวมทั้งการผลิตสื่อการสอน
2. การบริการ หมายถึง การจัดระบบให้บริการยืมสื่อ การจัดระบบ การจัดเก็บรักษาสื่อ การจัดทำ รายการเครื่องมือและบัตรรายการค้นสื่อ ตลอดจนการจัดอบรมการผลิตและการใช้สื่อ รวมทั้งการประชาสัมพันธ์ด้านการให้บริการสื่อการสอน
3. การติดตามประเมินผล หมายถึง การดูแล การซ่อมบำรุงรักษาสื่อ สำรวจปัญหาและประเมินผล การใช้สื่อการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ
สื่อการสอน หมายถึง สิ่งของต่างๆ ที่นำมาใช้ประกอบในกระบวนการเรียนการสอนที่สามารถช่วยเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียน ให้เกิดการเรียนรู้และมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยรวดเร็ว ได้แก่ วัสดุ อุปกรณ์ แผ่นภาพโปร่งใส โสตทัศนศึกษา เครื่องมือ เครื่องจักรและแผงสาธิต
เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นโดยศึกษาจากหลักการบริหารงานสื่อการเรียนการสอนของ สุรชัย สิกขาบัณฑิต (2528 : 39 – 205) หลักการดำเนินงานของศูนย์สื่อการสอนของศิริพงษ์ พยอมแย้ม (2523 : 159 – 160) งานวิจัยของประเทือง หรั่งศิริ (2542 : 112 – 119) และครองศักดิ์ แย้มประยูร (2539 : 141 – 151) โดยสร้างเป็นแบบสอบถามชนิด มาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้บริหาร ในการบริหารงานสื่อการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคนิค 3 ด้าน คือ ด้านการจัดหา ด้านการบริหาร และด้าน การติดตามประเมินผล มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scales) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96
ผู้วิจัยดำเนินการตามขั้นตอนโดยขอให้บัณฑิตศึกษาออกหนังสือถึงกรมอาชีวศึกษา เพื่อขออนุญาตและให้ความเห็นชอบแบบสอบถาม แล้วนำหนังสือที่ผ่านการพิจารณา เสนอต่อกองวิทยาลัยเทคนิค เพื่อเก็บรวบรวมข้อมูล จากนั้น ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองทั้งการส่งแบบสอบถามทางไปรษณีย์ และเดินทางไปเก็บด้วยตนเอง ได้รับแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์กลับคืนมาครบทั้ง 222 ฉบับ 1. การวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยหาค่าความถี่และร้อยละ
2. การวิเคราห์ความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารงานสื่อการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคนิค ใช้ค่า มัชฌิมเลขคณิต (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
3. การวิเคาาะห์การเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารที่มีต่อการบริหารงานสื่อการเรียนการสอน ของวิทยาลัยเทคนิค โดยใช้ค่า t – test
1. ความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้บริหารที่มีต่อการบริหารงานสื่อการเรียนการสอน ของวิทยาลัยเทคนิค โดย ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูง ได้แก่ ด้านการจัดหา และที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือด้านการติดตามประเมินผล ตามลำดับ
2. ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของผู้บริหารที่มีต่อการบริหารงานสื่อการเรียนการสอน ของ วิทยาลัยเทคนิคทั้ง 3 ด้าน โดยภาพรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ .05 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า แตกต่างกัน 2 ด้าน คือ ด้านการจัดหา และด้านการบริการ ส่วนด้านการติดตามประเมินผล ไม่แตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะสำหรับกรมอาชีวศึกษา
1. จากผลการวิจัย พบว่า วิทยาลัยมีการจัดแผนงบประมาณในการจัดหา และผลิตสื่อการเรียนการ สอนขึ้นใช้เอง มีระดับการปฏิบัติปานกลาง ดังนั้น ควรเสนอให้กรมอาชีวศึกษาวางแผนให้การช่วยเหลือสนับสนุนในเรื่องการจัดสรรงบประมาณในการผลิตสื่อการเรียนการสอนให้มากเพียงพอ และสอดคล้องกับความต้องการของวิทยาลัย
2. จากผลการวิจัย จะเห็นได้ว่า ศูนย์สื่อการเรียนการสอน มีบทบาทสำคัญในสถานศึกษาโดยเฉพาะ อย่างยิ่งการจัดการเรียนการสอนที่ต้องอาศัยสื่อฯ อันเป็นปัจจัยสำคัญต่อกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนั้น ผู้บริหาร ควรเสนอให้กรมอาชีวศึกษา จัดตั้งศูนย์สื่อการเรียนการสอนทั้งในระดับการศึกษาภาค และประเทศ
3. จากผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหาร และบุคลากร ขาดความรู้ความเช้าใจในการบริหารสื่อการจัดหา สื่อ และการใช้สื่อ ดังนั้น ผู้บริหาร ควรเสนอให้กรมอาชีวศึกษา ให้การสนับสนุนและส่งเสริม เพื่อพัฒนาบุคลากร โดยการจัดอบรมประชุมสัมมนาเชิงปฏิบัติการเกี่ยวกับการบริหารเรื่องสื่อการเรียนการสอน พร้อมทั้งสนับสนุนการศึกษาดูงานด้านการผลิตสื่อการเรียนการสอนเพื่อให้บุคลากรมีความรู้ความสามารถเพื่อนำมาใช้ในการสอนและแก้ปัญหาต่างๆ ตลอดจนช่วยพัฒนาสถานศึกษาให้ก้าวหน้าทันต่อเทคโนโลยี
ข้อเสนอแนะสำหรับวิทยาลัย
1. จากผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหารงานสื่อการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคนิค มีการขอความร่วม มือจากองค์กร หรือบุคคลเพื่อสนับสนุนงบประมาณด้านสื่อการเรียนการสอนในระดับการปฏิบัติน้อย ดังนั้น ผู้บริหารวิทยาลัยเทคนิค ควรที่สนับสนุนส่งเสริมการขอความร่วมมือจากองค์กรหรือบุคคลเพื่อสนับสนุนงบประมาณด้านสื่อการเรียนการสอนหรือขอรับบริจาคสื่อโดยตรงมิใช่จะขอรับจัดสรรเงินงบประมาณจากกรมอาชีวศึกษาแต่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้เนื่องจากงบประมาณทางด้านสื่อมีจำกัด
2. จากผลการวิจัย พบว่า ผู้บริหารงานสื่อการเรียนการสอน มีการผลิตสื่อการเรียนการสอนทางด้าน เทคโนโลยีในระดับปานกลาง ซึ่งไม่สอดคล้องกับหลักสูตรเท่าที่ควร ดังนั้นสถานศึกษาควรให้การสนับสนุนการผลิตสื่อการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศรวมทั้งการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีการผลิตสื่อที่สอดคล้องกับหลักสูตรการเรียนการสอนในปัจจุบัน
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรศึกษาปัญหาในการบริหารงานสื่อการเรียนการสอนของวิทยาลัยเทคนิคที่สังกัดกรมอาชีว ศึกษา ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
2. ควรศึกษาสภาพ ปัญหา และความต้องการในการใช้สื่อการเรียนการสอน ของครู – อาจารย์ ใน วิทยาลัยเทคนิค กลุ่มภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
3. ควรศึกษาความแตกต่างของการบริหารงานสื่อการเรียนการสอนของโรงเรียนเอกชนอาชีวศึกษา กับวิทยาลัยเทคนิค สังกัดกรมอาชีวศึกษา ในเขตกรุงเทพมหานคร
4. ควรศึกษารูปแบบการบริหารศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ของวิทยาลัยเทคนิคดีเด่นกับวิทยาลัย เทคนิคทั่วไป
5. ควรศึกษารูปแบบการบริหารศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา โดยเข้าสู่มาตรฐานระบบประกันคุณ ภาพอาชีวศึกษา ทางด้านสื่อการเรียนการสอน
2545 y47onec203 อนุมัติ 952 - 0 5488 School Guidance Management in the Schools of Expansion of Educational Opportunity under the Jurisdiction of the District Primary Education Office of Ubon Ratchathani การบริหารงานแนะแนว โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ปี2545 นางจิรัฐยา โรจนครินทร์ Mrs. Jirattaya Rojanakarin อาจารย์ 2 ระดับ 7 ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฎอุบลราชธานี
16/1 ซอยชยางกูร 12 ถ.ชยางกูร อ.เมือง จ.อุบลราชธานี 34000
โรงเรียนบ้านทุ่งขุนน้อยหนองจานวิทยา สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองอุบลราชธานี อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ทำวิจัยเสร็จปี 2545 วิทยานิพนธ์ สถาบันราชภัฎอุบลราชธานี ห้องสุมด บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันราชภัฎอุบลราชธานี ปัจจุบันนี้วงการการศึกษาได้ให้ความสนใจต่อการแนะแนวมากยิ่งขึ้น แต่การบริหารแนะแนวที่จัดขึ้นในโรงเรียนที่เป็นอยู่ยังไม่ได้มาตรฐานแบบเดียวกันทำให้เกิดปัญหาไม่น้อยในแต่ละสถานศึกษา เป็นเหตุให้การบริการแนะแนวยังไม่ประสบผลสำเร็จโดยสมบูรณ์ทุกแห่งดังที่ ลักขณา สริวัฒน์ (2543 : 39) ได้กล่าวไว้พอจะสรุปได้ดังนี้
1. สถานศึกษาทุกระดับส่วนใหญ่ บริหารงานแนะแนวอย่างไม่เป็นระบบ
2. สถานศึกษาส่วนใหญ่ขาดปัจจัย ความพร้อมและสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแนะแนว
3. สถานศึกษาส่วนใหญ่จัดบริการแนะแนวไม่ครบและไม่ครอบคลุม
4. สถานศึกษาส่วนใหญ่จัดบริการแนะแนวไม่สอดคล้องกับนโยบายในแผนการพัฒนาการศึกษา การศาสนา และวัฒนธรรม
5. ผู้บริหารสถานศึกษาส่วนใหญ่ยังมองไม่เห็นคุณค่าของการแนะแนว
ดังนั้น ผู้วิจัยเห็นว่าการแนะแนวเป็นกระบวนการที่ช่วยให้บุคคลเจริญงอกงามอย่างเต็มที่ ช่วยให้สามารถแก้ปัญหา และปรับตัวได้ ตลอดจนรู้จักนำประสบการณ์ของตนและผู้อื่นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการเลือกและตัดสินใจด้วยตนเอง การจัดให้มีการแนะแนวที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบา และการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ปัจจุบันจะต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ต้องเคารพตามหลักประชาธิปไตย ต้องยึดนักเรียนหรือผู้รับคำปรึกษาเป็นศูนย์กลาง ถือว่างานแนะแนวเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา การแนะแนวจึงต้องเข้ามามีบทบาทต่อนักเรียนให้นักเรียนเข้าใจตนเอง การแนะแนวยังเป็นการช่วยส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าในชีวิต ช่วยให้นักเรียนแต่ละคนได้พัฒนาตนเองถึงขีดสุดในแต่ละด้าน และครอบคลุมถึงวัตถุประสงค์สามประการ คือ การป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นหรือป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลาม ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น และช่วยส่งเสริมพัฒนาการของเด็กนักเรียนให้พัฒนาไปจนถึงขีดสุด ปัจจุบันโรงเรียนได้วางแผนการทางการศึกษาได้จัดรูปแบบของการบริการงานแนะแนวออกเป็น 5 ด้าน คือ
1. ด้านการบริการศึกษาและรวบรวมข้อมูลนักเรียนรายบุคคล (Individual Inventory)
2. ด้านการบริการสนเทศ (Information Service)
3. ด้านบริการให้คำปรึกษา (Counseling)
4. ด้านการบริการจัดวางตัวบุคคล (Placement Service)
5. ด้านการบริการติดตามและประเมินผล (Follow-up and Evaluation Service)
1. ความหมาย จุดมุ่งหมาย ปรัชญา หลักการ และเป้าหมายของการแนะแนว
2. สาระสำคัญ และขอบข่ายงานแนะแนว
3. กระบวนการดำเนินงานแนะแนวในโรงเรียน
4. รูปแบบการดำเนินงานแนะแนวในโรงเรียน
5. การดำเนินงานแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา
6. แนวคิดและทฤษฎีในการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียน
6.1 หลักการสำคัญในการบริหารงานแนะแนว
6.2 ประเภทการแนะแนว
6.3 การจัดระบบและโครงสร้างงานแนะแนว
6.4 บทบาทหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้องในการบริหารงานแนะแนว
6.5 การกำหนดกิจกรรม ลำดับงานแนะแนว
6.6 ทฤษฎีที่เกี่ยวกับการแนะแนว
1. เพื่อศึกษาการบริหารงานแนะแนวตามความคิดเห็นของข้าราชการครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี
2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จำแนกตามตำแหน่งของข้าราชการครู และอายุราชการ
การวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ประชากร ได้แก่ ข้าราชการครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีทั้งหมด 18 โรงเรียน ประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียน 26 คน ครูแนะแนว 18 คน ครูผู้สอน 136 คน รวมทั้งสิ้น 180 คน
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ข้าราชการครูในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 139 คน ประกอบด้วยผู้บริหารโรงเรียน 25 คน ครูแนะแนว 18 คน ครูผู้สอน 96 คน ซึ่งได้จากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางสำเร็จรูปของ Krejcie and Morgan และทำการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling)
ตัวแปรต้น ได้แก่
1. ตำแหน่งของข้าราชการครู จำแนกเป็น
1.1 ผู้บริหารโรงเรียน
1.2 ครูแนะแนว
1.3 ครูผู้สอน
2. อายุราชการ จำแนกเป็น
2.1 น้อยกว่า 20 ปี
2.2 20 ปีขึ้นไป
ตัวแปรตาม ได้แก่ ความคิดเห็นของข้าราชการครูที่มีต่อการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้นตามขอบข่ายการบริหารงานแนะแนว ดังนี้
1. การบริหารงานแนะแนว ประกอบด้วย การจัดบุคลากร การจัดระบบงานและการวางแผน และการจัดอาคารสถานที่และวัสดุอุปกรณ์
2. การดำเนินการจัดบริการแนะแนวในโรงเรียน ในเรื่องเกี่ยวกับการรวบรวมข้อมูล การจัดบริการสนเทศ การจัดบริการให้คำปรึกษา การจัดบริการจัดวางตัวบุคคล และการบริการติดตามผล
3. การสนับสนุนงานแนะแนว ได้แก่ การประสานงานแนะแนว การประชาสัมพันธ์งานแนะแนว และการพัฒนาบุคลากรแนะแนว
การบริหารงานแนะแนวโรงเรียน หมายถึง สภาพที่โรงเรียนประถมศึกษาตามโครงการขยายโอกาสทางการศึกษาได้บริการและจัดการเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมและบริการต่างๆ ที่ครอบคลุมด้านการศึกษา อาชีพและพัฒนาบุคลิกภาพ สามารถช่วยให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ปรับตัวได้ดี สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างผาสุกและเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ ซึ่งการบริหารงานแนะแนวจัดดำเนินเกี่ยวกับ การจัดบุคลากร การจัดระบบงานและการวางแผน การจัดสรรงบประมาณ การจัดอาคารสถานที่และวัสดุอุปกรณ์
การดำเนินการจัดบริการแนะแนวในโรงเรียน ในเรื่องเกี่ยวกับการบริการ 5 ด้าน คือ การบริการศึกษาและรวบรวมข้อมูลนักเรียนรายบุคคล การบริการสนเทศ การให้บริการคำปรึกษา การบริการจัดวางตัวบุคคล การบริการติดตามและประเมินผล
การสนับสนุนงานแนะแนว หมายถึง กิจกรรมที่โรงเรียนจัดเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้การบริหารงานแนะแนวเป็นไปตามหลักการ ขอบข่ายของงานโครงการแนะแนวให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งประกอบด้วย การประสานงานแนะแนว การประชาสัมพันธ์งานแนะแนว และการพัฒนาบุคลากรแนะแนว
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งเป็น 2 ตอน คือ
ตอนที่ 1 เกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม มีลักษณะเป็นแบบเลือกตอบ
ตอนที่ 2 เป็นคำถามเกี่ยวกับการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียน ประกอบด้วย ด้านการบริหารงานแนะแนว ด้านการจัดบริการแนะแนว และด้านการสนับสนุนงานแนะแนว
การตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ แบบสอบถามได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงจากผู้ทรงคุณวุฒิ ทำการปรับปรุงและนำไปทดลองใช้ วิเคราะห์หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม ได้ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .96
1. ขอหนังสือราชการจากคณะครุศาสตร์ สถาบันราชภัฎอุบลราชธานีไปยังสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองอุบลราชธานี เพื่อทำหนังสือขอความร่วมมือตามสายบังคับบัญชาไปยังกลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารโรงเรียน ครูแนะแนว ครูผู้สอน ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ได้ให้ความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2. ส่งแบบสอบถามด้วยตนเองไปยังโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองอุบลราชธานี ผ่านสายงานการบังคับบัญชาจากอำเภอไปยังโรงเรียนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2544
3. เก็บรวบรวมแบบสอบถามด้วยตนเองจากโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา ได้รับแบบสอบถามกลับคืน คิดเป็นร้อยละ 100
ทำการวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS ดังนี้
1. วิเคราะห์สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 1 ด้วยวิธีวิเคราะห์โดยหาค่าความถี่ และค่าร้อยละ
2. ความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ครูแนะแนว และครูผู้สอน ในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา วิเคราะห์โดยหาค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน จำแนกตามผู้บริหารโรงเรียน ครูผู้สอน และครูแนะแนว
3. เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยความคิดเห็นของผู้บริหารโรงเรียน ครูแนะแนว และครูผู้สอน เกี่ยวกับการบริหารงานแนะแนวในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำแนกตามอายุราชการ โดยใช้ t-test และจำแนกตามตำแหน่ง โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวน (ANOVA) เมื่อพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ทำการเปรียบเทียบรายคู่ตามวิธีการของ Scheffe/
4. สรุปรวบรวมข้อเสนอแนะจากแบบสอบถาม
1. ผู้บริหารโรงเรียนมีความคิดเห็นว่า โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองอุบลราชธานี มีการดำเนินการบริหารงานแนะแนวด้านการบริหารงานแนะแนว ด้านการจัดบริการงานแนะแนว 5 ด้าน ด้านการสนับสนุนงานแนะแนว และในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนครูแนะแนว และครูผู้สอน มีความคิดเห็นว่า มีการดำเนินการบริหารงานแนะแนวในระดับปานกลาง
2. ข้าราชการครูที่มีตำแหน่งต่างกันมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานแนะแนวโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองอุบลราชธานี ด้านการจัดบริการงานแนะแนว 5 ด้าน ไม่แตกต่างกัน ส่วนด้านการบริหารงานแนะแนว ด้านการสนับสนุนงานแนะแนว และในภาพรวม มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ข้าราชการครูที่มีอายุราชการต่างกันมีความคิดเห็นต่อการบริหารงานแนะแนวโรงเรียนขายาโอกาสทางการศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอเมืองอุบลราชธานี ด้านการบริหารงานแนะแนว ด้านการจัดบริการงานแนะแนว 5 ด้าน ด้านการสนับสนุนงานแนะแนว และในภาพรวมไม่แตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะสำหรับสำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี
1. ควรนำข้อมูลจากผลการวิจัยไปวางแผนในการจัดประชุม อบรม สัมมนา ผู้บริหารโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เพื่อเพิ่มทักษะในการบริหารงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานแนะแนวในโรงเรียน เพื่อให้ตรงกับสภาพปัจจุบันปัญหา และความต้องการ
2. มีการกำหนดนโยบาย เป้าหมาย มาตรการในการปฏิบัติงานที่ชัดเจน โดยเฉพาะในการบริหารงานแนะแนวโรงเรียน เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการเกี่ยวกับการจัดกิจกรรม และการบริการต่างๆ ที่ครอบคลุมด้านการศึกษา อาชีพ และพัฒนาบุคลิกภาพ สามารถช่วยให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นตัดสินใจได้อย่างเหมาะสม ปรับตัวได้ดี สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างผาสุก และเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้
ข้อเสนอแนะสำหรับโรงเรียน
1. ควรจัดประชุมครูแนะแนว ครูผู้สอนในโรงเรียนเพื่อชี้แจงนโยบาย เป้าหมาย มาตรการ การบริหารงานแนะแนว และแนวทางการดำเนินงาน เพื่อให้ครูทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของการบริการแนะแนวในโรงเรียน มีแนวคิด และพร้อมที่จะปฏิบัติงานการแนะแนวไปในทิศทางเดียวกัน
2. ควรมีการนิเทศ ติดตาม กำกับ ดูแล ประเมินผลการแนะแนวในโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอ และต่อเนื่อง ให้ครูทุกคนมีส่วนร่วม เพื่อกระตุ้นให้ครูรู้บทบาทหน้าที่ และความกระตือรือร้นในการปฏิบัติงานแนะแนว รวมทั้งการเชิญวิทยากรจากภายนอกที่มีความรู้ความสามารถมาให้ความรู้ทำให้งานแนะแนวมีทางเลือกที่หลากหลาย
3. ควรมีการสำรวจความต้องการของนักเรียนที่มีต่อการแนะแนว ก่อนที่จะวางโครงการจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อให้การบริการแนะแนวที่มีประสิทธิภาพ
4. ควรสนับสนุนการดำเนินงานแนะแนว เช่น จัดบุคลากรด้านการแนะแนวให้เพียงพอกับจำนวนนักเรียน จัดห้องแนะแนวให้เป็นเอกเทศ จัดสรรงบประมาณให้กับงานแนะแนวให้เพียงพอ ให้บุคลากรทางการแนะแนวได้ปฏิบัติงานตามวุฒิ และมีเวลาให้การแนะแนวอย่างเต็มที่
ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการวิจัยเกี่ยวกับการบริหารงานแนะแนวหลายรูปแบบในเขตการศึกษาหรือสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดอื่น
2. ควรมีการวิจัยเปรียบเทียบการบริหารงานแนะแนวของครูแนะแนว สังกัดกรมอื่นๆ หรือผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษาในตำแหน่งอื่นๆ
3. ควรมีการวิจัยการบริหารงานแนะแนวโรงเรียนตามความคิดเห็นของผูปกครอง กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และศึกษานิเทศก์
2545 y46ri220 อนุมัติ 1043 - 0 5175 Administration of Private Kindergartens in Changwat Nonthaburi การบริหารงาน โรงเรียนอนุบาลเอกชน นนทบุรี ปี2545 รังสิมา ทวีศรี Rangsima Tweesri ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2545 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด วิทยาเขตบางเขน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การศึกษานับเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดประการหนึ่งในการสร้างสรรค์ความเจริญก้าวหน้าและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในสังคมได้ เนื่องจากการศึกษาเป็นกระบวนการที่ช่วยให้คนได้พัฒนาตนเองด้านต่าง ๆ ตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่การวางรากฐานพัฒนาการของชีวิตตั้งแต่แรกเกิด การพัฒนาศักยภาพและขีดความสามารถด้านต่าง ๆ ที่จะดำรงชีพและประกอบอาชีพได้อย่างมีความสุข รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง รวมเป็นพลังสร้างสรรค์การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนได้ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2539 : 2) ซึ่งการจัดการศึกษาจะต้องเริ่มต้นจากการพัฒนาเด็ก เพราะรากฐานคุณภาพชีวิตของบุคคล เริ่มจากการพัฒนาคุณภาพเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กปฐมวัยหรือเด็กที่อยู่ในวัยก่อนเรียน เนื่องจากช่วงอายุ 3 – 6 ปี ถือเป็นวัยทองของชีวิต โดยเป็นช่วงที่เด็กมีการรับรู้ เรียนรู้ และพัฒนาอย่างรวดเร็ว เหมาะที่จะวางรากฐานคุณภาพชีวิตทุกด้าน ทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ สังคม สติปัญญา ตลอดจนบุคลิกภาพที่จะติดตัวเด็กไปเป็นผู้ใหญ่ที่พึงประสงค์ของสังคมในอนาคต (จิตตินันท์, 2537 : 92)
การจัดการศึกษาของไทยได้เปิดโอกาสให้เอกชนมีส่วนร่วมรับภาระการจัดการศึกษาตลอดมาภายในขอบเขตที่รัฐกำหนด ดังจะเห็นได้จากแผนการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2535 (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2536 : 21) กำหนดไว้ในแนวนโยบายการศึกษา ข้อ 18 ว่า “…ส่งเสริมให้เอกชนจัดการศึกษาทุกระดับเพิ่มขึ้น ให้มีอิสระและความคล่องตัวในการบริหารและการจัดการ สามารถพึ่งตนเองได้ โดยรัฐให้การสนับสนุนด้านวิชาการ ทรัพยากร และอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน และการรับรองมาตรฐาน…” และจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2543 (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2542 :22-23) กำหนดไว้ในมาตรา 45 กำหนดไว้ว่า “…ให้สถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษาได้ทุกระดับและทุกประเภทการศึกษา ตามที่กฎหมายกำหนด โดยรัฐต้องกำหนดนโยบายและมาตรการที่ชัดเจนเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของเอกชนในด้านการศึกษา…” ดังกล่าวมานี้เป็นตัวบ่งชี้เจตนาของการจัดการศึกษาของชาติที่ต้องการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเอกชนมีส่วนสำคัญในการจัดการศึกษาของประเทศ และรัฐเองก็ได้เห็นความสำคัญของการศึกษาเอกชนดังกล่าวว่า มีส่วนช่วยแบ่งเบาภาระด้านงบประมาณของรัฐ ในการจัดการศึกษาที่มีความหลากหลายรวมทั้งให้บังเกิดคุณภาพและสอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครองพร้อมกับการแข่งขันในคุณภาพของการจัดการศึกษาทุกระดับ รวมทั้งระดับอนุบาลศึกษา
การจัดการศึกษาปฐมวัย หรือการจัดการศึกษาระดับอนุบาล เป็นภาวะใหม่ของการพัฒนาชุมชนเพื่อส่งเสริมการศึกษาและความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้น และนับวันจะมีความสำคัญต่อชุมชนมากขึ้น ครอบครัวไทยโบราณแต่เดิมเด็กอยู่กับครอบครัวที่มีผู้ใหญ่ดูแล ซึ่งเป็นครอบครัวแบบขยาย แต่ปัจจุบันสังคมไทยกลายเป็นครอบครัวเดี่ยว คือ มี พ่อ แม่ ลูก ทั้งพ่อและแม่ต้องออกไปประกอบอาชีพนอกบ้านเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ครอบครัว ดังนั้น พ่อแม่จึงนำลูกไปฝากไว้ตามสถานรับเลี้ยงเด็ก หรือโรงเรียนอนุบาล การศึกษาปฐมวัยจึงกลายเป็นความจำเป้นของชีวิตมากขึ้นกว่าเดิม สถานอบรมเลี้ยงดูเด็กระดับก่อนประถมศึกษาต่าง ๆ เช่น สถานรับเลี้ยงเด็ก ศูนย์เด็กปฐมวัย ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก หรือโรงเรียนอนุบาล จึงเป็นสถานที่ที่จะเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ นอกเหนือจากสิ่งที่ได้รับจากบ้าน และส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญา และบุคลิกภาพไปพร้อม ๆ กันด้วย (เยาวพา, 2542 : 14-15)
การศึกษาในระดับอนุบาลนั้น โรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษา จังหวัดนนทบุรี มีการขยายการศึกษารับนักเรียนระดับอนุบาลโดยเสียค่าใช้จ่ายเพียงเล็กน้อย จึงมีผลกระทบต่อโรงเรียนอนุบาลเอกชนซึ่งมีการแข่งขันกันเองอยู่แล้ว ดังนั้น ในการดำเนินงานของผู้บริหารโรงเรียน เพื่อให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายและสนองนโยบายแนวคิดในการจัดการศึกษาเอกชน ผู้บริหารจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องบริหารงานโรงเรียนอย่างเหมาะสมและจะต้องมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนเป็นที่ยอมรับของผู้ปกครองและสอดคล้องกับความต้องการของสังคม
การบริหารงานโรงเรียนอนุบาล จังหวัดนนทบุรี นั้น ยังไม่มีผู้ใดได้ทำการศึกษาและวิจัยอย่างจริงจัง จึงยังไม่ทราบสภาพและปัญหาอย่างแท้จริง ด้วยหลักการและเหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนจังหวัดนนทบุรี เพื่อจะได้นำผลการวิจัยมาช่วยเป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชน รวมทั้งเป็นข้อมูลให้แก่สถาบันที่มีความรับผิดชอบต่อการจัดการศึกษาระดับอนุบาล ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการศึกษาระดับอนุบาลต่อไป
1. การบริหารการศึกษา
2. การจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชน
3. ความเป็นมาของการจัดการศึกษาระดับอนุบาล
4. การบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเอกชน
5. การจัดการศึกษาในจังหวัดนนทบุรี
เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดนนทบุรี การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชน ในจังหวัดนนทบุรี 37 โรงเรียน ได้แก่ ผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ และครูใหญ่ ซึ่งมีจำนวนทั้งหมด 79 คน เนื่องจากบางโรงเรียนผู้บริหารดำรงตำแหน่งมากกว่า 1 ตำแหน่ง
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย -
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดนนทบุรี
ตัวแปรตาม -
การบริหารงาน หมายถึง การที่ผู้บริหารโรงเรียนนำทั้งศาสตร์และศิลป์ มาใช้ดำเนินการบริหารงานจัดการศึกษาระดับอนุบาลในโรงเรียน โดยจะครอบคลุมงานบริหารโรงเรียนทั้ง 6 งาน คือ งานวิชาการ งานบุคลากร งานธุรการและการเงิน งานกิจการนักเรียน งานอาคารสถานที่ และงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน
ผุ้บริหาร หมายถึง ผู้รับใบอนุญาต ผู้จัดการ ครูใหญ่
โรงเรียนอนุบาลเอกชน หมายถึง โรงเรียนอนุบาลที่เอกชนจัดตั้งและเปิดสอนในระดับอนุบาลศึกษา (ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1-3) สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน กระทรวงศึกษาธิการ จังหวัดนนทบุรี
ระดับอนุบาลศึกษา หมายถึง การจัดการศึกษาชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3
งานวิชาการ หมายถึง การจัดประสบการณ์เพื่อเตรียมเด็กให้พัฒนาทั้งทางร่างกาย อารมณ์ สังคมและสติปัญญาไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งการจัดนั้น ๆ จะต้องครอบคลุมถึงการศึกษาหลักสูตรหรือแนวการจัดประสบการณ์ การนำแผนการสอนไปใช้ การจัดหาและผลิตสื่อ การจัดสภาพแวดล้อม การจัดตารางกิจกรรมประจำวัน การนิเทศ และการประเมินความพร้อม
งานบุคลากร หมายถึง การวางแผนและดำเนินการที่เกี่ยวกับตัวบุคคล ตั้งแต่การสรรหา การมอบหมายงาน การพัฒนา การควบคุมและประเมิน รวมทั้งการให้บุคลากรพ้นจากงาน
งานธุรการและการเงิน หมายถึง งานเอกสาร และสารบรรณ พัสดุครุภัณฑ์ การจัดงบประมาณ การบันทึกรายรับ – รายจ่าย และการประชาสัมพันธ์
งานกิจการนักเรียน หมายถึง งานที่เกี่ยวกับตัวนักเรียนทั้งในด้านการจัดบริการและการจัดกิจกรรมเสริมการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการครบในทุก ๆ ด้าน
งานอาคารสถานที่ หมายถึง การจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการตกแต่งและจัดบริเวณการใช้ประโยชน์และบำรุงรักษาอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน
งานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนและชุมชน หมายถึง การสร้างความสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์โรงเรียนกับผู้ปกครอง และชุมชน ทั้งในด้านการจัดกิจกรรม การให้บริการช่วยเหลือชุมชน และการรับบริการจากชุมชน
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามชนิดตรวจสอบรายการ แบ่งออกเป็น 3 ตอน คือ
ตอนที่ 1 สถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ตอนที่ 2 สภาพการบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเอกชน 6 ด้าน คือ 1) การบริหารงานวิชาการ 2) การบริหารงานบุคลากร 3) การบริหารงานธุรการและการเงิน 4) การบริหารงานกิจการนักเรียน 5) การบริหารงานอาคารสถานที่ และ 6) การบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
ตอนที่ 3 ปัญหาการบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเอกชน 6 ด้าน คือ 1) การบริหารงานวิชาการ 2) การบริหารงานบุคลากร 3) การบริหารงานธุรการและการเงิน 4) การบริหารงานกิจการนักเรียน 5) การบริหารงานอาคารสถานที่ และ 6) การบริหารงานความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน
1. ขอหนังสือจากโครงการปริญญาโท สาขาบริหารการศึกษา ภาคพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ถึงผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชน จังหวัดนนทบุรีที่เป็นกลุ่มประชากร จำนวนทั้งสิ้น 37 โรงเรียน เพื่อขออนุญาต และขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถาม
2. ใช้บริการทางไปรษณีย์ส่งหนังสือขอความร่วมมือและแบบสอบถามถึงผู้บริหารโรงเรียนที่เป็นกลุ่มประชากรจำนวนทั้งสิ้น 79 คน และได้รับแบบสอบถามกลับคืนมา 68 ฉบับ ซึ่งเป็นฉบับที่สมบูรณ์คิดเป็นร้อยละ 86.08
การวิเคราะห์ข้อมูลของแบบสอบถาม ผู้วิจัยได้นำแบบสอบถามมาวิเคราะห์ด้วยตนเองโดยการแจกแจงความถี่และหาค่าร้อยละ แล้วนำเสนอเป็นตารางประกอบคำอธิบายในรูปของความเรียง ผลการวิจัยพบว่าผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่มีแนวการจัดประสบการณ์ให้แก่นักเรียนโดยการเตรียมความพร้อมทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ควบคู่กับวิชาการ มีการส่งเสริมบุคลากรเข้าร่วมประชุม อบรม สัมมนา มีการจัดทำบัญชีการเงินและทะเบียนรับ – ส่งเอกสารอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน จัดให้มีบริการรถรับ-ส่งนักเรียน มีสนามเด็กเล่นที่สมบูรณ์ และจัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ถึงผู้ปกครองรวมทั้งเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน ส่วนปัญหาการบริหารงานของผู้บริหารโรงเรียนส่วนใหญ่คือ นโยบายการจัดการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ปกครอง ครูที่จบการศึกษาทางด้านการศึกษาปฐมวัยมีไม่เพียงพอ การตรวจสอบบัญชีไม่ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และขาดการสนับสนุนจากหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ข้อเสนอแนะทั่วไป
1. ผู้บริหารควรส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่ผู้ปกครอง เช่น การปฐมนิเทศ การบรรยายพิเศษ ในเรื่องที่เกี่ยวกับนโยบายการจัดการศึกษาและแนวดำเนินการสอนของโรงเรียน ตามแนวพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 ในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ปกครองได้รับความรู้และความเข้าใจถึงการจัดการศึกษาในปัจจุบัน หรือ นัด “สัปดาห์ลูกของเรา” ในทุกภาคเรียน
2. ผู้บริหารควรจัดการบริหารเรื่องเวลาและให้ความสำคัญต่อการนิเทศภายใน และจัดระบบการนิเทศภายในให้เป็นระบบและต่อเนื่องเพื่อช่วยให้ครูพัฒนาคุณภาพการสอนอยู่เสมอ รวมทั้งผู้บริหารควรศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมในด้านการนิเทศเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อกระบวนการนิเทศภายในโรงเรียนต่อไป
3. ผู้บริหารควรมีการพัฒนาบุคลากรในด้านการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บุคลากรเกดความกระตือรือร้น มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการปฏิบัติงาน จัดให้เข้ารับการอบรมทางด้านเกี่ยวกับการศึกษาปฐมวัย
4. ผู้บริหารควรมีการตรวจสอบบัญชีและติดตามผลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอเพื่อให้การจัดสรรเงินเป็นไปตามแผนอย่างถูกต้อง
5. ผู้บริหารควรมอบหมายให้มีผู้ดูแลรับผิดชอบในงานวัสดุ-ครุภัณฑ์ เพื่อให้มีการใช้วัดสุ-ครุภัณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพ และเชิญผู้ชำนาญการมาแนะนำวิธีการที่ถูกต้อง
6. ผู้บริหารควรให้การสนับสนุนในการจัดห้องหรือบริเวณที่ใช้ในการทำกิจกรรมของเด็กอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็ก
7. ผู้บริหารควรจัดให้มีการตรวจตรางานอาคารสถานที่อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ จัดผู้รับผิดชอบดูแล โดยต้องมีการติดตามผลการทำงานและประเมินผลการปฏิบัติงานด้วย
8. ผู้บริหารควรมีการจัดสภาพการใช้พื้นที่ให้เหมาะสม เช่น พื้นที่ห้องเรียน ห้องนอน ห้องอาหาร ควรแยกจากกัน
9. ผู้บริหารควรสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการสร้างความสัมพันธ์กับชุมชนและหน่วยงานอื่นในท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์อันดีต่อกัน
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาเปรียบเทียบการบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเอกชนกับการบริหารงานโรงเรียนอนุบาลของรัฐบาล
2. ควรมีการศึกษาถึงรูปแบบที่เหมาะสมเพื่อใช้จัดการศึกษาระดับอนุบาล ทั้งในเรื่องการพัฒนาหลักสูตร และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเอื้อต่อการจัดประสบการณ์ให้กับนักเรียนอนุบาล เช่น การสอนคอมพิวเตอร์ในระดับอนุบาล การสอนจินตคณิตในระดับอนุบาล
2545 y46ku141 อนุมัติ 1295 - 0 5044 Administration of Private Kindergarten Schools in Bangkok Metropolis during the Economic Crisis Period การบริหารงาน โรงเรียนอนุบาลเอกชน ช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ปี2543 นางสาวโชติรส โสภณมณี Ms.Chotiros Soponmanee ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
 
ทำวิจัยเสร็จปี 2543 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด วิทยาเขตบางเขน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการศึกษา เห็นได้จากการที่กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดนโยบายเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤต ได้แก่ (สำนักนโยบายและแผนการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม, 2542 : 94) การสนับสนุนการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติงานการบรรเทาปัญหาการว่างงานของชาติ การกำหนดให้สถานศึกษาถือปฏิบัติเพื่อแก้ปัญหาวิกฤตทางการศึกษา การจัดกองทุนของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อช่วยนักเรียนในภาวะวิกฤต และการดำเนินงานเงินทุนการศึกษา ตามโครงการเงินกู้จากธนาคารพัฒนาเอเชีย
สถาบันการศึกษาเอกชนซึ่งถือเป็นสถาบันการศึกษาที่ช่วยแบ่งเบาภาระจากภาครัฐ จะได้รับผลกระทบมาก เนื่องจากรายได้ส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับค่าเล่าเรียนที่เก็บจากผู้เรียนหรือผู้ปกครอง ในภาวะวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ส่งผลทำให้ผู้ปกครองส่วนใหญ่มีรายได้ลดลง หรือต้องกลายเป็นผู้ว่างงาน อันเป็นผลกระทบจากการปิดกิจการ ทำให้ผู้ปกครองไม่สามารถชำระค่าเล่าเรียนได้ตรงตามกำหนดเวลา หรืออาจถึงกับไม่สามารถชำระได้ ต้องให้เด็กลาออกจากโรงเรียนไปในที่สุด เป็นผลให้โรงเรียนเอกชนมีจำนวนเด็กลดน้อยลง อาจต้องล้มเลิกกิจการ และภาระการจัดการศึกษาอาจจะกลับมาตกที่ภาครัฐก็เป็นได้
แม้ทางภาครัฐจะให้ความช่วยเหลือในรูปแบบต่าง ๆ แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่มาก เช่น
1. เงินทุนหมุนเวียนเพื่อพัฒนาการศึกษาโรงเรียนเอกชนได้กำหนดคุณสมบัติของโรงเรียนที่จะกู้ยืม (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน, 2538 : 264) ไว้บางประการ เช่น จะต้องมีนักเรียนไม่ต่ำกว่า 180 คน หรือเปิดทำการสอนไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นต้น จะเห็นได้ว่าในการขอกู้ยืมเงินจากภาครัฐมีข้อจำกัด โดยเฉพาะสำหรับโรงเรียนอนุบาลขนาดเล็กที่เปิดกิจการใหม่ไม่ถึง 5 ปี ทำให้โรงเรียนต้องหันไปกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอื่น ๆ
2. โครงการร้อยใจเยาวชนไทยในภาวะวิกฤต ซึ่งจะให้ความช่วยเหลือนักเรียนที่ได้รับความเดือนร้อน เพราะผู้ปกครองตกงาน ธุรกิจล้มเหลว หรือผู้ปกครองยากจนที่มีภาระติดค้างชำระค่าเล่าเรียน หรือมีรายได้ไม่พอค่าเล่าเรียน โดยให้ระดับอนุบาลและประถมศึกษาทุนละ 2,000 บาท ต่อปี โดยโรงเรียนสามารถยื่นคำร้องขอรับทุนให้แก่นักเรียนได้ แต่มีข้อกำหนดว่า ต้องเป็นโรงเรียนอนุบาลที่มีระดับประถมด้วย (สำนักนโยบายแลแผนการศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม, 2542 : 99)
3. การช่วยเหลือนักเรียนในรูปบัตรอุดหนุนค่าเล่าเรียน หรือคูปองการศึกษา โดยรัฐจะให้ความช่วยเหลือตั้งแต่ระดับประถมขึ้นไป ส่วนระดับอนุบาลจะได้รับเฉพาะโรงเรียนเอกชนการกุศลและโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามของมัสยิดหรือมูลนิธิ (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน, 2541ก : 1) จะเห็นได้ว่า โรงเรียนเอกชนที่เปิดสอนอนุบาลระดับเดียวมีข้อจำกัดในการได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐ ดังนั้นจึงต้องอาศัยการบริหารงานที่สามารถปรับแนวทางการบริหารโรงเรียนให้สามารถอยู่รอดได้ และยังคงมีประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอน ในภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงเป็นการสมควรที่จะศึกษาการบริหารงานของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในกรุงเทพมหานครว่ามีสภาพและปัญหาในการบริหารงานโรงเรียนในช่วงภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้อย่างไร เพื่อให้องค์กรอยู่รอดได้และยังมีคุณภาพในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1. ภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
2. การบริหารการศึกษา
3. การจัดการศึกษาระดับอนุบาล
4. การบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเอกชน
5. โรงเรียนอนุบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานในโรงเรียนอนุบาลเอกชนในกรุงเทพมหานครในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชนที่เปิดสอนระดับเดียวในกรุงเทพมหานคร จำนวน 412 คน จากจำนวนทั้งหมด 412 โรงเรียน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย
ตัวแปรอิสระ ได้แก่ การบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเอกชนในกรุงเทพมหานครในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ
ตัวแปรตาม
การบริหารงาน หมายถึง การดำเนินการในด้านต่าง ๆ ของโรงเรียน 6 ด้าน คือ การเงิน การจัดการเรียนการสอน บุคลากร การจัดบริการด้านต่าง ๆ อาคารสถานที่สิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์กับชุมชน
งานการเงิน หมายถึง การวางแผนและดำเนินการด้านการรับ การเบิกจ่าย การเก็บรักษา และการจัดงบประมาณของโรงเรียน
งานการจัดการเรียนการสอน หมายถึง การวางแผนและดำเนินการ การจัดประสบการณ์ การเรียนการสอน ที่ส่งเสริมพัฒนาการของนักเรียน รวมถึงการจัดสื่ออุปกรณ์ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนการสอน
งานบุคลากร หมายถึง การวางแผนและดำเนินการที่เกี่ยวกับตัวบุคคล ตั้งแต่การสรรหา การมอบหมายงาน การพัฒนา การควบคุมและประเมิน รวมทั้งการให้บุคลากรพ้นจากงาน
งานจัดบริการด้านต่าง ๆ หมายถึง การจัดบริการพิเศษ ได้แก่ ด้านโภชนาการ ด้านสุขภาพ ด้านความปลอดภัย ด้านรถรับส่งนักเรียน การจัดกิจกรรมส่งเสริมความสามารถพิเศษ ได้แก่ การสอนคอมพิวเตอร์ ว่ายน้ำ ดนตรีและนาฏศิลป์
งานอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม หมายถึง การจัดการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการตกแต่งและจัดบริเวณ การใช้ประโยชน์และบำรุงรักษาอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน
งานความสัมพันธ์กับชุมชน หมายถึง การสร้างความสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์กับชุมชน การให้บริการช่วยเหลือชุมชน และการรับบริการจากชุมชน
โรงเรียนอนุบาลเอกชน หมายถึง โรงเรียนที่อยู่ในสังกัดของคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ที่เปิดสอนในระบบโรงเรียนประเภทสามัญศึกษา โดยเป็นโรงเรียนที่เปิดสอนระดับอนุบาลเพียงระดับเดียว ได้แก่ ชั้นอนุบาลปีที่ 1 – 3 หรือชั้นอนุบาลปีที่ 2 – 3 ในกรุงเทพมหานคร
ช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ หมายถึง สภาพเศรษฐกิจของไทยระหว่างปี พ.ศ. 2540 – 2542 ซึ่งมีผลกระทบต่อการบริหารงานของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในกรุงเทพมหานคร
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม 1 ชุด ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น มีลักษณะเป็นแบบตรวจสอบรายการและแบบเติมข้อความ แบ่งออกเป็น 3 ตอน
ตอนที่ 1 เป็นคำถามแบบเลือกตอบ และเติมคำ เกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถามและสภาพของโรงเรียน
ตอนที่ 2 เป็นคำถามแบบตรวจสอบรายการ และแบบปลายเปิด เกี่ยวกับสภาพการบริหารงานด้านต่าง ๆ ของโรงเรียน ได้แก่ การเงิน การจัดการเรียนการสอน บุคลากร การให้บริการด้านต่าง ๆ อาคารสถานที่สิ่งแวดล้อม และความสัมพันธ์กับชุมชน
ตอนที่ 3 เป็นคำถามแบบตรวจสอบรายการ และแบบปลายเปิด เกี่ยวกับปัญหาการบริหารงานด้านต่าง ๆ ของโรงเรียน และข้อเสนอแนะ
1. ผู้วิจัยติดต่อขอหนังสือจากโครงการปริญญาโทสาขาบริหารการศึกษา ภาคพิเศษ เพื่อขอความร่วมมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล
2. ผู้วิจัยส่งหนังสือขอความร่วมมือพร้อมทั้งแบบสอบถาม จำนวน 412 ฉบับ ให้ผู้บริหารโรงเรียนอนุบาลเอกชน ด้วยตนเองและทางไปรษณีย์
3. ระยะเวลาที่ใช้เก็บข้อมูล ตั้งแต่วันที่ 25 ธันวาคม 2542 ถึงวันที่ 28 มกราคม 2543
4. ได้รับแบบสอบถามคืน 353 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 85.44 เป็นแบบสอบถามฉบับที่สมบูรณ์ จำนวน 332 ฉบับ คิดเป็นร้อยละ 80.58
นำแบบสอบถามที่ได้รับคืนมาตรวจสอบความสมบูรณ์ก่อนนำไปหาค่าความถี่และค่าร้อยละของแบบสอบถาม ผลการวิจัยเกี่ยวกับสภาพการบริหารงานพบว่า 1) ด้านการเงิน มีการวางแผนโดยสำรวจข้อมูลภายในโรงเรียนอย่างละเอียด จัดให้มีการผ่อนชำระหรือแบ่งชำระค่าธรรมเนียมรายรับจากค่าธรรมเนียมการเรียน ซึ่งเป็นรายได้หลักของโรงเรียนลดลง 2) ด้านการเรียนการสอน จัดโดยยึดหลักความต้องการของผู้ปกครอง โดยสอนทั้งแนวการสอนแบบเตรียมความพร้อมและวิชาการควบคู่กันไป 3) ด้านบุคลากร วางแผนโดยยึดหลักประโยชน์และประหยัดอย่างมีประสิทธิภาพ งดการรับสมัครบุคลากรเพิ่ม ให้บุคลากรที่ขาดประสิทธิภาพออก นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้เพื่อลดบุคลากร ไม่มีการปรับหรือลดเงินเดือน รวมทั้งลดสวัสดิการของบุคลากร และลดโครงการพัฒนาบุคลากรเข้าอบรม 4) ด้านการจัดบริการด้านตาง ๆ การใช้บริการพิเศษและกิจกรรมพิเศษต่าง ๆ มีจำนวนลดลง โรงเรียนจัดให้มีการผ่อนชำระค่าบริการ มีการปรับปรุงวิธีการประชาสัมพันธ์ และจัดกิจกรรมเฉพาะที่จำเป็นและได้รับความนิยมเท่านั้น 5) ด้านอาคารสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก ได้มีการใช้อย่างคุ้มค่าและสอดคล้องกับนโยบายประหยัด 6) ด้านความสัมพันธ์กับชุมชน มีการประสานงานกับชุมชนและโรงเรียนต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้น ปัญหาในการบริหารงานพบดังนี้ การจัดสรรงบประมาณในการดำเนินงานด้านการจัดซื้อสื่อการเรียนการสอน การจัดบริการด้านต่าง ๆ ด้านอาคารสถานที่ และการประชาสัมพันธ์โรงเรียนไม่เพียงพอ ด้านบุคลากรพบว่า บุคลากรต้องหารายได้พิเศษเสริมจากงานประจำ ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานด้อยลง ข้อเสนอแนะทั่วไป
ผลการวิจัยครั้งนี้มีข้อคิดที่สามารถนำมาเสนอแนะแก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังต่อไปนี้ คือ ในภาพรวมของสภาพและปัญหาการบริหารงานโรงเรียนอนุบาลเอกชน พบว่าโรงเรียนมีปัญหาในเรื่องของงบประมาณด้านต่าง ๆ ไม่เพียงพอ ดังเห็นได้จากด้านการเงิน มีสภาพในการจัดงบประมาณไม่เพียงพอตามกำหนด ผู้ปกครองไม่สามารถชำระค่าธรรมเนียนได้ตามอัตราของโรงเรียน จึงต้องมีการแบ่งชำระหรือผ่อนชำระ รวมทั้งโรงเรียนส่วนใหญ่ต้องจัดลดงบประมาณด้านบุคลากร ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินงานของโรงเรียน อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าโรงเรียนยังคงให้ความสำคัญต่องบประมาณด้านการเรียนการสอน ทั้งนี้เพื่อเป็นการรักษาคุณภาพและมาตรฐานในการจัดการศึกษาของโรงเรียน ดังนั้น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ควรดำเนินการช่วยเหลือ อาทิ การให้เงินกู้ยืม และลดระเบียบต่าง ๆ ในการกู้ยืมเงิน การลดหย่อนภาษีสื่อการเรียนการสอน หรือการสนับสนุนการจัดอบรมครูแก่โรงเรียนอนุบาลเอกชน เป็นต้น
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาวิจัยการบริหารงานในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ ของโรงเรียนอนุบาลเอกชนสังกัดกรุงเทพมหานคร
2. ควรมีการวิจัยเชิงคุณภาพในเรื่องการบริหารงานในโรงเรียนอนุบาลเอกชนในช่วงภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
3. ควรมีการวิจัย ในด้านความต้องการของโรงเรียนอนุบาลเอกชนในการขอรับความช่วยเหลือจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (ส.ช.) เพื่อเป็นข้อมูลให้ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน ได้ให้ความช่วยเหลือโรงเรียนที่ประสบภาวะวิกฤตเศรษฐกิจ
2543 y46ku027 อนุมัติ 1032 - 0 2100 Inventory Management of Vocational Education Institutes in Chiang Rai Province พัสดุ การบริหารพัสดุ ปี2541 นางวัชรี แสนสิงห์ชัย Mrs. Watcharee Saensingchai อาจารย์ 2 ระดับ 7 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
-
- ทำวิจัยเสร็จปี 2541 การค้นคว้าแบบอิสระ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ การบริหารงานต่าง ๆ ในองค์กรหรือหน่วยงานจำเป็นต้องพัสดุ เพราะพัสดุเป็นเครื่องมือที่ช่วยการบริหารงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การบริหารพัสดุจึงเป็นงานที่มีความสำคัญต่อการปฏิบัติราชการทุกสาขาและเป็นงานหลักของการบริหารที่ช่วยเสริมสร้าง และบริการแก่งานอื่น ๆ ให้ดำเนินไปด้วยความสะดวก รวดเร็ว และง่ายต่อการปฏิบัติ ( ปรีชา โกศลพันธ์ , 2521 : 3 ) การบริหารพัสดุถือได้ว่าเป็นเครื่องมืออันสำคัญยิ่งสำหรับการบริหารงานทุกประเภทในการใช้ทรัพยากรบริหารอย่างหยัด และคุ้มค่า ( ปรีชา จำปารัตน์ และไพศาล ชัยมงคล, 2527 : 4 ) นอกจากนี้การบริหารพัสดุยังเป็นงานสนับสนุนแผนงานโครงการต่าง ๆ ซึ่งได้วางแผนไว้โดยให้มีของใช้ตลอดเวลา ให้งานและโครงการที่วางแผนดำเนินไปได้ และบริการสิ่งอำนวยความสะดวก มีอุปกรณ์เครื่องใช้ ยังรวมถึงการสร้างความสะดวกสบายให้แก่บรรยากาศในการทำงานด้วย(สิรินธร พวงกนก , 2526 : 14 ) รัฐเล็งเห็นความสำคัญของการบริหารพัสดุที่จะช่วยให้การบริหารงานบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และมีประสิทธิผล จึงได้วางระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2521 และปรับปรุงแก้ไขเรื่อง ๆ จนถึงระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 เพื่อให้ส่วนราชการต่าง ๆ ได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติในการจัดซื้อจัดจ้าง การแจกจ่ายและควบคุม การบำรุงรักษา และการจำหน่าย การส่งเสริมการใช้พัสดุที่ผลิตในประเทศและกิจการของคนไทย ผลิตภัณฑ์มาตรฐานอุตสาหกรรม และการมอบอำนาจการดำเนินการปฏิบัติตามระเบียบ ( กรมอาชีวศึกษา,2539 ) ในส่วนของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษานั้น การบริหารพัสดุนับว่าเป็นส่วนสำคัญยิ่งเพราะการฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษาจำเป็นต้องอาศัยวัสดุฝึก งบประมาณค่าวัสดุของแต่ละสถานศึกษาต้องใช้เป็นจำนวนมาก ในแต่ละปีการศึกษาถ้าบริหารพัสดุไม่ดีพอ ความสูญเปล่าจะมีมากและจะเกิดความไม่คล่องตัวในการดำเนินงาน ซึ่งเป็นอุปสรรคอันสำคัญของการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก กรมอาชีวศึกษาจึงมีโยบายให้สถานศึกษาในสังกัดทุกแห่ง มีพัสดุกลางแทนที่จะให้ทุกแผนกวิชาจัดระบบพัสดุเป็นเอกเทศ เพราะวัสดุบางอย่างสามารถเอื้ออำนวยต่อกัน ถึงแม้จะอยู่ต่างแผนกวิชา ในการบริหารพัสดุของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาในจังหวัดเชียงราย ( อ้างในกรมอาชีวศึกษา , 2538 ) มีปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 ค่อนข้างมาก อาทิ การจัดทะเบียนครุภัณฑ์ บัญชี รับจ่าวัสดุ และหลักฐานการเบิกจ่ายวัสดุไม่เป็นปัจจุบันและไม่ถูกต้องตามระเบียบ มีการแบ่งซื้อแบ่งจ้างให้วงเงินต่ำกว่ากำหนด เพื่อจัดซื้อโดยวิธีตกลงราคา อันเป็นวิธีที่กระทำมิได้ตามระเบียบซึ่งการปฏิบัติดังกล่าวเพียงเพื่อให้การบริหารพัสดุเกิดความสะดวกคล่องตัวและรวดเร็วเท่านั้น เป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องตามระเบียบแบบแผนของทางราชการ และจากประสบการณ์ในการปฏิบัติงานของผู้ศึกษาที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการบริหารพัสดุในสถานศึกษาพบว่า มีปัญหาในการบริหารพัสดุหลายประการเช่นกัน ทั้งด้านการจัดหาและการบำรุงรักษา ผู้ศึกษามีความสนใจศึกษาสภาพการบริหารพัสดุของสถานศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษาในจังหวัดเชียงรายเพื่อนำผลการศึกษาไปใช้เป็นข้อมูลปรับปรุงแก้ไขการบริหารพัสดุของสถานศึกษาดังกล่าว และเสนอผลการศึกษาแก่ผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อให้การบริหารพัสดุมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลดียิ่งขึ้นไป 1. การบริหารพัสดุ 2. ขั้นตอนการดำเนินการบริหารพัสดุ การบริหารพัสดุ มีกิจกรรมที่ต้องดำเนินการหลายขั้นตอน นับตั้งแต่ 2.1 การวางแผนหรือการกำหนดโครงการ 2.2 การกำหนดความต้องการ 2.3 การจัดหาพัสดุ 2.4 การแจกจ่ายพัสดุ 2.5 การบำรุงรักษา 2.6 การจำหน่ายพัสดุ เพื่อศึกษาสภาพการบริหารพัสดุของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาในจังหวัดเชียงราย - วิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นผู้บริหารและหัวหน้างานจากสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษาในจังหวัดเชียงราย ในปีการศึกษา 2540 จำนวนทั้งสิ้น 126 คน ตัวแปรที่สนใจศึกษา คือ สภาพการบริหารพัสดุของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ในจังหวัดเชียงราย ด้านการจัดหา การแจกจ่ายและควบคุม การบำรุงรักษาและการจำหน่าย พัสดุ หมายถึง วัสดุ ครุภัณฑ์ ซึ่งจำเป็นต้องมีไว้ในการเรียนการสอน การฝึกปฏิบัติงานของนักศึกษา ในสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ในจังหวัดเชียงราย การบริหารพัสดุ หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับพัสดุให้ได้ประโยชน์แก่หน่วยงานมากที่สุด และบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ขั้น โดยปฏิบัติตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 คือ 1. การจัดหา หมายถึง การดำเนินการให้ได้มาซึ่ง วัสดุ ครุภัณฑ์ ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่นการจัดซื้อ การจัดจ้าง เป็นต้น เพื่อนำไปใช้ในการปฏิบัติงานการเรียนการสอนสอน และสิ่งอำนวยความสะดวก 2. การแจกจ่ายและควบคุม หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับพัสดุที่ได้มาให้แก่หน่วยงานต่าง ๆ โดยควบคุมลงบัญชีไว้เป็นหลักฐาน และตรวจสอบได้ ตลอดจนมีสถานที่เก็บรักษาค้นหาง่าย สะดวก และปลอดภัย 3. การบำรุงรักษา หมายถึง การดำเนินการดูแลรักษาพัสดุให้อยู่ในสภาพที่ดี และสามารถใช้งานได้ 4. การจำหน่าย หมายถึง การดำเนินการเกี่ยวกับพัสดุที่มีเกินความต้องการ ชำรุดเสียหาย เสื่อมสภาพ ไม่สามารถซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ หรือเกิดการสูญหายโดยการขาย แลกเปลี่ยน โอน ทำลาย และจำหน่ายเป็นสูญ สถานศึกษาสังกัดอาชีวศึกษาในจังหวัดเชียงราย หมายถึง วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยี และวิทยาลัยการอาชีพ ที่ตั้งอยู่ในจังหวัดเชียงราย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถาม จำนวน 1 ชุด แบ่งเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม เป็นแบบสอบถามแบบเลือกตอบ ตอนที่ 2 การบริหารพัสดุของสถานศึกษาสังกัดกรอาชีวศึกษา ในจังหวัดเชียงราย เป็นแบบสอบถามแบบเลือกตอบและแบบปลายเปิด โดยสอบถามใน 4 ด้าน ดังนี้ การจัดกา การแจกจ่ายและควบคุม การบำรุงรักษา และการจำหน่าย ผู้ศึกษาทำการส่งแบบสอบถาม และรับแบบสอบถามด้วยตนเอง โดยได้รับคืนทั้งสิ้น 125 ฉบับ คิดเป็ร้อยระ 99.21 ของแบบสอบถามทั้งหมด ผู้วิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบสอบถาม ดังนี้ ตอนที่ 1 สถานภาพของผู้สอบแบบสอบถาม วิเคราะห์โดยใช้ร้อยละ และนำเสนอเป็นตารางประกอบการบรรยาย ตอนที่ 2 การบริหารพัสดุของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ในจังหวัดเชียงรายตามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์เป็นรายข้อ รายด้าน โดยใช้ร้อยละ และนำเสนอเป็นตารางประกอบการบรรยาย การบริหารพัสดุของสถานศึกษาสังกัดกรมอาชีวศึกษา ในจังหวัดเชียงราย มีการจัดระบบการบริหารพัสดุ การจัดหาใช้วิธีการที่กำหนดไว้ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ. 2535 โดยคำนึงถึงงบประมาณ การแจกจ่ายพัสดุพิจารณาจากแผนงานและโครงการของสถานศึกษา การควบคุมพัสดุมีการควบคุมการจัดหาและมีการควบคุมทางบัญชี การบำรุงรักษาพัสดุโดยการกำหนดบุคคลรับผิดชอบ การจำหน่ายพัสดุใช้การจำหน่ายโดยการขายมากที่สุด ข้อเสนอแนะทั่วไป 1. การจัดหาพัสดุ ควรดำเนินการจัดหาพัสดุโดยวิธีการอื่น ๆ นอกเหนือจากการซื้อการจ้างให้มากขึ้น เช่น การโอน การเช่า การแลกเปลี่ยน การขอบริจาค เป็นต้น เพื่อเป็นประหยัดงบประมาณในการจัดหาพัสดุ เพราะการจัดหาบางวิธีอาจไม่ต้องใช้งบประมาณ สถานศึกษาฯ จะสามารถนำงบประมาณไปจัดหาพัสดุที่จำเป็นได้มากขึ้น และควรมีการจัดทำสถิติในการจัดหาพัสดุแต่ละชนิดแต่ละประเภทไว้เป็นข้อมูลสนันสนุนหรือเป็นเกณฑ์ในการจัดหาในปีต่อไป ทำให้มีพัสดุจำนวนเพียงพอต่อความต้องการและทันเวลา นอกจากนี้การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดหาพัสดุ ควรแต่งตั้งผู้ใช้พัสดุเป็นคณะกรรมการร่วมจัดซื้อจัดหา เพื่อผู้ใช้จะได้ใช้พัสดุตรงตามความต้องการ 2. การแจกจ่ายและควบคุมพัสดุ ควรมีการสำรองพัสดุให้เพียงพอกับความต้องการ เพื่อที่จะทำให้การปฏิบัติงานการเรียนการสอนและการฝึกงานของนักศึกษามีความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ และควรกำชับให้มีการจัดทำบัญชีย่อย ในการควบคุมพัสดุบัญชีครุภัณฑ์ทะเบียนประวัติครุภัณฑ์ ทั้งนี้เพื่อเป็นสถิติในการจัดหา การกำหนดความต้องการพัสดุของผู้ใช้พัสดุในปีงบประมาณต่อไปตลอดจนเป็นข้อมูลในการพิจารณาเพื่อซ่อมบำรุงหรือจำหน่ายพัสดุออกจากบัญชี 3. การบำรุงรักษาพัสดุ ควรมีการอบรมและฝึกฝนให้ผู้ใช้สามารถซ่อมบำรุงแก้ไขเล็กน้อยได้ด้วยตนเองและปรับปรุงการเก็บรักษาพัสดุในระหว่างการใช้งานให้มีผลต่อการประหยัดพัสดุและพัสดุมีอายุการใช้งานได้ยาวนานขึ้นโดยการให้บุคลากรในสถานศึกษาได้มีส่วนร่วมในการเก็บรักษามีการสร้างข้อตกลงร่วมกันให้ทุกคนมีหน้าที่รับผิดชอบพัสดุเป็นรายชิ้น เป็นสัดส่วน และมีมาตรการควบคุมโดยการสำรวจและตรวจสภาพพัสดุเป็นระยะ ๆ 4. การจำหน่ายพัสดุ การสำรวจพัสดุประจำปี ควรมีการแต่งตั้งคณะกรรมการหลายชุดเพื่อจะทำให้การสำรวจพัสดุได้ละเอียดและได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และที่สำคัญผู้บริหารสถานศึกษาฯ ควรให้ความสนใจเกี่ยวกับการขอจำหน่ายพัสดุออกจากบัญชี เพื่อจะได้จัดหาพัสดุใหม่มาทดแทนของเดิม 2541 y45cm062.doc อนุมัติ 1079 - 0 6838 Administration for Quality Development of Education in Primary Schools under Nakae Primary Education Office of Nakhonpanon Province การบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพ คุณภาพการศึกษา โรงเรียนประถมศึกษา ปี2545 ไมตรี บุญทศ Maitree Boontod ผู้อำนวยการโรงเรียน การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
130/1 หมู่ 8 ต.หนองบ่อ อ.นาแก จ.นครพนม 48130
โรงเรียนบ้านนาเหนือ ถ.ธาตุน้อย – นาเหนือ ต.พระซอง อ.นาแก จ.นครพนม 48130 ทำวิจัยเสร็จปี 2545 งานวิจัยส่วนบุคคล ได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยประเภททั่วไป จากคณะกรรมการวิจัยการศึกษา การศาสนา และการวัฒนธรรม ของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ.2544 ห้องสมุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300 โทร. 0 2668 7123 ก่อนที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จะประกาศใช้ กระทรวงศึกษาธิการ มอบอำนาจการบริหารและการปกครองบังคับบัญชาให้หน่วยงานในส่วนภูมิภาค คือ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานศึกษาธิการอำเภอ กำกับดูแล ต่อมาปริมาณของแต่ละกรมเพิ่มมากขึ้น มีการจัดตั้งโรงเรียน สถาบันการศึกษา และหน่วยงานในพื้นที่มากขึ้น บางกรมมีการปรับระบบและโครงสร้างการบริหารงานใหม่ มีการจัดหน่วยงานส่วนกลางไปตั้งอยู่ในจังหวัดและอำเภอ เพื่อความครอบคลุม และคล่องตัวในการบริหาร ประการสำคัญรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้กำหนดเจตนารมณ์ไว้หลายมาตราที่จะทำให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วมรับผิดชอบจัดการศึกษาให้แก่ท้องถิ่นและบุตรหลานของตัวเอง (สุวัฒน์ เงินฉ่ำ. 2542 : 29) โดยให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรมในท้องถิ่น
จากสภาพปัญหาดังกล่าว และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับปรุงระบบการบริหารการศึกษาในกระทรวงศึกษาธิการให้เกิดเอกภาพ และให้สถานศึกษามีอิสระในการบริหารและจัดการศึกษาของตนเอง รวมทั้งให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษามากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามพอจะสรุปความจำเป็นที่จะต้องเร่งปฏิรูประบบบริหารการศึกษาในภาพรวม คือ ระบบบริหารปัจจุบันรวมศูนย์อำนาจไว้ในส่วนกลางมากเกินไป ขาดเอกภาพในการบริหาร ขาดการมีส่วนร่วมของประชาชน ขาดการพัฒนานโยบายอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ขาดความเชื่อมโยงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (สุวัฒน์ เงินฉ่ำ. 2542 : 30)
การศึกษาเป็นเครื่องช่วยพัฒนาคนและสังคม เพื่อให้ได้รับการพัฒนาไปสู่คุณภาพและสอดคล้องกับสภาพสังคม เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ปัจจัยที่ส่งผลให้การจัดการศึกษามีคุณภาพจึงประกอบด้วย หลักสูตร กระบวนการเรียนการสอน ครูและบุคลากรทางการศึกษา และกระบวนการบริหารจัดการ (อำรุง จันทวานิช. 2542 : 77) ขณะที่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มีบทบัญญัติหลายเรื่องที่ชัดเจน สามารถนำไปปฏิบัติได้ แต่ยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังรอคอยความชัดเจนจากกฎหมาย กฎกระทรวง หรือระเบียบที่จะตามออกมา แต่ในช่วงรอยต่อความเปลี่ยนแปลงจากปี พ.ศ. 2543-2545 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ ยังคงมีภารกิจจัดการศึกษา 3 ระดับอยู่เช่นเดิม แต่ก็ปรับนโยบายและแนวทางการดำเนินงาน เพื่อพร้อมเข้าสู่การศึกษาขั้นพื้นฐานเต็มรูปแบบในปี พ.ศ. 2545 โดยได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานในปี 2543 สานต่อจากปี 2542 ตามนโยบาย 4 ประกัน คือ ด้านการประกันโอกาสทางการศึกษา การประกันคุณภาพการศึกษา การประกันประสิทธิภาพการบริหาร และการประกันความปลอดภัย (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2542 : 11)
สำนักงานการประถมศึกษาจังหวัดนครพนม มีหน่วยงานในสายบังคับบัญชาระดับอำเภอในสังกัด 12 หน่วยงาน และสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนาแก เป็นหน่วยงานหนึ่ง ในจำนวน 12 หน่วยงานของจังหวัดนครพนม มีจำนวนโรงเรียนในสังกัดทั้งสิ้น 54 โรง จำแนกเป็นโรงเรียนที่เปิดสอน 2 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษาและระดับประถมศึกษา จำนวน 46 โรง เปิดสอน 3 ระดับ คือ ระดับก่อนประถมศึกษา ระดับประถมศึกษา และระดับมัธยมศึกษาตอนต้น จำนวน 8 โรง (สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนาแก. 2542 : 4) ซึ่งทุกโรงเรียนได้ดำเนินงานตามนโยบายของ สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติและจุดเน้นทั้ง 4 ประกันดังกล่าวทุกโรง และการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามกรอบมาตรฐานการบริหารโรงเรียน โรงเรียนได้ดำเนินงานเพื่อให้เกิดการพัฒนาการไปตามเป้าหมาย โดยผลสุดท้าย คือ การพัฒนาคุณภาพการศึกษาของผู้เรียนชุมชนและสังคม
ผู้วิจัยในฐานะเป็นผู้บริหารโรงเรียน จึงสนใจศึกษาการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา จะได้ข้อสนเทศที่เหมาะสมและเป็นประโยชน์ สำหรับผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้พิจารณาประกอบการวางแผนดำเนินการบริหารโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลต่อไป
การวิจัยครั้งนี้ได้ศึกษาจากโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน 3 ขนาด จำแนก ตามจำนวนนักเรียน และจำแนกตามจำนวนครู ใช้กรอบแนวคิดตามมาตรฐานการบริหารโรงเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541 : 55) 5 ด้าน ดังนี้
1. การใช้แผนเป็นเครื่องมือในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ
2. การสนับสนุนให้บุคลากรเกิดความมุ่งมั่นในการพัฒนา
3. การจัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน
4. การประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อพัฒนาโรงเรียน
5. การประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ
1. เพื่อศึกษาระดับการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม
2. เพื่อเปรียบเทียบระดับการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ นาแก จังหวัดนครพนม ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกันตามจำนวนนักเรียน 3 ขนาด ได้แก่ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก
3. เพื่อเปรียบเทียบระดับการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ นาแก จังหวัดนครพนม ในโรงเรียนที่ผู้บริหารมีอายุราชการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนต่างกัน 3 ช่วง ได้แก่ 0-5 ปี 6-10 ปี และ 11 ปีขึ้นไป
1. การบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ในโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนต่างกัน 3 ขนาด ได้แก่ ขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และขนาดเล็ก มีระดับการบริหารแตกต่างกัน
2. การบริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ในโรงเรียนที่มีผู้บริหารมีอายุราชการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนต่างกัน 3 ช่วง ได้แก่ 0-5 ปี 6-10 ปี และ 11 ปีขึ้นไป มีระดับการบริหารแตกต่างกัน
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม จำนวน 54 คน จำแนกตามขนาดของโรงเรียน 3 ขนาด (สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนาแก. 2544 : 12-13) ขนาดใหญ่ 7 โรง ขนาดกลาง 26 โรง และขนาดเล็ก 21 โรง และตามช่วงอายุราชการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนต่างกัน 3 ช่วง ได้แก่ 0-5 ปี 11 โรง 6-10 ปี 7 โรง และ 11 ปีขึ้นไป 36 โรง ตัวแปรต้น คือ ขนาดโรงเรียน และอายุราชการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน
ตัวแปรตาม คือ ระดับการบริหารงานของโรงเรียน 5 ด้าน ได้แก่ ด้านการใช้แผนเป็นเครื่องมือในการ บริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ด้านการสนับสนุนให้บุคลากรเกิดความมุ่งมั่นในการพัฒนา ด้านการจัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน ด้านการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อพัฒนาโรงเรียน และด้านการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม
การบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพ หมายถึง การดำเนินงานด้วยกระบวนการที่หลากหลาย โดยบุคลากรร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อให้งานบรรลุตามเป้าหมายและเกิดการพัฒนาสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ขององค์กร โดยการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่วางไว้ ทั้งในด้านปริมาณ และคุณภาพ ส่งผลให้เกิดความพึงพอใจในสภาพความสำเร็จ โดยกระบวนการบริหารงานของโรงเรียนประถมศึกษา ประกอบด้วย
1. การใช้แผนเป็นเครื่องมือในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ หมายถึง การจัดระบบข้อมูลสาร สนเทศในการจัดทำแผน จัดระบบการบริหารชัดเจน มีการควบคุมกำกับติดตาม และนิเทศการดำเนินงานตามแผน
2. การสนับสนุนให้บุคลากรเกิดความมุ่งมั่นในการพัฒนา หมายถึง การส่งเสริมให้บุคลากรเอาใจใส่ ในการปฏิบัติงาน เพิ่มพูนความรู้ความสามารถและส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพ จัดสวัสดิการความสะดวกและประโยชน์ตอบแทนอย่างเหมาะสม
3. การจัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน หมายถึง จัดกิจกรรมทางวิชาการ บริการแนะนำ บริการสุขภาพ กิจกรรมศิลปวัฒนธรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แหล่งความรู้ สื่อเทคโนโลยี สภาพแวดล้อมให้มีบรรยากาศส่งเสริมการเรียนรู้
4. การประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อพัฒนาโรงเรียน หมายถึง ดำเนินการประสานความร่วม มือกับกรรมการสถานศึกษา ชุมชน และหน่วยงานอื่น ในการพัฒนาโรงเรียน ประชาสัมพันธ์โรงเรียนให้ทันเหตุการณ์และต่อเนื่อง
5. การประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ หมายถึง ประเมินผลการปฏิบัติงานใช้วิธีหลาก หลาย ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม นำผลการประเมินไปพัฒนางานอยู่เสมอ
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ผู้วิจัยสร้างขึ้นเอง มีเนื้อหาครอบคลุมตามกรอบแนวคิด 5 ด้าน ๆ ละ 8 ข้อ รวมจำนวน 40 ข้อ โดยผ่านการตรวจสอบจากผู้ชำนาญการ และทดลองใช้ มีค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .45 ถึง .84 ค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ .96 ผู้วิจัยได้ขอหนังสือจากหัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอนาแกไปยังโรงเรียนในสังกัด เพื่อขอความอนุเคราะห์ในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยผู้วิจัยไปเก็บข้อมูลด้วยตนเอง ได้แบบสอบถามคืนมาครบทั้งหมดจำนวน 54 ชุด คิดเป็นร้อยละ 100 ผู้วิจัยดำเนินการวิเคราะห์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS 10.0 for Windows (Statistical Package for the Social Sciences for MS Windows Release 10.0) ดังนี้
1. วิเคราะห์ระดับการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนัก งานการประถมศึกษาอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม โดยภาพรวมและรายด้าน ด้วยค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation)
2. วิเคราะห์เปรียบเทียบระดับการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ในโรงเรียนที่มีขนาดต่างกัน โดยภาพรวมและรายด้าน ด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Analysis of Variance) หากพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติใช้วิธีของ Scheffe ทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่
ระดับการบริหารโรงเรียนประถมศึกษา ตามขนาดโรงเรียน 3 ขนาด และตามช่วงอายุราชการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน 3 ช่วง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหาร โดยภาพรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ เมื่อจำแนกรายด้าน 5 ด้าน มีผลดังนี้
1. ด้านการใช้แผนเป็นเครื่องมือในการบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพตามขนาดโรงเรียนโดยรวมอยู่ ในระดับมาก และตามช่วงอายุราชการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารโดยรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
2. ด้านการสนับสนุนให้บุคลากรเกิดความมุ่งมั่นในการพัฒนา ตามขนาดโรงเรียนโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารโดยรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ แต่ตามช่วงอายุราชการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
3. ด้านการจัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน ตามขนาดโรงเรียนและช่วงอายุ ราชการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารโดยรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
4. ด้านการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายเพื่อพัฒนาโรงเรียน ตามขนาดโรงเรียนโดยรวมอยู่ใน ระดับมาก ผลการเปรียบเทียบระดับการบริหารโดยรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ แต่ตามช่วงอายุราชการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก แตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
5. ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างเป็นระบบ ตามขนาดโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผล การเปรียบเทียบระดับการบริหารโดยรวม พบว่า แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้ แต่ตามช่วงอายุราชการในตำแหน่งผู้บริหารโรงเรียนโดยรวมอยู่ในระดับมากแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติไม่สอดคล้องกับสมมติฐานที่ตั้งไว้
ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้
1. ผู้บริหารโรงเรียน ควรนำข้อสนเทศที่ค้นพบ ไปพิจารณาเปรียบเทียบกับโรงเรียนที่ตนเองรับผิด ชอบ เพื่อวางแผนดำเนินงานพัฒนาโรงเรียนในส่วนที่มีคุณภาพอยู่แล้วให้คงสภาพตามมาตรฐานโรงเรียนไว้ต่อไป และหากพบว่ามีส่วนที่ควรปรับปรุงก็นำไปวางแผนปรับปรุงพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
2. สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอนาแก จังหวัดนครพนม ควรจะได้นำข้อสนเทศจากผลการวิจัยนี้ ไปพิจารณาใช้ในการตรวจสอบ กำกับ ติดตาม นิเทศและประเมินผล เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียน ให้ได้ระดับคุณภาพตามมาตรฐานต่อไป
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรวิจัยเปรียบเทียบการบริหารเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาสทางการ ศึกษากับโรงเรียนนำร่องภาคบังคับ 9 ปี
2. ควรวิจัยปัญหาการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการ ประถมศึกษาจังหวัดนครพนม
3. ควรวิจัยการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา ตามทัศนะขององค์การบริหาร ส่วนตำบล
2545 y47onec337 อนุมัติ 1390 - 0 2168 School Health Program Administration in Primary Schools under the Office of Mae Taeng District Primary Education, Chiang Mai Province การบริหารโครงการ โครงการอนามัยโรงเรียน ปี2543 นางสมพร ไชยวงศ์ Mrs. Somporn Chaiwong อาจารย์ 2 ระดับ 7 ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
(ที่บ้าน) 1/5 ต.ศรีภูมิ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ (ที่ทำงาน) โรงเรียนสันมหาพนวิทยา อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่
- ทำวิจัยเสร็จปี 2543 วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โรงเรียนเป็นสถานที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาสุขภาพของเด็กในวัยเรียน โดยการจัดสภาพของโรงเรียนให้เอื้อต่อการพัฒนาสุขภาพอนามัย ตลอดจนเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ชุมชน ชวลิต พุทธวงศ์ (2527 : 3) ได้เสนอว่า การดำเนินงานอนามัยโรงเรียนมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ การส่งเสริมป้องกัน และแก้ไข ปัญหาสุบภาพอนามัยของประชากรวัยเรียนเพื่อให้ประชากรกลุ่มนี้เป็นผู้มีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์แข็งแรง ปราศจากโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการศึกษาเล่าเรียน มีการเจริญเติบโตที่เหมาะสมตามวัย ตลอดจนมีพฤติกรรมอนามัยที่ดีติดตัวไปกระทั่งเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้นการดำเนินงานโครงการดังกล่าวจึงต้องอาศัยเจ้าหน้าที่และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้บริหาร โรงเรียน ครูผู้สอน นักการภารโรง ผู้ปกครอง และที่สำคัญผู้บริหารโรงเรียนควรให้ความสำคัญ โดยการส่งเสริม สนับสนุน จึงจะทำให้โครงการอนามัยในโรงเรียนสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสบผลสำเร็จ ปัจจุบันการจัดโครงการอนามัยในโรงเรียนยังได้ผลไม่เป็นที่น่าพอใจ ตามคำขวัญขององค์การอนามัยโลก คือ ให้ประชาชนทุกคนมีสุขภาพดีถ้วนหน้าในปี 2543 (Health for all by the year 2000) และต้องพัฒนากันอีกมาก ทั้งทางด้านการจัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน การสอนสุขศึกษาในโรงเรียนและการจัดการบริการสุขภาพในโรงเรียน สำหรับสภาพและปัญหาการจัดสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน ส่วนใหญ่ต้องได้รับการพัฒนาหลาย ๆ ด้าน เช่น โรงเรียนมุ่งจัดสิ่งแวดล้อมทางด้านวัตถุมากกว่าด้านอื่น ๆ เน้นการปลูกสร้างอาคาใหญ่โต หรือความสวยงามแทนที่จะเน้นด้วยความสะอาดเรียบร้อย มีบรรยากาศที่ดี เป็นต้น สภาพและปัญหาการจัดบริการสุขภาพในโรงเรียน ปัญหาเกี่ยวกับการจัดบริการสุขภาพของนักเรียนนี้ยังขาดบุคลากรในโรงเรียนที่เอาใจใส่รับผิดชอบอยู่มาก การตรวจสุขภาพนักเรียนในตอนเช้าบุคลากรในโรงเรียนไม่เห็นความสำคัญ มักไม่ได้ทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อสร้างสุขนิสัยแก่เด็ก ขาดการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ นอกจากนี้ปัญหาการจัดสุขาภิบาลในโรงเรียนเพื่อป้องกันโรค โรงเรียนไม่ตระหนักถึงความสำคัญจึงทำให้เกิดโรคติดต่อกันมาก เช่น โรคหวัด โรคตาแดง เหา โรคพยาธิยังระบาดอยู่มากในโรงเรียน ข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่า นักเรียนประถมศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่มีปัญหาสุขภาพทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัยและเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กในวัยเรียน โรงเรียนจึงเป็นสถานศึกษาที่สำคัญมากสำหรับเด็กนักเรียนจะได้ศึกษาเล่าเรียน เกิดความรู้ ความเข้าใจและเกิดสุขปฏิบัติ สามารถรักษาสุขภาพของตนเองให้สมบูรณ์แข็งแรงต่อไปและสามารถลดปัญหาด้านสุขภาพของนักเรียนลงได้ เช่น ปัญหาภาวะน้ำหนัก ส่วนสูง ที่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน การเจ็บป่วย เช่น ไข้เลือดออก ภาวะการขาดสารไอโอดีนซึ่งแสดงอาการด้วยการเป็นโรคคอพอก ปัญหาด้านทันตสุขภาพและปัญหาด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ ฉะนั้นการส่งเสริมเด็กในวัยเรียนให้มีสุขภาพดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 ได้ระบุไว้ในวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ข้อที่ 1 ว่าต้องการเสริมสร้างศักยภาพของประชาชนชาวไทยทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ตลอดจนต้องการให้ประชาชนมีสุขภาพและพลานามัยแข็งแรง สอดคล้องกับนโยบายการประกันคุณภาพการศึกษา และการประกันความปลอดภัย เพื่อให้นักเรียนมีสุขภาพที่แข็งแรง มีสุขภาพจิตดี มีน้ำหนักและส่วนสูงตามเกณฑ์มาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขเพื่อเร่งรัดคุ้มครองนักเรียนให้ปลอดภัยและได้เจริญเติบโตในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อคุณภาพชีวิตและการเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้เองการบริหารงานโครงการอนามัยในโรงเรียนจึงควรจะต้องมีการพัฒนาการดำเนินงานเพื่อให้ได้มาตรฐานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด และได้ผลตามจุดมุ่งหมาย คือ การให้นักเรียนและบุคลากรในโรงเรียนทุกคนมีสุขภาพอนามัยที่ดี ดังนั้นผู้วิจัยจึงสนใจที่ศึกษาการบริหารโครงการอนามัยโรงเรียนประถมศึกษา เพื่อนำผลการวิจัยเสนอเป็นแนวทางในการปรับปรุงพัฒนาการบริหารโครงการอนามัยโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และเป็นข้อมูลนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป 1. แนวคิดที่เกี่ยวกับการบริหาร 2. การบริหารโครงการอนามัยโรงเรียน 2.1 แนวดำเนินโครงการอนามัยโรงเรียน 2.2 ข้อพึงปฏิบัติของผู้บริหารต่อโครงการอนามัยโรงเรียน 2.3 ข้อพึงปฏิบัติสำหรับหัวหน้าสายวิชาสุขศึกษา 2.4 คณะกรรมการงานอนามัยโรงเรียน 2.5 หน้าที่และความรับผิดชอบของบุคลากร 3. ลักษณะของโครงการอนามัยโรงเรียน 1. เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานโครงการรอนมัยโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการ ประถมศึกษาอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ 2. เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงานโครงการอนามัยโรงเรียนประถมศึกษาสังกัด สำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ 3. เพื่อหาแนวทางการบริหารโครงการอนามัยโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานการประถม ศึกษาอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ - วิจัยเชิงบรรยาย ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริหารโรงเรียน และครูที่รับผิดชอบโครงการอนามัยในโรงเรียน สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ปีการศึกษา 2542 จำนวน 140 คน ตัวแปรที่สนใจศึกษา ได้แก่ สภาพการบริหารโครงการอนามัยโรงเรียน ปัญหาและอุปสรรคในการบริหารงานโครงการอนามัยโรงเรียน โครงการอนามัยในโรงเรียน หมายถึง โครงการที่มีจุดมุ่งหมายในการดำเนินงานเพื่อช่วยให้เกิดความเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมทางสุขภาพ ได้แก่ ทางความรู้ ทัศนคติ และการปฏิบัติเพื่อการดำรงไว้ และการปรับปรุงส่งเสริม สุขภาพของนักเรียน และบุคลากรในโรงเรียน โดยเน้นการจัดกิจกรรมที่สำคัญคือ งานสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน งานบริการอนามัยในโรงเรียน งานสุขศึกษาในโรงเรียนและความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชน การบริหารงานโครงการอนามัยในโรงเรียน หมายถึง การดำเนินงานในด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ การวางแผน การดำเนินการตามแผน และการประเมินผลเกี่ยวกับงานอนามัยโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถาม ซึ่งมี 2 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 เป็นแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) เกี่ยวกับการบริหารโครงการอนามัยโรงเรียนสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีรายละเอียดครอบคลุมด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการ การวางแผน การดำเนินงานตามแผน และการประเมินผลการบริหารโครงการอนามัยโรงเรียน ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามปลายเปิด (Open Ended) สอบถามเกี่ยวกับปัญหา อุปสรรคแนวทางและข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการบริหารโครงการอนามัยโรงเรียน สังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ในด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการการวางแผน การดำเนินการตามแผน และการประเมินผลเกี่ยวกับงานอนามัยโรงเรียน ผู้วิจัยนำแบบสอบถามไปเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างด้วยตนเอง 1. ข้อมูลจากแบบตรวจสอบรายการ (Checklist) นำมาวิเคราะห์โดยการแจกแจงความถี่ และหาค่า ร้อยละ 2. ข้อมูลจากแบบสอบถามปลายเปิด (Open Ended) นำมาแจกแจงความถี่ ตามประเด็นที่ตอบแล้ว สรุปเฉพาะประเด็นสำคัญ 1. สภาพการบริหารโครงการอนามัยโรงเรียนโดยภาพรวม มีการปฏิบัติเป็นบางครั้งในทุกด้าน คือ ด้านการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการประเมินผล ด้านการวางแผน และด้านการดำเนินงานตามแผน 2. ปัญหา อุปสรรค ที่พบคือ การขาดแคลนบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ขาดงบประมาณและ วัสดุอุปกรณ์ ขาดความร่วมมือจากผู้ปกครองนักเรียน และโรงเรียนอยู่ในพื้นที่กันดารห่างไกล 3. แนวทางการบริหารโครงการอนามัยโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียนและครูหัวหน้าโครงการได้เสนอ แนวทางว่าควรมีการศึกษา รวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลใน 4 งานหลักของโครงการ ขอความร่วมมือจากผู้ปกครองให้เห็นความสำคัญของโครงการ สำรวจประเมินความต้องการของบุคลากรและนักเรียนในการดำเนินโครงการ ควรมีการรวบรวมผลจากการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการมาเป็นข้อมูลประกอบการวางแผน ควรมีการประชุมชี้แจงบุคลากรในโรงเรียนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนการดำเนินโครงการ โดยกำหนดขั้นตอนและจัดทำปฏิทินปฏิบัติงาน พร้อมทั้งสนับสนุนวัสดุ อุปกรณ์ในการปฏิบัติงาน ควรมีการประเมินผลโครงการตามแผนงานและเป้าหมายที่กำหนด และให้คณะครูผู้รับผิดชอบโครงการมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการ ข้อเสนอแนะต่อผู้บริหาร 1. ผู้บริหารควรศึกษาในเรื่องของกระบวนการบริหารโครงการอนามัยโรงเรียนให้มากขึ้น เช่น แนว ดำเนินโครงการอนามัยโรงเรียน ข้อพึงปฏิบัติของผู้บริหารต่อโครงการหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคลากรที่จัดดำเนินโครงการ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้กับกระบวนการบริหารตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ 2. ผู้บริหารโรงเรียนควรมีการปฏิบัติงานโครงการอนามัยโรงเรียนอย่างสม่ำเสมอและให้คณะครูมี ส่วนร่วมในการบริหารให้มากขึ้น 3. ผู้บริหารโรงเรียนควรให้ความสำคัญในด้านการประเมินผลให้มากขึ้นเพราะการประเมินผลมี ความจำเป็นเพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานให้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป การทำวิจัยครั้งต่อไปควรทำการวิจัยเกี่ยวกับการประเมินโครงการอนามัยโรงเรียนประถมศึกษาสังกัดสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตรวจสอบความก้าวหน้าและผลสำเร็จของการวิจัยในครั้งนี้ 2543 y45cm103.doc อนุมัติ 1238 - 0 6517 White School Project Management in Colleges in the Central Region the Department of Vocational Education โรงเรียนสีขาว การบริหารโครงการโรงเรียนสีขาว การวางแผน การดำเนินงาน การนิเทศติดตาม การประเมินผล วิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในกลุ่มภาคกลาง ปี2546 เชษฐา คงพลปาน Chettha Kongphonpan หัวหน้าคณะไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารอาชีวศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
89/12 หมู่ 12 ต.ลาดใหญ่ อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม 75000
วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม อ.เมือง จ.สมุทรสงคราม 75000 ทำวิจัยเสร็จปี 2546 วิทยานิพนธ์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ห้องสมุด สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ 99/20 ถนนสุโขทัย เขตดุสิต ก.ท.ม. 10300 โทร. 0 2668 7123 ปัญหาการติดสารเสพติดในโรงเรียนทวีความรุนแรงมากขึ้น สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ประมาณการไว้ในปี 2532 ว่ามีเยาวชนในสถานศึกษาประมาณ 71,666 คน ติดสารเสพติด และกระทรวงศึกษาธิการ ประมาณว่าในปี 2540 อาจมีเยาวชนในสถานศึกษาที่ติดสารเสพติดเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 300,000 คน สถิติที่เพิ่มขึ้นอย่างมากของผู้ติดสารเสพติดในสถานศึกษานี้มีผลสำคัญ เนื่องมาจากความอ่อนแอของสถาบันครอบครัว ชุมชน และความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างรวดเร็ว ทำให้วิถีชีวิตของคนในสังคมเปลี่ยนไป เยาวชนตกอยู่ในสภาพครอบครัวแตกแยก ขาดความรัก ความอบอุ่น และการอบรมเลี้ยงดูอย่างใกล้ชิด (กระทรวงศึกษาธิการ. 2541 : 1)
สภาวการณ์ในปัจจุบัน การแพร่ระบาดของสารเสพติด ตลอดจนอบายมุขอื่นๆ ได้แก่ สื่อลามกอนาจาร การพนัน และการทะเลาะวิวาท นับเป็นปัญหาที่สำคัญ และได้ทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องโดยตลอด อีกทั้งปัญหาดังกล่าวยังได้ขยายการแพร่ระบาดไปในกลุ่มเยาวชน ซึ่งอยู่ในสถานศึกษาและนอกสถานศึกษา นับเป็นการบั่นทอนกำลังของชาติอย่างใหญ่หลวง จากปัญหาดังกล่าว นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ริเริ่มจัดโครงการโรงเรียนสีขาวขึ้น เพื่อรณรงค์ป้องกันและแก้ไขปัญหาการติดสารเสพติดในสถานศึกษาอย่างเด็ดเดี่ยว ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดเป็นนโยบายเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2541 ให้เร่งขยายผลโครงการโรงเรียนสีขาวเพื่อให้โรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นสถานที่ปลอดจากอบายมุขจุดมุ่งเน้นคือ ปัญหาเรื่องสารเสพติดในระดับสถานศึกษา เด็กที่ตกเป็นเหยื่อมากที่สุด คือ นักเรียนในสถานศึกษาระดับอาชีวศึกษาซึ่งเป็นเด็กวัยอยากรู้อยากลอง (กระทรวงศึกษาธิการ. 2542 : 17)
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2541 ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี (นายชวน หลีกภัย) ได้มีคำสั่งที่ 141/2541 เรื่องนโยบายการดำเนินงานป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด และแผนงานราษฎร์-รัฐร่วมใจต้ายภัยยาเสพติด โดยมีวัตถุประสงค์ในการควบคุมการขยายตัวของปัญหา และลดปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดโดยเร็ว และให้กระทรวงและจังหวัด จัดตั้งคณะกรรมการและศูนย์ป้องกันและปราบปรามยาเสพติดระดับกระทรวงและจังหวัด เพื่อให้เกิดผลในเชิงนำนโยบายเร่งด่วนนี้สู่การปฏิบัติ (กระทรวงศึกษาธิการ.2542 : 17)
กรมอาชีวศึกษาได้เห็นปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่จะต้องรีบป้องกันและแก้ไขเป็นการเร่งด่วน จึงได้กำหนดเป็นแผนปฏิบัติการประจำปี คือ แผนป้องกันและแก้ไขยาเสพติด ให้เป็นแผนหลักที่จะต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยกรมอาชีวศึกษา ได้ตระหนักถึงภัยของยาเสพติดที่จะเกิดขึ้นโดยเฉพาะกับเยาวชน จึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการดำเนินงานโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อป้องกัน แก้ไขปัญหาที่จะเกิดจากการใช้สารเสพติดในกลุ่มนักเรียนนักศึกษา ทั้งนี้โดยการร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษาของกรมอาชีวศึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีวิธีการที่มุ่งเน้นไปยังตัวบุคคลในกลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียน นักศึกษา ในสถานศึกษาเป็นผู้ปฏิบัติกิจกรรมในการพัฒนาสิ่งแวดล้อมที่มีอิทธิพลต่อการใช้ยาเสพติด และเป็นการสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กลุ่มเป้าหมาย (นักเรียน/นักศึกษา) โดยไม่ใช้ทางเลือกที่ผิด เมื่อประสบปัญหาที่ไม่สามารถแก้ไขได้ (กรมอาชีวศึกษา ครบรอบ 58 ปี. 2542 : 40)
ในปี 2542 ที่ผ่านมาสถานศึกษาแต่ละแห่งได้ปฏิบัติการช่วยนักเรียน นักศึกษาต้านภัยยาเสพติดในหลากหลายรูปแบบตลอดปีอย่างต่อเนื่องและจริงจัง สรุปกิจกรรมที่สำคัญได้แก่
1. ลานกีฬาต้านยาเสพติด ให้นักเรียนใช้เวลาเป็นประโยชน์ และพัฒนาสุขภาพ สร้างกิจนิสัยที่ดี ทำ ให้ไม่หมกมุ่นหรือละนิสัยการไปมั่วสุมดื่มสุรา สูบบุหรี่ได้มาก
2. จัดประกวดกิจกรรมต่อต้านยาเสพติดทั้งการเรียงความ คำขวัญ นิทรรศการหรือการช่วยเหลือ เพื่อนให้ปลอดภัยยาเสพติด เป็นต้น
3. การตรวจสุขภาพเป็นประจำสม่ำเสมอ รวมทั้งการแนะนำการรักษา
4. การให้ชุมชน หน่วยงานภายนอกมีส่วนร่วมช่วยเหลือ
5. การส่งเสริมให้ความสำคัญต่อบทบาทของครูที่ปรึกษา และครูพี่เลี้ยง และผู้ปกครอง สร้างความ ใกล้ชิดระหว่างสถานศึกษา บ้าน และชุมชนมากขึ้น
6. ร่วมในกิจกรรมทางศาสนานำไปสู่การช่วยเหลือนักเรียน นักศึกษาที่เป็นกลุ่ม เรื่องให้สามารถเลิก ละ ยาเสพติด และการก่อการทะเลาะวิวาท เป็นต้น
ในการดำเนินการดังกล่าว กรมอาชีวศึกษาได้จัดสรรงบประมาณให้สถานศึกษาเพื่อสนับสนุนการ ดำเนินการให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง
แต่การสำรวจการแพร่ระบาดของยาบ้าในสถานศึกษาของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ได้ทำการตรวจ ปัสสาวะของนักเรียน นักศึกษา ในช่วงระหว่างเดือนตุลาคม 2538 – กุมภาพันธ์ 2539 รวม 69 จังหวัด พบว่า นักเรียนอาชีวศึกษามีการใช้ยาบ้ามากกว่าระดับการศึกษาขั้นอื่น ๆ คิดเป็นร้อยละ 2.4 และภาคกลางมีปัญหาสูงสุดร้อยละ 2.08 จะเห็นว่าสถานการณ์ปัญหาจากสารเสพติดในสถานศึกษา โดยเฉพาะสถานศึกษา สังกัดกรมอาชีวศึกษา อยู่ในขั้นรุนแรง (กระทรวงศึกษาธิการ. 2541 : 53)
แสดงว่าการดำเนินการโครงการโรงเรียนสีขาวในสถานศึกษาในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา ยังคง มีปัญหาในด้านการจัดการ ดังนั้น ผู้วิจัยซึ่งมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ของโครงการโรงเรียนสีขาว ตามนโยบายของกรมอาชีวศึกษา รวมทั้งเป็นกรรมการบริหารสถานศึกษา มีความเห็นว่าการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวนั้นเป็นประโยชน์ ต่อตัวนักเรียน/นักศึกษา ชุมชน สังคม และประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยจึงมีความสนใจศึกษา การบริหารโครงการโรงเรียนสีขาวโดยศึกษาจากความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยเทคนิคและวิทยาลัยอาชีวศึกษาในกลุ่มภาคกลางว่า มีการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว อยู่ในระดับใด ซึ่งผลการวิจัยนี้จะเป็นข้อมูลสำหรับผู้บริหารโครงการและผู้เกี่ยวข้องได้นำไปปรับปรุงพัฒนาโครงการให้เหมาะสมและเกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้นต่อไป
ในการศึกษาการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาว ของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา ผู้วิจัยได้ศึกษาตามกรอบและแนวทางการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว ของกระทรวงศึกษาธิการ พุทธศักราช 2541 (กระทรวงศึกษาธิการ. 2541 : 18) โดยสรุปการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวไว้ 4 ด้าน คือ
1. การวางแผน
2. การดำเนินงาน
3. การนิเทศ – ติดตาม
4. การประเมินผล
1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว ของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา ต่อการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาว ใน 4 ด้าน คือ การวางแผน การดำเนินงาน การนิเทศติดตาม การประเมินผล
2. เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว วิทยาลัยเทคนิคกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา ต่อการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาว ใน 4 ด้าน คือ การวางแผน การดำเนินงาน การนิเทศติดตาม การประเมินผล
3. เปรียบเทียบความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว ภายในวิทยาลัยกับภายนอกวิทยาลัย ต่อการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาว ใน 4 ด้าน คือ การวางแผน การดำเนินงาน การนิเทศติดตาม การประเมินผล
1. ความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาววิทยาลัยเทคนิคกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา ต่อการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาว แตกต่างกัน
2. ความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวภายในวิทยาลัยและภายนอกวิทยาลัย ต่อการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาว แตกต่างกัน
การวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรในการวิจัยครั้งนี้ คือ คณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว ของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา จำนวน 21 แห่ง ๆ ละ 8 คน รวม 168 คน
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ คณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว ของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา จำนวน 21 แห่ง กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของ Krejcie และ Morgan ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 137 คน หลังจากนั้นจึงใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างในแต่ละประเภทของสถานศึกษาและประเภทของคณะกรรมการตามสัดส่วน จำแนกเป็นกลุ่มตัวอย่างในวิทยาลัยเทคนิค จำนวน 91 คน ประกอบด้วย คณะกรรมการภายในวิทยาลัย 57 คน คณะกรรมการภายนอกวิทยาลัย จำนวน 34 คน และกลุ่มตัวอย่างในวิทยาลัยอาชีวศึกษา จำนวน 46 คน ประกอบด้วย คณะกรรมการภายในวิทยาลัย 29 คน คณะกรรมการภายนอกวิทยาลัย จำนวน 17 คน
ตัวแปรต้น คือ ประเภทวิทยาลัย และประเภทของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว
ตัวแปรตาม คือ ความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว ใน 4 ด้าน ดังนี้
1. การวางแผน
2. การดำเนินงาน
3. การนิเทศติดตาม
4. การประเมินผล
โรงเรียนสีขาว หมายถึง สถานศึกษากระทรวงศึกษานี้ได้ดำเนินงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์ในการดำเนินงาน โครงการโรงเรียนสีขาวซึ่งมีเป้าหมาย ปลอดยาเสพติด ปลอดสิ่ง มอมเมา สื่อลามกอนาจาร และปลอดจากการพนัน อันธพาล
การบริหารโครงการโรงเรียนสีขาว หมายถึง การบริหารจัดการตามยุทธศาสตร์ของการดำเนินงาน โครงการโรงเรียนสีขาว ซึ่งมี 4 ด้าน คือ การวางแผน การดำเนินงาน การนิเทส-ติดตาม และการประเมินผล ซึ่งเป็นการนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติ เพื่อรณรงค์ป้องกัน และแก้ไขปัญหาจากสารเสพติด และอบายมุข ในสถานศึกษาซึ่งในระดับปฏิบัติของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา มีการปฏิบัติได้ผลมากน้อยเพียงใด ประกอบด้วยการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาว 4 ด้าน ดังนี้
1. การวางแผน หมายถึง การวางกรอบนโยบาย การรวบรวมข้อมูลเพื่อการวางแผน การประชุมเพื่อ มอบนโยบายและการชี้แจงแผนปฏิบัติงาน ให้แก่คณะกรรมการประสานงานโครงการโรงเรียนสีขาวให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา มีการปฏิบัติได้ผลมากน้อยเพียงใด
2. การดำเนินงาน หมายถึง การมอบหมายงานให้คณะทำงาน การแต่งตั้งคณะกรรมการ การจัด บุคลากร ประชุมชี้แจง การจัดทำแผนปฏิบัติงานของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา การฝึกอบรมนักเรียน นักศึกษา ครู-อาจารย์ ผู้บริหารโรงเรียน ชุมชน และการปฏิบัติงานตามแผนซึ่งในระดับปฏิบัติของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา มีการปฏิบัติได้ผลมากน้อยเพียงใด
3. การนิเทศ-ติดตาม หมายถึง การแก้ไขปัญหาให้คำแนะนำช่วยเหลือในการปฏิบัติงาน โครงการโรง เรียนสีขาว รวมทั้งการนิเทศ-ติดตาม โดยคณะกรรมการในระดับต่าง ๆ และคณะกรรมการของวิทยาลัย ส่งผลให้การปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพ ซึ่งในระดับปฏิบัติของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษามีการปฏิบัติได้ผลมากน้อยเพียงใด
4. การประเมินผล หมายถึง การกำกับดูแล ติดตามประเมินผล สรุปผล และการรายงานผลในด้าน ปริมาณ และคุณภาพ ซึ่งในระดับปฏิบัติของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา มีการปฏิบัติได้ผลมากน้อยเพียงใด
คณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวประกอบด้วย คณะบุคคล 2 กลุ่ม คือ
1. คณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวภายในสถานศึกษา ประกอบด้วย 1. ผู้อำนวย การ 2. ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายกิจการนักเรียน/นักศึกษา 3. หัวหน้างานกิจกรรม 4. หัวหน้างานปกครอง 5. หัวหน้างานโครงการพิเศษ
2. กรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวภายนอกสถานศึกษา ประกอบด้วย 1. ผู้แทนผู้ปก ครองนักศึกษา คือ ผู้ปกครองที่สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมโครงการโรงเรียนสีขาวและจะต้องเป็นผู้ปกครองของนักศึกษากำลังศึกษาอยู่ 2. ผู้แทนผู้นำชุมชน คือ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ประธานองค์การบริหารส่วนตำบล 3. ผู้แทนกรรมการที่ปรึกษาวิทยาลัย
เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นเอง โดยแบ่งแบบสอบถามออกเป็น 2 ตอน ดังนี้
ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับสถานภาพของผู้ตอบแบบสอบถาม ลักษณะแบบสอบถามเป็นแบบเลือกตอบ (Check List)
ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามความคิดเกี่ยวกับการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา ตามความคิดเห็นของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาว ของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา ใน 4 ด้าน คือ การวางแผนการดำเนินงาน การนิเทศ-ติดตาม การประเมินผล จำนวน 40 ข้อ มีลักษณะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ได้แก่ เห็นด้วยมากที่สุด มาก ปานกลาง น้อย และน้อยที่สุด
ผู้วิจัยได้ทำเป็นขั้นตอนดังต่อไปนี้
1. บันทึกเสนอให้งานบัณฑิตศึกษา คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้า คุณทหารลาดกระบัง ออกหนังสือขอความร่วมมือในการตอบแบบสอบถามถึงกรมอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อขออนุญาตเก็บข้อมูลจากคณะกรรมการโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา ที่เป็นกลุ่มตัวอย่างดังที่กำหนดไว้
2. นำหนังสือเสนอต่อกรมอาชีวศึกษา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ แล้วนำหนังสือที่ผ่านการ พิจารณาแล้วมาเสนอต่อกองวิทยาลัยเทคนิค กองวิทยาลัยอาชีวศึกษา เพื่อออกหนังสือขอความร่วมมือไปยังผู้อำนวยการในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา เป็นกลุ่มตัวอย่าง เพื่ออำนวยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลต่อไป
3. การส่งแบบสอบถามให้กลุ่มตัวอย่าง ผู้วิจัยได้ทำเครื่องหมายระบุกองวิทยาลัยเทคนิคและกอง วิทยาลัยอาชีวศึกษาไว้ที่หน้าปกแบบสอบถาม แล้วส่งทางไปรษณีย์พร้อมซองเปล่าติดแสตมป์จ่าหน้าซองถึงผู้ทำวิจัย เพื่อความสะดวกในการที่ผู้ตอบแบบสอบถามส่งคืนผู้วิจัย
4. ในการรวบรวมแบบสอบถาม ผู้วิจัยรอรับแบบสอบถามภายใน 2 สัปดาห์ ถ้าไม่ได้รับคืน โทรศัพท์ ไปถามและให้เวลาอีก 1 สัปดาห์ ผู้วิจัยไปรับแบบสอบถามเอง
5. ส่งแบบสอบถามไปทั้งหมด 137 ฉบับ ได้รับคืนมาทั้งหมด 137 ฉบับ เป็นฉบับสมบูรณ์ คิดเป็น ร้อยละ 100.00
วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC+ ดังนี้
1. ตอนที่ 1 เป็นแบบสอบถามที่เกี่ยวกับข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ความถี่ และร้อยละ
2. ตอนที่ 2 เป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยใน กลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การหาค่าเฉลี่ย (Mean)และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) โดยทำเป็นรายด้าน และภาพรวมรายด้าน
3. เปรียบเทียบการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลางตามความคิดเห็น ของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยเทคนิคกับวิทยาลัยอาชีวศึกษาโดยใช้สถิติที (t-test)
1. คณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลาง กรมอาชีวศึกษา มีความคิดเห็นใน 4 ด้าน ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับปานกลางทุกด้าน
2. การเปรียบเทียบการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลางตามความคิด เห็นของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยเทคนิคกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา ในภาพรวม 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านนิเทศ-ติดตาม และด้านการประเมินผล มีความคิดเห็นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในด้านการวางแผน และด้านการดำเนินงาน ไม่แตกต่างกัน
3. การเปรียบเทียบการบริหารโครงการโรงเรียนสีขาวของวิทยาลัยในกลุ่มภาคกลางตามความคิด เห็นของคณะกรรมการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวภายในสถานศึกษากับภายนอกสถานศึกษาในภาพรวม 4 ด้าน ไม่แตกต่างกัน เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ไม่แตกต่างกัน
ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา
1. ควรใช้ผลการวิจัยนี้เป็นข้อมูล ประกอบการพิจารณาตัดสินใจในการดำเนินการใด ๆ เพื่อปรับปรุง พัฒนาการดำเนินโครงการของสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพ และประสิทธิผลสูงสุด
2. ควรดำเนินโครงการโรงเรียนสีขาวต่อไปแต่อาจเปลี่ยนชื่อโครงการให้สอดคล้องกับกิจกรรม เช่น โครงการต้านภัยยาบ้า ฯลฯ
3. ควรบริหารจัดการโครงการให้มากขึ้นทุกด้าน โดยจัดทำรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบาย วัตถุ ประสงค์ของโครงการ อำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งแผนปฏิบัติงานประจำปีให้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับโครงการ
4. ควรสร้างความสัมพันธ์และให้ความสำคัญกับบุคคลภายนอกหรือองค์กรที่อยู่ในพื้นที่ที่มีส่วนใน การสนับสนุนโครงการยิ่งขึ้น
ข้อเสนอแนะสำหรับกรมอาชีวศึกษา
ผลการวิจัยสามารถนำเสนอกรมอาชีวศึกษาเพื่อเป็นข้อมูลในการดำเนินโครงการโรงเรียนสีขาวดังต่อไปนี้คือ
1. ควรตั้งคณะกรรมการนิเทศและติดตามการดำเนินโครงการโรงเรียนสีขาวจากหน่วยงานภายนอก หรือบุคคลภายนอก ซึ่งจะทำให้ทราบผลการดำเนินงานโครงการตามสภาพความจริงมากขึ้น
2. ควรให้ความสำคัญและสนับสนุนต่อการจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอต่อการดำเนินงานโครงการ โรงเรียนสีขาว
3. ควรให้รางวัลสถานศึกษาที่ดำเนินการโครงการโรงเรียนสีขาวจนประสบผลสำเร็จสามารถประเมิน ผลได้เป็นรูปธรรม แสดงเป็นสถิติจำนวนผู้เสพยา การทะเลาะวิวาทลดลงอย่างชัดเจน
ข้อเสนอแนะในการทำวิจัยครั้งต่อไป
1. ควรมีการศึกษาการดำเนินโครงการโรงเรียนสีขาวเฉพาะด้าน เช่น โครงการโรงเรียนสีขาวในเรื่อง ของยาเสพติด หรือการทะเลาะวิวาทตามความคิดเห็นของผู้ปกครองและนักศึกษาในสถาบันการอาชีวศึกษา
2. ควรมีการศึกษาการดำเนินโครงการโรงเรียนสีขาวตามความคิดเห็นของนักเรียน-นักศึกษาในแต่ ละสาขาวิชา เพื่อศึกษาผลการดำเนินโครงการที่ส่งผลต่อผู้เรียน
3. ควรมีการศึกษาการดำเนินงานโครงการโรงเรียนสีขาวเปรียบเทียบระหว่างสถาบันการอาชีวศึกษา ในแต่ละภูมิภาค โดยแยกศึกษาสถานศึกษาสังกัดกองวิทยาลัยเกษตรกรรม วิทยาลัยการอาชีพ วิทยาลัยสารพัดช่าง วิทยาลัยอาชีวศึกษาและวิทยาลัยเทคนิค
2546 y47onec035 อนุมัติ 1222


เข้าชม : 4252   [ ขึ้นบน ]

บทความ  นานาสาระ 5 บทความล่าสุด

      เทคนิคทำให้สนใจเรียน  18 / ธ.ค. / 2554
      งานวิจัยนิเทศการศึกษา  26 / ก.ค. / 2553
      แนะนำจังหวัดสุรินทร์  2 / มี.ค. / 2553
      เพลงกูย นิทานกูย เขมร  28 / ก.พ. / 2553
      การแต่งเพลงพื้นบ้านจากประสบการณ์  28 / ก.พ. / 2553




@การเขียนบรรณานุกรม
@เรียงร้อยถ้อยกวี
@ภาษากูยหรือส่วย
@ศิลปะการพูด
@บทอาขยานม.๖
@สรภัญญ์สุรินทร์ถิ่นงาม
@ผญา บูชาครู
@สอนยังไงได้มาตรฐานสากล
@ตำนานแซนโฏนตา
@GPAS
@งานวิจัยการศึกษา
@เพลงในวรรณคดี
@ ISการศึกษาค้นคว้าฯ
@ผลงานนักเรียน
@สร้างข้อสอบออนไลน์
@สะเก็ดข่าวง่วงถ้วนหน้า
@เล่าเรื่องส.ธ. ตรึงจิต
@รวมนิทานพื้นบ้าน
@โปงลางสิรินธร
 

[บนสุด]

 

เว็บไซต์นี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเรียนการสอนเท่านั้น ขอสงวนสิทธิ์ในการคัดลอกข้อมูลส่วนหนึ่งส่วนใดเด็ดขาด
ข้อมูลที่เป็น เนื่อหาบทเรียน  งานเขียน  บทความ และอื่นๆ เป็นลิขสิทธิ์ของผู้เขียนและแหล่งอ้างอิงนั้นๆ

 

copy©left 2009-2010 kruprasong.net
ขอสงวนลิขสิทธิ์แทมเพลตของเว็บไซต์ และโมดูลบางตัวที่เขียนขึ้นใช้เฉพาำะในเว็บไซต์นี้เท่านั้น
ดูแล ออกแบบและพัฒนาระบบโดย ทศนาท เที่ยงตรง ควบคุมดูแลและสร้างสรรค์เนื้อหาโดย อาจารย์ประสงค์ โสมรัตน์นานนท์


สนับสนุนโดย cms maxsite

 

สำหรับผู้ดูแลระบบเท่านั้น!!